ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 4 ตอนที่ 7 อูหลินเฟิง ปะทะ กู่ซือเอิน จบ

    วิชาวิญญาณเชื่อมประสานวิญญาณ ยันต์อสูรสถิตร่าง

            อูหลินเฟิงจากที่เคยใช้ยันต์เป็นตัวประสานเพื่อให้สัตว์อสูรแต่ละตัวแลกเปลี่ยนความสามารถของกันและกัน ในตอนนี้ใช้ยันต์เป็นสื่อกลางเพื่อดึงพลังของสัตว์อสูรทุกตัวเข้าสู่ร่างกายของเขาแต่เพียงผู้เดียว ที่แขนมีพละกำลังมหาศาลของกังปี้ ขามีความสามารถในการเคลื่อนที่ของภูตวิหคขาวที่มีความเร็วสูง กลบจุดอ่อนที่เขาไม่อาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว และนอกจากนี้ยังสามารถใช้ ลมปราณเพลิง ปราณมรณะ และ ปราณพิษ ได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าลมปราณจะตีกลับ นั่นก็เพราะว่าลมปราณหลักของเขาคือลมไร้ธาตุ ลมปราณที่มีสถานะเป็นกลางสามารถประสานเข้ากับลมปราณทุกชนิดได้โดยไม่ขัดแย้ง

            เปลวเพลิงสีส้มของหมาป่าขนเพลิงปรากฏขึ้นที่กระบี่วิญญาณฟ้า ฟาดฟันกับกริชคู่เงาทมิฬของกู่ซือเอินอย่างสูสี ในตอนนี้ระดับลมปราณของอูหลินเฟิงยังเป็นระดับจอมยุทธขั้นสูงที่หยิบยืมมาจากสัตว์อสูรของตนเองเช่นเดิม แม้ว่าจริงๆ แล้วหากใช้วิชานี้เขาจะสามารถใช้ลมปราณในระดับชนชั้นราชันได้เลยก็ตาม แต่สิ่งนั้นยังไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาในตอนนี้ เพียงเท่านี้ร่างกายของเขาก็ราวกับสัตว์อสูรที่มีทั้งพละกำลังและความเร็วมากพอจะต่อสู้กู่ซือเอินได้แล้ว

    กลายเป็นว่ากู่ซือเอินที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วพร้อมกับพละกำลังอันมหาศาล ในตอนนี้อูหลินเฟิงก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ทั้งสองเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วพร้อมกับโจมตีกันและกันอย่างต่อเนื่อง จนคนที่มองผ่านหน้าจอภายนอก มีหลายคนที่ไม่อาจมองตามการเคลื่อนไหวนั้นได้ทัน บางคนเห็นเพียงแต่เส้นแสงสองเส้นปะทะกันไปมาเท่านั้น

            การโจมตีรุกรับที่ดุเดือดนั้นเกิดขึ้นไปอีกหลายสิบกระบวนท่า จนกระทั่ง อูหลินเฟิงสร้างยันต์ออกมาแปดใบ ยันต์นั้นมีลักษณะสีแดงอย่างชัดเจน นั้นคือยันต์ที่มีพลังของหมาป่าแปดหาง อูหลินเฟิงยันต์ทั้งแปดออกไปรอบๆ ตัวกู่ซือเอิน

            ค่ายกลเพลิงหมาป่าแปดเหลี่ยม

            พลังเพลิงประสานแบบที่เคยใช้ต่อสู้กับอสุรกายไร้ผิวในเทือกเขาหมื่นอสูรปรากฏขึ้นอีกครั้ง เสาเพลิงแปดเส้นออกมาจาก ยันต์ทั้งแปดใบ พุ่งเข้าหาร่างของกู่ซือเอินที่อยู่ใจกลางของยันต์ทั้งแปด นางจึงใช้พลังร่างกายทั้งหมดกระโดดขึ้นสู่บนฟ้าด้วยความเร็วสูง เสาเพลิงทั้งแปดจึงไม่อาจทำอันตรายนางได้เลยแม้แต่น้อย

    ร่างของอูหลินเฟิงที่อาศัยความเร็วของภูตวิหคขาวที่มีทั้งพลังแห่งแสงและวายุ เคลื่อนที่เข้าโจมตีกู่ซือเอินบนฟ้า จากนั้นอูหลินเฟิงได้สร้างยันต์สีทอง ที่มีพลังของภูตวิหคขาวออกมา สร้างกรงวายุแบบเดียวกับที่เคยขังเขาไว้ นำมาขังกู่ซือเอินไว้ภายใน

