บทที่ 31 สลายวรยุทธ์ด้วยตัวเอง?
"จุติเทพยุทธ์!?"
หลี่อีิเกาศีรษะพลางทำหน้างง
"หือ? เหล่าซู ครูตาบอดหรือเปล่าครับเนี่ย?"
"ไม่ได้ล้อเล่น เธอมีจุติเทพยุทธ์อยู่ในตัวจริง ๆ เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา"
"อ้อ แล้วเมื่อไหร่ถึงจะถึงเวลาล่ะครับ?"
"ก็เมื่อถึงเวลานั่นแหละ"
"ขอบคุณครับครู... พูดเหมือนไม่ได้พูดเลย"
จริง ๆ แล้วเป็เพราะตอนนี้ฉันยังหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับหลี่อีิไม่เจอ เลยยังปั่นหัว... แค่ก ๆ ยังกล่อมประสาทให้ลึกซึ้งกว่านี้ไม่ได้
จากการหยั่งเชิงเบื้องต้น ฉันพบว่าจริง ๆ แล้วหลี่อีิก็มีความทะเยอทะยานอยู่เหมือนกัน
การมีความทะเยอทะยานน่ะเป็เื่ดี
ที่น่ากลัวคือพวกที่ไร้ความปรารถนาและยอม "ปล่อยจอย" ไปเลยจริง ๆ เพราะถ้าเป็แบบนั้น สถานะ จิตใจท้อแท้ ก็คงไม่มีทางแก้ไขได้
"เอาล่ะ ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนซะ พรุ่งนี้เช้ายังมีฝึกยามเช้าอีก"
"ครับ ๆ แต่เหล่าซู ครูห้ามบอกเื่ที่ผมแอบมาหานะครับ!" หลี่อีิรีบกำชับ "ผมย่องมาเงียบ ๆ ไม่มีใครรู้หรอก!"
"ตอนนี้คนอื่น ๆ ยังไม่ยอมรับครู ถ้าพวกเขารู้ว่าผมสนิทกับครูขนาดนี้ ผมต้องโดนหมายหัวแน่"
"ฉากหน้าผมจะยังอยู่ฝั่งพวกนั้น แต่ถ้ามีความลับสำคัญอะไร ผมจะแอบมาส่งข่าวให้ครูก่อนเลย!"
"ได้!"
พอหลี่อีิกลับไป เขาก็อดขำในใจไม่ได้
ไม่นึกเลยว่ามาเป็ครูแล้วยังต้องมาัับรรยากาศเหมือนหนังสายลับจับบ้านเล็กแบบนี้ด้วย
หลังจากปิดประตู เขาก็เริ่มปรับลมปราณนั่งสมาธิ เพื่อฝึกฝนยามค่ำคืนตามปกติ
ทางด้านหลี่อีิที่เพิ่งย่องออกจากอาคารพักพนักงาน ท่ามกลางพุ่มไม้ที่มืดสลัว กลับมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองเขาด้วยความสงสัย
"ไอ้หมอนี่มาทำอะไรที่นี่? ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เชียว!?"
จูเทาแอบซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ ๆ เพื่อสังเกตการณ์
เขาใช้เวลาคิดมาทั้งคืน และในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่าเขาจะแอบสลายวรยุทธ์เพื่อเริ่มฝึกใหม่ด้วยตัวเอง
เื่นี้จะให้คนในครอบครัวรู้ไม่ได้เด็ดขาด
ทว่าด้วยวัยอย่างเขา การจะไปที่สมาคมวรยุทธ์เพื่อขอสลายวรยุทธ์จำเป็ต้องมีผู้ปกครองอยู่ด้วย จูเทาคิดไปคิดมา สุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมาหาซูหยาง
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นหลี่อีิที่นี่ เ้าหมอนี่ต้องมาหาซูหยางแน่นอน
"ไอ้คนกลับกลอก กลายเป็นกต่อหน้าตาเฉยเลยนะ!"
จูเทาสบถในใจเบา ๆ เขาไม่นึกเลยว่าในกลุ่มเพื่อนจะเริ่มมีคนทรยศปรากฏตัวขึ้นมาเสียแล้ว
ไม่รู้ว่าไปรับผลประโยชน์อะไรมาจากคนแซ่ซูนั่น
แต่พอคิดอีกที เขาก็ดูเหมือนจะไม่มีสิทธิ์ไปว่าหลี่อีิเท่าไหร่
รอจนหลี่อีิเดินลับสายตาไป จูเทาก็พุ่งออกจากพุ่มไม้แล้ววิ่งหายเข้าไปในอาคารพักพนักงานอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นาน จูเทาก็มายืนอยู่หน้าห้องพักของซูหยาง
เขาลังเลอยู่ชั่วครู่
รู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าอายพิกล
แต่เขาก็กัดฟันสู้... เอาวะ ตราบใดที่ฉันไม่เขิน คนที่เขินก็คือคนอื่นเองนั่นแหละ!
