ยามอิ๋น ( 03.00 – 04.59 น. ) มาเยือนเย่ซินเย่วก็ลุกจากเตียง เมื่อคืนนางนี่ตื่นมาให้นมเ้าแฝดอีกประมาณสามครั้ง ตอนนี้พวกเขาน่าจะหิวอีก เพราะตอนนี้พวกเขาเริ่มขยับตัว มือสองข้างปัดป่ายไปมา พร้อมส่งเสียง เพื่อเรียกร้องความสนใจ
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อย นางจึงต้องลุกไปนมเ้าแฝดก่อน หลังจากกินจนพอใจสองแฝดก็หลับไปอีกครั้ง ช่างเป็เด็กที่เลี้ยงง่ายเสียจริง นางหอมแก้มเ้าแฝดไปอีกคนละสองฟอดใหญ่ เมื่อคืนนางไปหยิบชุดของหลิงซีหานมาเตรียมไว้สำหรับเช้านี้ นางคิดว่าหากนางแต่งตัวเป็ชายจะง่ายสำหรับเื่นี้มากกว่า เสร็จแล้วจึงได้เดินออกจากห้องไป
เย่ซินเย่วจัดการนำรถเข็นออกมา พร้อมเดินไปยกร่างหมีั์ที่อยู่ในห้องเก็บฟืนออกมาแล้วยกขึ้นบนรถ ตอนที่กำลังวางเ้าหมีลงบนรถเข็นก็ได้ยินเสียงดังมาจากในครัว เป็หลิงซีซีที่ตื่นมาเตรียมอาหารให้นางเอาไปกินระหว่างทางเช้านี้
“พี่สะใภ้ใหญ่เ้าค่ะ เอาไว้กินระหว่างทางเ้าค่ะ” หลิงซีซียื่นห่อผ้าที่ภายในมีหมั่นโถวกับเนื้อแห้งให้นาง และยังมีกระบอกไม้ไผ่ให้อีกหนึ่งชุด
“ขอบคุณเ้ามากนะซีซี ยังไงพอปิดประตูบ้านแล้วก็พักอีกสักหน่อยเถอะ นี่ยังเช้าอยู่มาก” เย่ซินเย่วเอ่ยขอบคุณ มือก็รับห่อผ้าและกระบอกน้ำมาไว้ในมือ
“เ้าค่ะ”
เย่ซินเย่วใช้เสื่อห่อร่างเ้าหมีั์ หลิงซีซีที่เพิ่งเคยเห็นพี่สะใภ้ใหญ่ยกร่างหมีั์ก็ยืนอึ่งอยู่กับที่ นี่…พี่สะใภ้ใหญ่แข็งแรงขนาดนี้เลยหรือ ร่างบางของพี่สะใภ้ใหญ่ก็แค่นั้น ร่างของเ้าหมีนั้นแทบจะมิดตัวนางด้วยซ้ำ
“พี่สะใภ้จะไปแล้วหรือขอรับ” หลิงซีหลางที่ได้ยินเสียงดังในบ้านก็ตื่นขึ้นอีกคน พลางเดินออกมาที่ลานบ้านที่เย่ซินเย่วและหลิงซีซียืนอยู่
“ใช่ หากเ้าง่วงก็ไปนอนก่อนเถอะ พี่ใกล้เสร็จแล้ว”
เย่ซินเย่วเอ่ยเพราะเห็นว่าหลิงซีหลางยังตาปรือดูง่วงนอนอยู่ หลิงซีหลางที่ได้ยินก็ส่ายหน้าเป็คำตอบ ถึงเขาจะง่วงอยู่มากก็ตาม แต่พี่สะใภ้ใหญ่ออกไปข้างนอกดึกๆแบบนี้ เขาที่เป็ผู้ชายในบ้านก็อดเป็ห่วงไม่ได้
“พี่สะใภ้ใหญ่ จะไม่ให้ข้าไปด้วยจริงหรือขอรับ” หลิงซีหลางเอ่ยถามอีกครั้ง แม้จะถามไปแล้วเมื่อคืนและพี่สะใภ้ใหญ่ก็ตอบกลับมามาแล้วว่า ไม่ให้ไป
“ไม่ต้องหรอก พี่ไปเองสะดวกกว่า”