            “ตอนนี้! ลุคจัดการเลย” อูหลินเฟิงส่งสัญญาณให้กับลุค เพื่อทำบางสิ่งบางอย่าง

            “ได้” ลุคตอบรับ พลังจิตของลุคถูกเร่งออกมาอย่างรวดเร็ว

    กรงวายุที่ใช้ขังกู่ซือเอิน ได้ปรากฏเส้นแสงสีฟ้าออกมา กู่ซือเอินนางใช้พละกำลังขั้นสูงสุดของตนเอง ใส่กริชคู่เงาทมิฬของตนเองฟันกรงวายุออกมา เมื่อสามารถออกมาจากกรงวายุได้นางจึงพุ่งเข้าหาอูหลินเฟิงอีกครั้ง กริชและกระบี่เข้าปะทะกันอีกครั้ง กริชและกระบี่ต่างต้านทานกันด้วยพละกำลังกลางอากาศ ไม่มีฝ่ายใดที่สามารถผลักอีกฝ่ายได้ หมายความว่าตอนนี้พละกำลังของทั้งสองพอๆ กัน

            “สมกับที่เป็นสตรีที่ข้าชื่นชอบ แข็งแกร่งจริงๆ” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับจ้องตรงไปยังในตาของกู่ซือเอิน เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากู่ซือเอินกำลังเขิน แต่แรงของในกรีซกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย

            “ข้าไม่หลงกลวิธีของเจ้าหรอกนะ” กู่ซือเอินกล่าว แม้ว่านางจะดีใจแต่ก็ไม่ได้ประมาทเลยแม้แต่น้อย นางย่อมรับรู้วิธีการต่อสู้ของอีกฝ่ายดี ชอบใช้การพูดก่อกวนการต่อสู้

            “ไม่หรอก การที่เจ้าใช้กริชต้านกระบี่ของข้าแบบนี้ ทำให้จิตวิญญาณแฝดของข้าทำงานง่ายขึ้นเยอะ” อูหลินเฟิงพร้อมกับยิ้มไปด้วย ลุคที่อยู่ในกระบี่วิญญาณฟ้าได้แทรกพลังจิตของตนเองเข้าไปยังกริชและมือของกู่ซือเอิน

            ทักษะจิตสายเปลี่ยนแปลง จิตหน่วงศิลา

            น้ำหนักของกริชที่กู่ซือเอินถืออยู่ก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมหาศาลจนกระทั่งนางไม่อาจรับน้ำหนักนั้นไหว นางร่วงลงสู่พื้นเวทีทันที อูหลินเฟิงที่เห็นว่านางลงสู่พื้นก็ลงมาตามเช่นเดียวกัน

            กู่ซือเอินที่เห็นว่าตนไม่อาจถือกริชที่มีน้ำหนักมหาศาลแบบนี้ได้ จึงตัดสินใจปล่อยมือจากกริชแล้วคิดจะใช้มือต่อสู้ แต่ว่าอูหลินเฟิงกลับปลดวงแหวนด้านหลังของตนเองออก ระดับพลังของเขากลายเป็นระดับหกขั้นสูงเช่นเดิม กู่ซือเอินที่เห็นแบบนั้นก็ทำสีหน้าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนที่นางจะได้ถามออกไป ภาพรอบๆ ของตนเองก็ได้เปลี่ยนแปลงไป จากตอนนี้ที่นางสมควรจะอยู่บนเวที กลับกลายเป็นว่านางยืนอยู่นอกเวทีเสียแล้ว

            “ภาพมายาของลุค เจ้านั่นใช้ภาพมายาปรับเปลี่ยนตำแหน่งของเวทีตั้งแต่ตอนที่เจ้าถูกขังอยู่ในตรงวายุแล้ว หวังว่าเจ้าคงไม่โกรธที่ข้าชนะเจ้าด้วยวิธีนี้” อูหลินเฟิงกล่าว เขารู้ว่าตัวเขาไม่อาจชนะกู่ซือเอินได้ในการต่อสู้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาอ่อนแอกว่าแต่เขามีข้อจำกัดคล้ายๆ กับเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่สู้กับกู่ซือเอินในเทือกเขาหมื่นอสูร

    ตัวเขาไม่อาจถูกกู่ซือเอินโจมตีได้ แม้ว่าในร่างของอสูรสถิตร่างเขาจะสามารถต้านทานพิษได้ในระดับหนึ่งเพราะมีพลังของเสี่ยวปิน แต่ว่าย่อมไม่อาจสามารถต้านทานพิษของปราณเทวราชได้ แต่ร่างของกู่ซือเอินสามารถรักษาตนเองได้ตลอดเวลา และระยะเวลาของอสูรสถิตร่างก็ไม่ได้มีมากมายนัก เขาทำได้เพียงแค่ครั้งละสิบนาทีเท่านั้น จึงจำเป็นจะต้องชนะนางด้วยวิธีนี้