ปัง ปัง ปัง!
ซูหยางที่เพิ่งจะเข้าสู่ภวังค์สมาธิได้ไม่นานต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตู นึกว่าเป็หลี่อีิเดินย้อนกลับมาเสียอีก แต่พอเปิดประตูออกไปดู...
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนไพล่หลัง เงยหน้ามองดวงจันทร์อยู่บนระเบียงทางเดินท่ามกลางความหนาวเหน็บ เขาดูโดดเดี่ยวและเ็า ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยออกมาประโยคหนึ่งว่า "อยู่บนที่สูง ช่างหนาวเหน็บ..."
เห็นเขาเงียบไปเฉย ๆ เลยกะพริบตาปริบ ๆ "จบแล้วเหรอ? ประโยคต่อไปล่ะ?"
เด็กหนุ่มหน้าแดงก่ำทันที ก่อนจะแสร้งทำเสียงให้ดูขรึมขึ้นอีกระดับ "อยู่บนที่สูง... ช่างหนาวเหน็บนัก!"
ท่องกลอนไม่จบแล้วยังจะมาทำเท่หาพระแสงอะไรเนี่ย?
"ลงมาเถอะ นี่มันชั้นสิบสองนะ ตกลงไปขาหักไม่รู้นะเว้ย"
เด็กหนุ่มไม่ยอมหันกลับมา "อยู่บนที่สูง ช่างหนาวเหน็บนัก!"
เออ ๆ ยอมใจนายจริง ๆ เลยโว้ย!
เขาจำต้องต่อกลอนให้ด้วยความระอา "ร่ายรำท่ามกลางเงาจันทร์ ไฉนเลยจะเหมือนโลกมนุษย์"
เด็กหนุ่มถึงยอมหันกลับมาทำหน้าเ็าใส่ "ไม่เลว ถือว่าเป็คนคอเดียวกัน"
"..."
เขาโดดลงมาแล้วเดินไพล่หลังผ่านหน้าซูหยางเข้าไปในห้องเฉยเลยมุมปากของเขากระตุกถี่ยิบ
ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะมีอาการแบบนี้นี่หว่า!
พอฝึกวิชาเข็มไปไม่กี่วัน ทำไมกลายเป็แบบนี้ไปได้? หรือเป็เพราะผลข้างเคียงจากความคลั่งไคล้ในเคล็ดวิชา?
เขาปิดประตู หันกลับไปเห็นจูเทายืนมองดวงจันทร์อยู่ที่หน้าต่างอีกแล้ว
"..."
เขาี้เีจะสนใจ เลยกลับไปนั่งขัดสมาธิบนเบาะนิ่มแล้วถามว่า "ดึกป่านนี้ มาหาครูมีธุระอะไร?"
"ในเมื่อครูถาม ผมก็จะยอมบอกให้ก็ได้!"
"..."
"วิชาเข็มสลักเมฆาปะชะตาฟ้าที่ครูแนะนำ ผมว่ามันก็ไม่เลว ถูกปากดี แต่วิธีกระแสต่างความเร็วมันก็แค่การแก้ปัญหาชั่วคราว ผมเลยตั้งใจจะสลายวรยุทธ์เพื่อเริ่มฝึกใหม่"
ซูหยางถึงกับหน้าถอดสี "คิดดีแล้วเหรอ?"
"อืม"
"งั้นเธอก็ไปทำสิ! ไม่เห็นต้องมาปรึกษาครูเลย!"
"เื่นี้ผมให้คนในตระกูลรู้ไม่ได้ ครูต้องพาผมไปสลายวรยุทธ์ที่สมาคมวรยุทธ์"
"ไปไกล ๆ เลยไป!" ซูหยางกลอกตาใส่แล้วปฏิเสธทันควัน "ครูไม่ได้ว่างงานขนาดนั้นนะ!"
ไอ้เด็กนี่ดันจะให้ฉันพามันไปสลายวรยุทธ์ที่สมาคมฯ แถมไม่ยอมบอกที่บ้านอีก
แม่ง... นายช่างกล้าคิดนะเนี่ย!
ทรัพยากรตั้งเท่าไหร่ที่บ้านนายทุ่มเทประเคนให้ แล้วจู่ ๆ ครูอย่างฉันจะไปทำมันพังพินาศเนี่ยนะ ถ้าที่บ้านนายรู้เข้า ฉันไม่โดนฆ่าทิ้งรึไง!?
ดีไม่ดีโดนแจ้งความจนอาชีพครูจบเห่ แถมได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ ๆ
จูเทายังคงยืนมองดวงจันทร์อยู่ที่หน้าต่าง
"มีเงื่อนไขอะไรก็ว่ามา"
"ไม่มีทาง" ซุหยางตอบอย่างหงุดหงิด "ถ้าที่บ้านเธอรู้เข้า ครูตกงานน่ะเื่เล็ก ดีไม่ดีครูโดนส่งไปนั่งเย็บผ้าในคุกเนี่ยสิ เธอจะฆ่าครูชัด ๆ!"
"วางใจเถอะ ผมจะปกป้องครูเอง ถึงตอนนั้นผมจะอธิบายให้พวกเขาฟังเอง"
"เื่นี้ไม่มีการต่อรอง" เขายืนกรานกระต่ายขาเดียว "ถ้าเธออยากสลายวรยุทธ์เพื่อเริ่มใหม่ ก็กลับไปคุยกับพ่อแม่ให้รู้เื่ก่อน กล่อมพวกท่านให้ยอมรับให้ได้ แล้วให้พวกท่านพาไปที่สมาคมฯ เอง"
จูเทาลังเลไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว "ครูก็รู้ว่านั่นมันเป็ไปไม่ได้"
"งั้นเธอก็เลิกคิดเื่นี้ซะ ฝึกคู่ไปนั่นแหละ" ซูหยางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ถึงมันจะยุ่งยากหน่อยที่ต้องคอยปรับจูนทุกครั้งที่วิชาพัฒนาขึ้น แต่การจะฝึกไปจนถึงระดับลึกลับยุทธ์ขั้นเจ็ดได้อย่างมั่นคงนั้นไม่มีปัญหาแน่"
"แล้วหลังจากนั้นล่ะ?"
"หลังจากนั้นมันก็เื่ของเธอแล้วล่ะ" เขาส่ายหัวอย่างจนใจ "เธอหวังจะให้ครูหาเคล็ดวิชาระดับสูงมาประเคนให้ตลอดรึไง? ถ้าครูมีความสามารถขนาดนั้น ครูคงไม่มานั่งคุยกับเธออยู่ที่นี่หรอก"
จูเทานิ่งเงียบไปทันที
ซูหยางก็ไม่พูดอะไรต่อ หลับตาลงแสร้งทำเป็นั่งสมาธิต่อไป
เื่นี้ฉันไม่ช่วยแน่นอน มันคือการหาเหาใส่หัวชัด ๆ
"ครูครับ ช่วยผมหน่อย"
ซูหยางไม่ขยับ และไม่ยอมตอบรับแม้แต่นิดเดียว
เมื่อเห็นว่าซูหยางไม่เล่นด้วย จูเทาก็เริ่มหมดหนทาง เขาพูดด้วยน้ำเสียงอวดดีเหมือนเดิมว่า "งั้นผมจะไปหาคนอื่นให้พาไปเองก็ได้"
พูดจบเขาก็เดินไพล่หลังเตรียมจะจากไป
ซูหยางก็ยังนิ่งเฉย หลับตาพักผ่อนต่อไป
"ไปแล้วนะ!"
"ไปจริง ๆ นะ!"
"ครูครับ... ผมเลิกขี้เก๊กก็ได้ ครูช่วยคิดหาวิธีให้ผมหน่อยเถอะ!"
พอเห็นจูเทาเริ่มน้ำเสียงอ่อนลง ซูหยางก็ยังหลับตาอยู่แต่เอ่ยปากออกมาว่า "มีทางเดียวเท่านั้น คือเธอต้องไปกล่อมพ่อแม่ให้สำเร็จ"
จูเทาหัวเราะแห้ง ๆ ด้วยความขมขื่น "หมัดเทพัขดเป็วิชาประจำตระกูล และเป็สัญลักษณ์ของตระกูลเรา พวกเขาไม่มีทางยอมให้ผมสลายมันทิ้งเด็ดขาด!"
"ก็ไปกล่อมเขาสิ"
"ผมไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอก ถ้ามันสุดทางจริง ๆ ผมคงต้องเลือกสลายวรยุทธ์ด้วยตัวเอง"
การสลายวรยุทธ์ด้วยตัวเองมีหลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือการกระแทกจุดชีพจรสำคัญของตัวเองอย่างรุนแรง
โอกาสรอดมีแค่สองส่วน ถ้ารอดมาได้ วรยุทธ์ก็จะสลายไป
แต่ส่วนใหญ่มันคือวิธีส่งตัวเองไปเกิดใหม่เสียมากกว่า