น้ำใสกลับไปเช็คเอ๊าท์ออกจากโรงแรมโดยใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด สุดาทิพย์มองเพื่อนเกรงใจปนอิจฉาในความมั่งมีน้ำใสรู้ทันยิ้มให้แล้วคว้ามือเดินจูงกันไปที่ห้องพักเก็บสัมภาระใส่กระเป๋าเป้ใบเขื่องสองสาวไปหาซื้อของกินกระจุกกระจิกไว้เป็เสบียงยามที่อยู่บนเรือเมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งคู่เดินทางไปยังเรือตังเก “จันทร์แรม”ของลุง
สองสาวนั่งเรือแจวลำเล็กโดยมีหลานชายตัวน้อยของลุงพายไปส่งด้วยความคล่องแคล่วเพื่อไปขึ้นเรือของลุงซึ่งทอดสมอรออยู่โดยมีลุงจัดเตรียมของบนเรือเก็บโน่นจัดนี่ให้เป็ระเบียบเข้าที่เข้าทางลุงแก่ลงไปเปิดพื้นเรือที่เป็คล้ายช่องประตูติดพื้นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัด งัดขึ้น มองลงไปเป็ทางลงไปใต้ท้องเรือเพื่อลงไปสำรวจเครื่องยนต์ก็เป็เวลาพอดีกับน้ำใสและสุดาทิพย์มาถึงเรือพอดี เมื่อได้ยินเสียงลูกค้าขึ้นมาบนเรือ ลุงรีบขึ้นมา้าทันที
“ลุง พวกเราพร้อมแล้วค่ะ” น้ำใสรายงานตัวมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้ารื่นเริงผิดกับสุดาทิพย์ที่มองไปที่ทะเลโดยไม่รู้สึกสนุกเท่าไหร่
“ผมก็เช็คเครื่องยนต์พร้อมแล้วเหมือนกันครับ”
“งั้น ไปกันเถอะค่ะ”
“ครับ” ลุงแก่เดินไปยังห้องคนขับที่อยู่ตรงกลางค่อนไปข้างหลังเป็ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ด้านหน้ามีกระจก และที่ติดกับกระจกคือพวงมาลัยวงกลมคล้ายพวงมาลัยของรถยนต์ทั่วไป แต่อันโตกว่าประมาณสองเท่า
ภายในห้องคนขับมีอุปกรณ์ที่จำเป็ครบ ทั้งวิทยุที่เปิดเพื่อฟังข่าวหรือลมฟ้าอากาศ วิทยุสื่อสารกับเรือประมงลำอื่นที่ลุงแกเป็สมาชิกชมรมอยู่ นาฬิกา เข็มทิศ แผนที่ ถังน้ำมันสำรองและที่ขาดไม่ได้คือปืนด้ามยาวสีดำมันขลับ
“ตึ๊ก ตึ๊ก” เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มพร้อมกับเรือค่อยๆ โครงเครงออกจากฝั่งช้า ๆ แล้วเร็วขึ้นเร็วขึ้นจนกระทั่งเรือหยุดโครงเครงแต่วิ่งฉิวบนผิวน้ำ หน้าเรือเชิดขึ้นเล็กน้อยยามเรือกระแทกเข้ากับเกลียวคลื่นที่วิ่งเข้าใส่เป็จังหวะ
น้ำใสพาสุดาทิพย์นั่งลงหาของกินเล่นที่เตรียมมาส่งให้เพื่อน
ลมแรงปะทะหน้านวลจนเนื้อแก้มสั่นผมปลิวว่อนสองสาวใช้ที่รัดผมทำจากผ้ายืดวงกลมอันใหญ่รวบมัดขมวดเป็มวยน้ำใสยื่นหน้าท้าทายแรงลมที่พัดมาปะทะแบบไม่กลัวผิวเสียส่วนสุดาทิพย์เริ่มรู้สึกแปลก ๆ หญิงสาวหน้ามุ่ย ในท้องหล่อนมันปั่นป่วนไปหมดรู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอม ในหัวก็เหมือนโลกหมุนวนโครงเครงและแล้วสุดาทิพย์ก็ทนไม่ไหว หล่อนรู้ตัวทันทีเลยว่าตัวเองเมาเรือจนต้องหันหน้าออกไปข้างเรือแล้วอาเจียนออกมา น้ำใสหันขวับใเมื่อเห็นเพื่อน หญิงสาวรีบหยิบขวดน้ำที่วางอยู่ตรงพื้นใกล้ตัวเปิดฝาแล้วยื่นให้เพื่อนสาวบ้วนปากพร้อมกับลูบหลังเพื่อนสาวแบบเบาด้วยความเป็ห่วงและเข้าใจแล้วว่าเหตุใดสุดาทิพย์จึงไม่ค่อยอยากนั่งเรือมาเที่ยวเกาะ
คนเมาเรือเวียนหัวมาก หัวหมุนไปมาจนอยากลงไปนอนราบกับพื้น ได้น้ำเย็นเข้าไปทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
น้ำใสพยุงเพื่อนสาวที่หน้าซีดลงมานอนเอนราบไปกับพื้นเรือโดยใช้เป้ใส่ของแทนหมอนแล้วหันไปคว้าหายาดมในกระเป๋ามาโบกไปมาใกล้จมูก
น้ำใสนิ่วหน้าเมื่อเห็นอาการเพื่อนยังไม่ดีหันไปคว้าผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำเย็นเช็ดใบหน้าเพื่อน
สุดาทิพย์รู้สึกดีขึ้นเมื่อได้รับการดูแลหญิงสาวลืมตามองหน้าที่คิ้วแทบจะชนกันของเพื่อนแล้วดีใจที่เห็นเพื่อนห่วงใยตนจึงพยายามใช้สองแขนยันกายเพื่อพยุงตัวเองขึ้นนั่ง
“อุ้ย ทิพย์ ช้า ช้า มาเราช่วย อึ๊บ” น้ำใสสอดแขนเข้าไปด้านหลังเพื่อนเพื่อผ่อนแรงให้ลุกนั่งได้ง่ายขึ้นพอตั้งหลักได้แล้ว สุดาทิพย์หันไปมองน้ำใสด้วยความประทับใจ
“ขอบใจมาก น้ำ เราไม่เป็อะไรแล้ว เราเตรียมยามาด้วย เดี๋ยวเรากินยาแล้วก็หาย” สุดาทิพย์หยิบยาจากกระเป๋าตนเองใสปากกรอกน้ำตาม
“เราขอโทษนะทิพย์ เราไม่น่าพาทิพย์มาเลย ทำไมทิพย์ไม่บอกเราก่อนล่ะว่าเธอเมาเรือ หึ”
“ก็เรากลัวน้ำจะหมดสนุกถ้ารู้ว่าเราเมาเรือ แค่เมาเรือเท่านั้นเองไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร เราผิดเองที่มัวแต่ตื่นเต้นจนลืมกินยากันไว้ก่อน ทั้งที่คิดไว้ั้แ่แรก ั้แ่ก่อนจะขึ้นเรือแล้ว ดันลืมซะได้ ” สุดาทิพย์กล่าวโทษตัวเองเพื่อให้น้ำใสสบายใจ
“มีอะไรก็ต้องบอกกันซิ เราเป็เพื่อนกันนะ” น้ำใสไม่สนใจคำขอโทษของเพื่อน แต่กลับย้ำให้เพื่อนไว้ใจตัว แล้วหญิงสาวก็นึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่างน้ำใสยิ้มกริ่มหมุนตัวหันไปหยิบกล่องพลาสติกอันเล็กจากกระเป๋าเป้ออกมาแล้วยื่นให้สุดาทิพย์ซึ่งรับไปแบบงง
“เปิดดูซิ เราเตรียมมาเผื่อไว้”
สุดาทิพย์เปิดฝากล่อง ทันทีที่เห็น หญิงสาวตาวาว แล้วหัวเราะร่วน
“ฮึ ฮึ อะไรกันเนี่ย น้ำนี่น่ารักดีจัง” สุดาทิพย์ชอบใจเมื่อเห็นผลไม้ดองหลายชนิดอยู่ในกล่อง ทั้งมะม่วง มะยมมะดัน แล้วยังมีพริกเกลือใส่ถุงเล็กไว้จิ้มอีกสุดาทิพย์มองน้ำใสพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ จากนั้นจึงหยิบมะม่วงชิ้นหนึ่งใส่ปากแค่ััลิ้นหญิงสาวก็ย่นจมูก ปากจู๋ ตาหยี ร้องซี๊ด
“อี๋ เปรี้ยวดีจัง” น้ำใสหัวเราะ พอเห็นเพื่อนกินหญิงสาวรู้สึกอยากกินมั่งจึงคว้ากล่องมาหยิบกินตาม สองสาวหันมาหัวเราะให้กันเสียงดังกว่าเมื่อครู่ลืมเื่เมาเรือไปเกือบหมด
เวลาผ่านไปสักพัก น้ำใสยืนขึ้น เดินไปที่หัวเรือแล้วกางมือทั้งสองไปด้านข้าง ลมแรงปะทะจนเสื้อปลิวลู่แนบลำตัวไปด้านหลัง
“วู้ เย็นดีจังเล้ย จริงมั๊ยทิพย์” น้ำใสะโแข่งกับเสียงเครื่องยนต์เสียงลมคลื่นทะเลที่ดังกระหึ่ม
“หะว่าอะไรนะ ไม่ค่อยได้ยิน” สุดาทิพย์ะโบ้างน้ำใสต้องเดินมาใกล้ เพื่อจะได้คุยกันสะดวกขึ้น
“เราบอกว่าสดชื่นดีจัง” หญิงสาวป้องมือกระซิบข้างหูอีกฝ่าย
“ฮึม เห็นด้วย” สุดาทิพย์พยักหน้ารับแล้วหลับตาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดบ้างจากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีก จนเมื่อเห็นว่าเพื่อนคลายกังวลและหายเมาเรือแล้วน้ำใจจึงเริ่มมองไปข้างหน้าคะเนดูว่าใกล้จะถึงที่หมายหรือยังจึงถามเพื่อนไปว่า
“กี่โมงแล้วทิพย์”
“ห้าโมงเย็นแล้ว” ซึ่งพอได้คำตอบน้ำใสเดินไปยังเป้ของตนเองที่วางนอนอยู่หยิบของบางอย่างติดมือแล้วเดินไปที่ห้องคนขับเอากระป๋องน้ำอัดลมที่หยิบมาเมื่อครู่ยื่นให้ ปากถาม
“ลุงคะ ใกล้ถึงหรือยังคะ”
ลุงยังไม่ตอบคำถามหล่อนในทันที น้ำใสสังหรณ์ใจ สังเกตเห็นลุงเม้มปาก คิ้วขมวดมุ่นจนหน้าย่นเป็ริ้ว ๆ
“อีกไม่นานหรอกครับ แต่ ” ลุงแก่มีสีหน้ากังวลครุ่นคิด
“มีปัญหาอะไรหรือคะลุง”
“คือ”
“คะ” น้ำใสเริ่มกังวลเมื่อเห็นลุงแสดงท่าทางอึกอักเหมือนไม่ค่อยอยากตอบคำถามหรือไม่ก็ไม่มั่นใจว่าจะตอบคำถามของหล่อนอย่างไร