            “ข้าย่อมไม่โกรธเจ้า” แม้ว่ากู่ซือเอินจะพ่ายแพ้ในการประลองแต่นางกลับไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นภาพมายาอีกฝ่ายก็ต่อสู้ด้วยพลังของตนเอง เป็นชายที่มีความแข็งแกร่งในรูปแบบของตนเอง

            เมื่อสามารถหาผู้ชนะได้ ทั้งสองคนต่างถูกส่งออกไปยังจุดที่มาทันที กลับไปยังนั่งตรงบริเวณอัฒจันทร์ส่องนภา หลังจากที่คนทั้งกลุ่ม เห็นว่าสหายของตนเองกลับมาแล้ว กวนซ่างซีเป็นคนที่พูดขึ้นมาคนแรก

            “วิชาใหม่ของเจ้าน่าสนใจไม่น้อย ประสานพลังของอสูรทั้งหมดเข้าสู่ร่างของตนเอง ไหนบอกว่าจะปิดบังข้อมูลให้ออมมือไม่ใช่หรือ” กวนซ่างซีถามด้วยความสงสัยทั้งๆ ที่อูหลินเฟิงบอกเองแท้ๆ ว่าจะต้องออมมือแต่จากที่ดูแล้วเหมือนว่าทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นอูหลินเฟิงหรือกู่ซือเอิน ต่างสู้กันสุดกำลังด้วยกันทั้งคู่

            “ก็นะ ข้ารู้สึกว่าซือเอิน ไม่อยากให้ข้าออมมือ อีกอย่างข้าเองก็ไม่อยากออมมือกับนางเช่นกัน” อูหลินเฟิงกล่าว ไม่รู้ว่าทำไมทั้งๆ ที่เขาเป็นคนบอกให้ทุกๆ คนออมมือแท้ๆ แต่พอคู่ต่อสู้เป็นซือเอินเขากลับไม่อยากที่จะออมมือกับนาง

            นั่นก็เพราะว่าทั้งสองมีความคิดบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน ก็การแสดงพลังของตนเองออกมาให้อีกฝ่ายยอมรับ อูหลินเฟิงต้องการแสดงพลังที่แข็งแกร่งของตนเองออกมาเพื่อให้กู่ซือเอินที่มีความแข็งแกร่งมหาศาลได้รับรู้ว่าตัวของเขาก็มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะปกป้องนางได้  ส่วนทางด้านกู่ซือเอิน ตั้งแต่ที่รับรู้ถึงสายเลือดตระกูลเนี่ยในตัวของอูหลินเฟิง ทำให้นางต้องการแสดงพลังที่คู่ควรจะเคียงข้างอูหลินเฟิงออกมา ทำให้นางไม่ต้องการออมมือให้กับอูหลินเฟิง  ทั้งสองที่มีความคิดคล้ายคลึงกันจึงเข้าปะทะกันด้วยพลังที่แท้จริง

            “แต่จริงๆ ข้ากลับคิดว่าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องข้อมูลของพวกเรามากขนาดนั้น” จงหมิ่นกล่าว

            “เพราะเหตุใดงั้นหรือ” กวนซ่างซีถาม

            “จากที่ข้าได้ปะทะกับแดนจันทราโลหิตมา แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีนักวางกลยุทธ์ที่พยายามหาทางตอบโต้พวกเราด้วยข้อมูลที่มี แต่ว่าขอเพียงพวกเรามีความแข็งแกร่งที่มากพอ...ไม่ว่าแผนอะไรที่พวกนั้นเตรียมมาย่อมไม่อาจทำอะไรพวกเราได้” จงหมิ่นกล่าว ที่เขากล้าพูดแบบนี้ก็เพราะว่าในศึกตระกูลโอวหยาง อีกฝ่ายเตรียมค่ายกลมามากมายเพื่อรับกับเขา อย่างค่ายกลผนึกธาตุ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะทำอะไรเขาได้เลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะว่าเขามีความแข็งแกร่งมากเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะจินตนาการได้

            “คนที่จะพูดแบบนั้นได้ก็มีแต่เจ้าที่มีความสามารถเหนือสามัญสำนึกเท่านั้น...การใช้ความแข็งแกร่งที่มากล้นของตนเองเอาชนะแผนการของอีกฝ่ายได้ ไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ทำได้นะ” อูหลินเฟิงกล่าว เกรงว่าในกลุ่มนี้คนที่จะใช้ความแข็งแกร่งของตนเองชนะแผนการของอีกฝ่ายได้ อาจจะมีเพียงจงหมิ่นเท่านั้น ความแข็งแกร่งของสหายตนเองเหนือสามัญสำนึกไปไกล

            “ถ้าแบบนั้นก็ไม่ต้องห่วง...ข้าเองก็คงเอาจริงได้สินะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว นางเองก็เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตนเองเช่นเดียวกัน นางไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะมีแผนการอะไรมาเพื่อต่อสู้กับนางเลยแม้แต่น้อย