เย่ซินเย่วยังให้คำตอบแบบเดิม หลิงซีหลางก็ทำได้เพียงตอบกลับแล้วช่วยเย่ซินเย่วเอาเสื่อคลุมร่างหมีไว้
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ เย่ซินเย่วก็เดินลากรถเข็นออกไป พร้อมคบไฟเล็กๆในมือ ตอนนี้ฟ้ายังมืดอยู่มากการจุดคบไฟจะทำให้เดินทางได้สะดวกกว่า หลิงซีหลางกับหลิงซีซีก็เดินออกมาส่งที่หน้าประตู หลังจากเห็นพี่สะใภ้ใหญ่ไปไกลจนสุดสายตาแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านพร้อมล็อคประตู แต่ทั้งคู่ไม่ได้กลับไปนอนทำเพียงเช็ดเนื้อเช็ดตัวแล้วกลับมาทำงานบ้านและเตรียมของสำหรับขายวันนี้
เย่ซินเย่วที่ลากรถเข็นมาเรื่อยๆก็หันมองซ้ายขวาไปมา แต่ตอนนี้ในหมู่บ้านยังไม่มีใครออกมา จึงทำให้เดินได้สะดวกนัก เย่ซินเย่วสำรวจดูอีกครั้งว่าไม่มีใครจริงจริง นางจึงเดินลากรถเข็นให้เร็วขึ้นเพื่อให้พ้นหมู่บ้านโดยเร็ว นางกลัวว่าหากใครมาเห็นจะทำให้เกิดเื่ยุ่งยาก
ใช้เวลาไม่นานเย่ซินเย่วก็เดินมาถึงประตูเมือง แต่เวลานี้ประตูยังไม่เปิดนอกจากนางแล้วยังมีขบวนพ่อค้าและชาวบ้านที่้าเข้าเมือง อยู่กระจายตามจุดต่างๆ นางจึงแวะที่ต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าเพื่อรอเข้าเมือง พร้อมหยิบห่อผ้าที่หลิงซีซีเตรียมไว้ให้ออกมากิน หมั่นโถวสีขาวลูกโตตอนนี้หายร้อนแล้วแต่ก็ไม่มีปัญหาอย่างไรนางก็กินเพื่อให้พออิ่มเท่านั้น
หมั่นโถวเนื้อเนียนกับเนื้อตากแห้งทำให้ฝืดคออยู่บ้าง นางจึงกินไปแค่หนึ่งลูกกับเนื้อตากแห้งห้าชิ้นแล้วเก็บทุกอย่างกลับเข้าห่อผ้า ในระหว่างที่เก็บหมั่นโถวที่เหลือกลับเข้าห่อผ้าก็เห็นเงาตะคุ่มตะคุ่มอยู่ที่หางตา จึงหยิบมีดที่พกมาแล้วชี้ไปทางเงาตะคุ่มข้างตัว
“้าอะไร”
เย่ซินเย่วเอ่ยถามเสียงเย็น แต่เมื่อใช้สายตามองดีดีแล้วกลับเป็เพียงเด็กชายคนหนึ่ง ดวงตาของเด็กน้อยจ้องมองมีดที่มือนางอย่างหวาดกลัว ร่างเล็กสั่นเทาแต่ก็ไม่ยอมขยับไปไหน ปากเล็กนั่นสั่นมากจนประโยคที่ออกมาจากปากเล็กแทบฟังไม่ออก
“พูดดังกว่านี้หน่อยเถอะ ข้าไม่ได้หูดีขนาดนั้น” เมื่อเห็นเพียงเด็กน้อยไม่มีอันตรายอะไร เย่ซินเย่วจึงเก็บมีดเข้าที่เดิม
“ขะ…ข้าขออาหารนะ…หน่อย ดะ…ได้หรือไม่ขอรับพี่ชะ…ชาย” โจวอี้ฟานไม่เคยคิดว่าชีวิตเขาต้องมาขอร้องคนอื่นราวกับขอทานอย่างนี้ แต่ตอนนี้พี่ชายเขาเริ่มไม่ไหวแล้วอย่างน้อยเขาก็อยากได้อาหารนั่นเพื่อประทังชีวิตของพี่ชายเอาไว้ อดทนรอให้เข้าเมืองไปอาจมีหนทางรอด
เย่ซินเย่วที่ได้ยินก็ยื่นห่อผ้าให้เด็กน้อยไป นางไม่คิดอะไรอยู่แล้วถ้าเด็กนั่น้าแค่นี้ อย่างไรนางก็อิ่มแล้วให้เด็กนี่ไปก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับนางมากมาย
“เอาไปสิ”
เด็กชายที่กำลังเตรียมจะคุกเข่าลงเพื่อขอร้องให้เด็กหนุ่มตรงหน้าเห็นใจก็ชะงักเมื่อเห็นว่า เด็กหนุ่มด้านหน้ายื่นของมาให้เขาอย่างง่ายดาย เย่ซินเย่วที่เห็นเขาชะงักก็สงสัย คิดว่าเด็กนี่ใกลัวนางจึงลุกขึ้นยัดห่อผ้าใส่มือเขาแล้วกลับไปนั่งที่เดิมห่างจากเด็กชายไปอีกหน่อย เพื่อไม่ให้เด็กชายกลัวนางจนทำอะไนไม่ถูก
“ขะ…ขอบคุณขอรับ”
เด็กชายก้มหัวลงพร้อมเดินหันหลังกลับไป เย่ซินเย่วทำเพียงมองตาม จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กชายน่าจะาเ็ที่ข้อเท้า จึงเดินกะเผลกแทบจะล้มอยู่หลายรอบ แต่ก็ไม่หยุดเดินจนไปหยุดที่ต้นไม้ไม่ไกลจากนางนัก ตรงนั้นนางเห็นมีชายหนุ่มอีกคนนอนอยู่ใต้ต้นไม้ คาดเดาแล้วคงเป็พี่ชายของเขาเพราะดูจากการดูแลอย่างเอาใจใส่ของเด็กชาย
เย่ซินเย่วนั่งดูสองพี่น้องนั่นอยูเป็ระยะ เพราะไม่มีอะไรทำแต่ก็ไม่ได้ไปยุ่งมากกว่านั่น ตัวนางเองก็มีเื่วุ่นวายมากพออยู่แล้ว คงไม่สามารถไปช่วยเื่ของใครได้อีก
ผ่านไปไม่นานประตูเมืองก็เปิดออก เย่ซินเย่วจึงเดินไปลากรถเข็นต่อแถวเตรียมเข้าเมือง หางตาก็ยังมองไปที่สองพี่น้องนั่นอีกครั้ง เมื่อเห็นพวกเขาเตรียมลุกขึ้นมาต่อแถวก็เลิกสนใจไป จนกระทั่งถึงคิวเข้าเมืองทหารเฝ้าเมืองก็ทำการตรวจค้นของบนรถเข็น
“เ้าเป็พรานรึ” นายทหารเฝ้าประตูถามอย่างสงสัย เด็กหนุ่มนี้ทั้งตัวเล็กทั้งผอมบางแต่กลับลากเกวียนขนหมีั์มาได้ เด็กนี่น่าจะมีวรยุทธไม่ธรรมดาเลย
“ขอรับ” เย่ซินเย่วตอบแบบไหลตามน้ำไป อย่างไรการตอบแบบนี้ก็ปลอดภัยกว่า
ทหารเฝ้าเมืองเมื่อได้รับคำตอบก็ปล่อยเย่ซินเย่วเข้าเมืองไป ถึงพวกเขามองนางแปลกๆก็ตาม แต่นางก็ไม่ได้สนใจ เมื่อลากรถเข็นมาถึงเส้นการค้า นางจึงแวะร้านซาลาเปาข้างทางสั่งซาลาเปาไส้ผักมาหนึ่งลูก พร้อมถามถึงภัตตาคารที่น่าจะรับซื้อหมีตัวนี้ของนาง
“ท่านป้าขอรับ ข้าขอถามอะไรสักหน่อย แถวนี้มีภัตตาคารที่รับซื้อสัตว์หรือไม่ ข้านำสัตว์ที่ล่ามาขายแต่ไม่รู้จะไปขายที่ใด”
อี้หูเตี๋ยที่ได้ยินเด็กหนุ่มหน้ามน ใบหน้าดูเชิ่ดหยิ่งแต่ก็งดงาม จากรูปร่างของเขานางไม่คิดว่าจะล่าอะไรขายได้นอกจากกระต่าย แต่นางก็เอ่ยตอบอย่างใจดี เด็กหนุ่มคนนี้เป็ลูกค้าคนแรกของนางช่วยเหลือสักหน่อยก็ไม่เป็ไร
“ข้าเคยเห็นพวกพรานป่านิยมเอาสัตว์ไปขายที่ภัคตาคารฟาไฉกับภัตตาคารจินเป่า เ้าก็ลองไปขายสองที่นั่นดู”อี้หูเตี๋ยเอ่ยแนะนำสองภัตตาคารที่เป็ภัตตาคารอันดับต้นต้นของเมือง
“เอออ…มันอยูทางไหนหรือขอรับ”
เย่ซินเย่วที่ได้คำตอบมาแต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนก็เอ่ยถาม นางไม่รู้จักเส้นทางในเมืองดีนักรู้แค่ทางไปตลาดเท่านั้น เพราะเคยไปขายของ ส่วนความทรงจำในหัวของเย่ซินเย่วคนเก่าก็ช่วยอะไรเื่องนี้ไม่ได้นัก
“เดินไปสุดทางนี้ ตรงหัวมุมเ้าจะเห็นอาหารสองชั้น นั่นแหละภัตตาคารฟาไฉ ส่วนภัตตาคารจินเป่าก็อยู่ไม่ไกลกันเพียงถัดไปอีกหนึ่งถนน”
“ขอบคุณขอรับ ท่านป้า”
เย่ซินเย่วกินซาลาเปาเสร็จก็ออกเดินทางไปทันที นางคิดว่าจะไปที่ภัตตาคารฟาไฉก่อนเพราะอยู่ใกล้กว่า ส่วนภัตตาคารจินเป่าคงเอาไว้ก่อน นางอยากรีบขายรีบกลับบ้าน
เดินมาจนถึงหน้าร้านก็เห็นคนต่อแถวกันอยู่ด้านข้างร้าน นางจึงเดินไปสอบถามว่าใช่แถวสำหรับขายสัตว์หรือไม่ ก็ได้คำตอบมาว่าใช่ จึงเดินไปต่อแถวอยู่ท้ายแถวทันที ดูจากแถวแล้วคงใช้เวลาอีกสักพักทีเดียวหรือนางจะไปภัตตาคารจินเป่าดีนะ
“เ้าเอาอะไรมาขายหรือ” พรานหนุ่มที่นางสอบถามเื่ขายสัตว์เมื่อสักครู่หันมาถามนาง เพราะเห็นว่าเด็กหนุ่มมาพร้อมกับรถเข็นคันใหญ่น่าจะเป็ของดีไม่น้อย
เย่ซินเย่วทบทวนในใจว่าจะบอกดีหรือไม่ แต่อย่างไรนางก็ต้องขายอยู่แล้วบอกไปเลยคงไม่เป็ไร
“หมีขอรับ”
“ฮะ…เ้าว่าอะไรนะ” พรานหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้งราวกับไม่ได้ยินที่เย่ซินเย่วพูด
“หมีขอรับ” เย่ซินเย่วเอ่ยตอบอีกครั้ง
“ที่ตัวใหญ่ใหญ่ มีขนทั่วตัว” พรานหนุ่มยังคงสอบถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ขอรับ”
“หมี หมีล่ะ”
พรานหนุ่มยังคงส่งเสียงดังเขาใมาก ใครจะไม่รู้บ้างว่า่นี้ท่านเ้าเมืองกำลังอยากได้ดีหมีไปบำรุงร่างกายมารดา พวกภัตตาคารต่างๆ ก็ออกประกาศหาซื้อจากพรานที่มาขายสัตว์ให้อยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่ได้มาสักตัว ไหนจะตีนหมีที่พวกชนชั้นสูงชอบอีก เด็กนี่รวยแล้ว
เสียงอันดังของพรานหนุ่มทำให้คนสนใจไม่น้อย พวกเขาเริ่มเดินมามุ่งดูที่รถเข็นของเด็กหนุ่มราวกับบอกว่าเปิดมันสิ เปิดเลยข้ารอดูอยู่ เย่ซินเย่วเห็นสายตาพวกนั่นก็รู้แล้วว่าคงไม่ต้องเปิดร่างเ้าหมีนี่ให้พวกเขาดู ก็เอื้อมมือไปเปิดเสื่อออกจึงปรากฎร่างของหมีั์ออกมา
ในระหว่างนั่นเองก็มีชายหนุ่มพร้อมชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามากลางวง ผู้คนที่เห็นท่าทางของเขาที่ราวกับชนชั้นสูงก็หลีกทางให้เขาได้เดินเข้ามาจนถึงจุดที่เย่ซินเย่วอยู่
ซุ่นเฉิงกงไม่คิดเลยว่าการออกมาเดินเล่นวันนี้ จะทำให้เขาพบโชคเข้าตอนนี้ภัตตาคารของเขาไม่ค่อยดีนักเพราะถูกเ้าคนหยาบช้าอย่างเกาหูตงส่งคนมาก่อกวนในร้านจนทำให้มารดาของท่านเ้าเมืองล้มป่วยเมื่อตอนเข้ามารับประทานอาหาร ท่านเ้าเมืองจึงไม่พอใจร้านเขาเป็อย่างมาก เพื่อกอบกู้สถานการณ์เขาจึง้าหมีตัวนี้
“ไม่ทราบว่าหมีนี่เ้าจะขายให้ข้าได้หรือไม่” เสียงของซุ่นเฉิงกงดังขึ้นเหนือหัวของเย่ซินเย่ว
เย่ซินเย่วที่กำลังรำคาญคนรอบข้างอยู่จึงเงยหน้าขึ้นเพื่อมองเขา ให้ตายเถอะจะสูงไปไหนกัน แต่เมื่อมองหน้าชายหนุ่มก็พูดไม่ออก คนอะไรหล่อชะมัดแล้วเมื่อกี้เขาว่าอะไรนะ
“เ้าหนุ่ม นายท่านข้าถามว่าจะขายหมีนั่นหรือไม่” ชายชราที่เดินตามหลังชุ่นเฉิงกงมาเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเย่ซินเย่วไม่ตอบ
“ท่านให้เท่าไร”
“ 5 ตำลึงทอง พอหรือไม่”ชายชราเสนอขึ้น ราคานี้ถือว่าไม่สูงมากแต่ก็ไม่ถึงกับกับกดราคา
“อืมมมมม”
เย่ซินเย่วที่ได้ยินราคาก็ทำท่าครุ่นคิด 5 ตำลึงทองก็ 500 ตำลึงเงิน ราคานี้ก็มากอยู่แถมไม่ต้องรอนานอีกด้วย เมื่อสรุปได้เย่ซินเย่วก็กำลังจะเอ่ยปากตอบตกลงก็ต้องหยุด เมื่อมีชายหนุ่มอีกคนพุ่งตรงมาพร้อมเสียงะโดังลั่น
“หยุด เ้าคิดจะทำอะไรซุ่นเฉิงกง” เกาหูตงที่ตอนแรกมาเดินดูการซื้อวัตถุดิบอยู่ เมื่อได้ยินว่ามีคนเอาหมีที่ท่านเ้าเมืองกำลัง้ามาขาย ก็รีบตรงมาทางนี้ตอนแรกเขาก็เดินมาเพื่อจะมาตรวจสอบหมี แต่ก็ได้ยินเ้าซุ่นเฉิงกงกำลังขอซื้อหมีของเขาไปอย่างหน้าด้านด้าน
“ก็ซื้อหมีนี่อย่างไรเล่า” ซุ่นเฉิงกงตอบกลับอย่างไม่สนใจ
“เ้าไม่เห็นหรือว่าเขามาขายมันให้ร้านข้า”
เมื่อเห็นท่าทางของซุ่นเฉิงกง เกาหูตงก็ยิ่งเดือดดาล จนแทบอย่างเดินเข้าไปต่อยหน้าของซุ่นเฉิงกง แต่ก็อดทนไว้เขาเป็ปัญญาชนหาใช่อันธพาน
“แต่ก็ยังไม่ขายนิ อย่างนี้ข้าก็มีสิทธซื้อ” แต่ซุ่นเฉิงกงก็ยังไม่หยุดทำให้เกาหูตงโมโห ทั้งยังยิ้มการค้าใส่อีกด้วย
“หมีนี่ข้าจะซื้อ เ้ากลับไปซะ”เกาหูตงตอบกลับซุ่นเฉิงกงทันที พร้อมเอื้อมมือเตรียมลากเย่ซินเย่วตามไปหลังร้านเพื่อตกลงราคา “เ้าตามข้ามา หม่ีนี่ข้าจะซื้อเอง”
แต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อซุ่นเฉิงกงคว้ามืออีกข้างของเย่ซินเย่วเอาไว้ ไม่ให้เดินออกไปจากบริเวณนี่ได้ เย่ซินเย่วที่อยู่ตรงกลางก็ได้แต่มองหน้าสองคนนี้ไปมา นี่พวกเขาเห็นนางเป็ตุ๊กตาหรือไงถึงได้อยากจะลากไปไหนมาไหนตามใจ หากไม่กลัวว่าสะบัดมือแรงไปพวกเขาจะาเ็ นางไม่ปล่อยพวกเขาที่ทำตัวรุ่มร่ามกับนางเอาไว้แน่
“สิทธการขายอยู่ที่เขา เ้าลากเขาไปอย่างนี้สมควรรึ”
ซุ่นเฉิงกงเอ่ยกับเกาหูตงอีกครั้ง คิดว่าจะลากคนไปจากเขาแล้วจบเื่เหรอ ไม่มีทางซะหรอก
เกาหูตงที่ได้ยินก็อารมณ์ขึ้นอีกครั้ง แต่ก็อดใจเอาไว้ตรงนี้มีผู้คนมากมาย เขาอัดเ้านี่ไม่ได้ ทำเพียงเอ่ยกับเย่ซินเย่วที่ยังยืนมองสองคนไปมา
“เ้าตอบมา ว่าจะขายให้ใคร แต่บอกไว้ก่อนว่าข้าจะให้เ้าราคาดีที่สุด”
“ข้าเองก็จะให้เ้า ซึ่งมากกว่าเขาแน่นอน”
ทั้งคู่ยังคงพูดข่มกันไปมาพร้อมส่งสายตาเลือกข้าสิให้กับเย่ซินเย่ว เย่ซินเย่วที่ข้อมือถูกชายสองคนดึงเอาไว้ก็มองหน้าพวกเขาอย่างโมโห ข้าแค่มาขายหมีตัวหนึ่งเหตุใดถึงวุ่นวายนัก ได้เ้าแพะอ้วนสองตัวนี้อยากได้หมีของนางใช่หรือไม่ งั้นก็แข่งกันเอาเองแล้วกัน
“ถ้างั้นพวกท่านประมูลแข่งกัน ใครให้สูงสุดก็เอาหมีนี่ไปดีหรือไม่”
เย่ซินเย่วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางพออกพอใจ ดูจากท่าทางไม่ยอมกันของสองคนนี้ นางน่าจะได้เงินกลับไปไม่น้อย แค่คิดก็อารมณ์ดีแล้ว นางจะได้เท่าไรกันนะ
“ได้/ได้”
“งั้นเริ่มต้นที่ 5 ตำลึงทองที่ท่านเสนอมาเมื่อกี้นี่”
สองบุรุษส่งสายตาให้แก่กันอย่างท้าทาย อย่างไรวันนี้หมีนี่ต้องเป็ของเขา ซุ่นเฉิงกงกับเกาหูตงคิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เย่ซินเย่ว : เอาสิประมูลกันให้ล่มจมไปข้างนึงเลย 55555