            “พูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เกือบลืมไปเลย กวนซ่างซี รับไป” จงหมิ่นกล่าวพร้อมกับโยนแหวนมิติให้กับกวนซ่างซี กวนซ่างซีรับแหวนมาอย่างแปลกใจ

            “อะไรงั้นเหรอ”

            “ธนู และเคล็ดวิชาศร ที่ได้รับมาจากสุสานเทพดาบ ตัวข้าไม่ถนัดการใช้ธนูคิดว่ามอบให้เจ้าคงจะดีกว่า” จงหมิ่นกล่าว

            “ขอบใจ” กวนซ่างซีไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย ในจังหวะนี้การได้รับอาวุธเสริมความแข็งแกร่งมาย่อมดีกว่า ดูจากการต่อสู้รอบแรกนี้ เพียงแค่ความแข็งแกร่งจากกลุ่มของสหายตัวเอง นางก็คิดตนเองอาจไม่สามารถสู้ได้แล้ว นี่ยังไม่รวมกับพวกคนจากระดับมหาตระกูล ตระกูลในระดับสูง หรือแม้แต่นางอาจจะได้เจอกับคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้

            ..

            “ญาติผู้น้องของเจ้าชนะได้จริงๆ ด้วย พลังคล้ายๆ ของเจ้าเลย เนี่ยหลุน ไม่สิต้องเหมือนของเนี่ยซิน” มุราคามิ มิซากิ กล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสเช่นเคย เนี่ยซินที่นางกล่าวถึงก็คือจิตวิญญาณแฝดของเนี่ยหลุน

            “ระดับพลังวิญญาณสูงส่งถึงขนาดที่สามารถเชื่อมประสานวิญญาณของสัตว์อสูร และ ยังใช้พลังสัตว์อสูรสถิตเข้าร่างของตนเองได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ” เนี่ยหลุนกล่าวพร้อมกับยิ้มไปด้วย การที่อีกฝ่ายแข็งแกร่งขนาดนี้ย่อมเป็นผลดีกับหอคอยวิญญาณ

            “แต่ว่าแม่นางคนนั้นเองก็ไม่ธรรมดา ทั้งพลังร่างกายและพิษในร่างอยู่ในระดับสูงมากทีเดียว หากต้องปะทะกันไม่รู้ว่าจะสามารถเอาชนะนางได้หรือเปล่า” หวังชุนกล่าว หลังจากที่เห็นพละกำลังและความเร็วของกู่ซือเอิน หากเปลี่ยนเป็นเขาที่ต้องปะทะกับนางก็ไม่รู้ว่าจะสามารถชนะได้แบบเดียวกับอูหลินเฟิงหรือไม่

            "ก็ไม่เห็นแปลก นางเป็นคนจากตระกูลกู่ ผู้ใช้พิษระดับเดียวกับตระกูลคามะ แถมนางยังมีร่างเทพอสูรอมตะในตำนาน จะมีความแข็งแกร่งขนาดนั้นก็ไม่แปลก"มิซากิที่กำลังเดินหนังสือข้อมูลของร้อยมังกรทะยานกล่าว จ้องมองไปยังข้อมูลของกู่ซือเอินไม่หยุด

            “ในการประลองรอบแรกนี้จากทั้งสิบเวที เวทีที่น่าสนใจก็มีเพียงแค่ของอูหลินเฟิงเท่านั้น เวทีอื่นๆ ต่างไม่ได้มีความน่าสนใจแม้แต่น้อย ต่างเป็นจอมยุทธ์ที่ไม่อาจต่อสู้ข้ามขั้นได้” เนี่ยหลุนกล่าว ภายในใจคิดว่าอยากรู้ว่ารอบต่อไปพวกเขาจะได้เข้าไปแข่งขันหรือเปล่า หากได้เจอกับคนที่มีความแข็งแกร่งย่อมต้องดีไม่น้อย

    ..

            “เหตุใดชายคนนั้นถึงเป็นแค่อันดับที่ร้อย ความแข็งแกร่งระดับนี้ควรอยู่ยี่สิบอันดับแรกด้วยซ้ำ” เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากอัฒจันทร์ เหตุที่เขาโวยวายนั่นก็เพราะว่า เสียพนัน ภายในการประลองของสถาบันราชันเทพมักจะมีการพนันระหว่างลูกศิษย์ในสถาบัน และในครั้งนี้เองก็มีเช่นเดียวกัน มีหลายคนที่ได้แทงไปยังฝั่งของกู่ซือเอิน นั้นก็เพราะว่าในอันดับร้อยมังกรทะยานนางอยู่อันดับที่สิบเอ็ด ส่วนอูหลินเฟิงอันดับที่ร้อย ไม่ว่าใครก็ลงฝั่งของกู่ซือเอินอยู่แล้ว

    ..

    ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน