บทที่ 51 ฝึกฝนก่อนเหตุการณ์ใหญ่
เมื่อได้ฟังเหตุผลของยูเมะทุกคนก็หมดสิ้นคำถามแม้ว่าเหตุผลจะฟังดูเต็มฝืนไปบ้างก็ตาม แต่สำหรับเพื่อนที่รู้จักกันมานานอย่างอัลเบิร์ตแล้วเหตุผลนี้ก็มากพอที่จะทำให้มันยอมรับได้
ส่วนชีอานั้นแม้เหตุผลของยูเมะจะฟังดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่ในเส้นทางของผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้เรื่องแบบนี้กลับเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ง่ายกว่า
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครสงสัยอะไรอีกและเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจังเพื่อวางแผนรับมือเหตุการณ์ใหญ่ที่กำลังจะเกิด
หลังจากคุยไปได้ระยะหนึ่งสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเนื่องจากไม่สามารถบอกได้ว่าแผนการที่วางเอาไว้นั้นเหมาะสมหรือไม่ทั้งนี้ก็เพราะเหตุการณ์ใหญ่ที่กำลังจะเกิดนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
บางทีมันอาจจะเคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่ไม่เคยถูกเปิดเผย ทำให้พวกเขาขาดความเข้าใจที่มีต่อเหตุการณ์ใหญ่จนยากที่จะวางแผนรับมือได้
“ยากเกินไปแล้ว!! พวกเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เลยแล้วจะวางแผนรับมือยังไง!!”
อัลเบิร์ตเป็นคนแรกที่หมดความอดทนเพราะมันไม่สามารถคิดถึงแผนการรับมือใดๆได้เลยทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเหตุการณ์ใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ไม่รู้ว่าศัตรูจะใช้เส้นทางไหนในการเดินขบวนไม่รู้ว่าศัตรูใช้รูปแบบการป้องกันแบบไหน ไหนจะเรื่องของกับดักอีกทำให้ยากที่จะตัดสินใจได้ว่าจะใช้แผนการแบบไหนเล่นงานศัตรู
ยูเมะก็คิดเหมือนกันการวางแผนรับมือเหตุการณ์ที่ไม่รู้จักนั้นยากเกินไปแต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยใดๆ ให้คิด
“อาจจะไม่ยากอย่างที่ทุกคนคิดก็ได้นะคะเรามาลองคิดถึงความเป็นไปได้จากนิสัยของเจ้าเมืองดีไหมคะ”
ขณะที่ทุกคนครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเมโลดี้ก็เสนอความคิดเห็นที่น่าสนใจขึ้นมา ทำให้ทุกคนต้องหันมามองและเริ่มคิดตาม
ความคิดนี้น่าสนใจมากและมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างสูงทั้งนี้ก็เพราะภารกิจในเกมดินแดนเทพเจ้าแห่งการต่อสู้นั้นมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์หลายภารกิจมีการออกแบบโดยอ้างอิงจากนิสัยใจคอของตัวละครตัวหลักในภารกิจนั้นๆ
ในจุดนี้การใช้นิสัยของเจ้าเมืองมาเป็นตัวอ้างอิงจึงมีความเป็นไปได้ที่สูงมาก
พริบตานั้นทุกคนหยุดพูดทันทีและเริ่มเปิดหาบทความวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับดินแดนเทพด่านที่สาม
เนื่องจากเกมเปิดมาหลายปีแล้วเนื้อหาในทำนองนี้จึงมีอยู่ค่อนข้างมากแม้จะไม่ละเอียดและอธิบายทั้งหมดออกมาโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อรวบรวมความคิดเห็นที่แตกต่างเข้าด้วยกันก็ยังพอที่จะทำความเข้าใจกับนิสัยใจคอของเจ้าเมืองที่เป็นบอสของด่านนี้ได้ไม่ยาก
“น่าสนใจ เท่าที่ดูเจ้าเมืองเป็นพวกเจ้าเล่ห์และขี้ขลาดเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้น ส่วนมากเจ้าเมืองจะไม่ออกมาจากปราสาทถ้าคิดว่าเหตุการณ์ใหญ่พรุ่งนี้คือกับดัก ความเป็นไปได้ที่เจ้าเมืองจะไม่ออกมาก็มีสูงมาก”
ทุกคนพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยจากนั้นก็เริ่มวิเคราะห์ต่อเพื่อหาหลักฐานยืนยันความคิดนี้
“ง่ายๆ จะดูว่าเจ้าเมืองออกมาหรือไม่ออกมาแค่ดูจำนวนของทหารเทพที่ติดตามมาอารักขาก็พอแล้ว..จำนวนทหารเทพที่ออกมาได้พร้อมกันอยู่ที่1 พันนาย ถ้าทหารเทพที่มาเดินขบวนปลอบขวัญประชาชนมี 1 พันก็แสดงว่าเจ้าเมืองอยู่ในขบวน แต่ถ้ามีไม่ถึง..”
วินาทีนั้นทุกคนก็เข้าใจความหมาย รอยยิ้มของอัลเบิร์ตฉีกกว้างในทันทีมันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อใช้เหตุผลนี้เป็นแนวทางการวางแผนแบบคร่าวๆ ก็เริ่มขึ้น แม้ว่าแผนการจะไม่สมบูรณ์นักแต่ก็มีข้อดีตรงที่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้
“ไม่เลว!! เอาแบบนี้ก็ดี!!เอาเป็นว่าตอนเช้าพวกเราจะหาทางเข้าไปขโมยอาวุธเทพก็แล้วกันถ้าจำไม่ผิด อาวุธเทพของด่านนี้เป็นระเบิดใช่ไหม”
“ใช่ พลังทำลายไม่สูง แต่รัศมีค่อนข้างกว้าง ถ้าวางแผนใช้ดีๆก็น่าจะฆ่าทหารเทพได้จำนวนหนึ่ง”
“แบบนั้นก็ดี บางที..ถ้าใช้วิธีไม่ฆ่าก็อาจจะใช้ได้เหมือนกันนะ”
“ไม่ฆ่างั้นหรือ..อย่าบอกนะว่า!”
ยูเมะยิ้มบางๆ ด้วยรอยยิ้มที่ลึกลับ ทำให้อัลเบิร์ตที่เข้าใจต้องตกตะลึงก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความชื่นชม
“เอาอย่างที่แกว่าก็ได้ชูร่า ถ้าทั้งหมดเป็นกับดักจริงพวกเราจะพยายามถ่วงเวลาให้ แบบนี้แกจะได้เจอทหารเทพน้อยลง”
หลังจากคุยกันต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทุกคนก็เข้าใจแผนการแบบคร่าวๆรวมไปถึงภารกิจของวันพรุ่งนี้ที่ต้องทำ เมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้ว ทุกคนก็ตัดสินใจพัก
อัลเบิร์ตกับนิกกี้กลับเข้าไปในห้องพักเพื่อออฟไลน์ชีอานั้นอยากจะฝึกเพิ่มหน่อยจึงออกจากโรงแรมไปยังโรงฝึกที่อยู่ใกล้ๆ
ยูเมะกับเมโลดี้ที่ตัดสินใจจะพักก็พูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่ยูเมะจะถูกเมโลดี้จูงมือเข้าไปในห้องพักของเธอ
พอเข้ามาในห้องเมโลดี้ก็หันกลับมามองยูเมะแล้วยิ้มหวาน จากนั้นโอบรอบคอเขาแล้วเริ่มจูบที่วาบหวาน
“ความจริงเมอยากทำมากกว่านี้นะคะ แต่น่าเสียดายที่โรงแรมในดินแดนเทพไม่มีห้องแบบคู่รัก..เพราะอย่างนั้นวันนี้พวกเรามานอนกอดกันเฉยๆ สักวันนะคะชูร่า”
ยูเมะได้ยินแบบนั้นก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เขาได้แต่หัวเราะฝืนๆก่อนจะพยักหน้ารับ จากนั้นก็ก้มลงซุกหน้าลงไปในหน้าอกของเมโลดี้เพื่อสูดกลิ่นกายหอมๆของเธอ
แม้ว่าร่างอวตารจะถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลแต่เมโลดี้ก็ทุ่มเงินลงไปกับโมเดลตัวนี้ไม่น้อยทำให้ร่างกายของเธอมีความสมจริงในหลายๆ ด้าน อย่างเช่นกลิ่นกาย ด้วยการแต่งกลิ่นของดอกไม้ด้วยกลิ่นเดียวกับที่เธอใช้ในชีวิตจริง
ทำให้กลิ่นหอมที่ยูเมะสูดดมได้มีความคล้ายกับกลิ่นของเมโลดี้อยู่บ้างถึงจะไม่เหมือนเสียทีเดียว แต่ก็ช่วยทำให้เขาพึงพอใจได้ไม่น้อยเช่นกัน
เมโลดี้เองก็โอบกอดยูเมะเอาไว้ด้วยความรักเธอล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วค่อยๆ ลูบหัวของยูเมะเบาๆ ราวกับมารดาที่กำลังกล่อมบุตรชาย
เพราะความเหนื่อยล้าสะสมจากการใช้สมาธิต่อสู้มาอย่างหนักทั้งวันยูเมะจึงรู้สึกเพลียมาก หลังจากล้มตัวลงนอนได้ไม่นาน เขาก็หลับไปโดยไม่รู้ตัวหลับไปในอ้อมกอดของเมโลดี้ที่ยิ้มหวานด้วยความรักและความชื่นชม
“หลับให้สบายนะคะวีรบุรุษที่รักของเม”
เมโลดี้กระซิบเสียงหวานแล้วก้มลง จูบเบาๆ ที่ใบหน้าของยูเมะก่อนจะหลับตาลง นอนหลับไปด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียไม่น้อยไปกว่ากัน
ผู้เล่นกวีอาจจะไม่ต้องต่อสู้กับศัตรูโดยตรงแต่การบัพนั้นก็จำต้องใช้สมาธิไม่น้อย ยิ่งกับเมโลดี้ที่ปิดระบบสนับสนุนทั้งหมดไปทำให้เธอต้องขับร้องและเล่นดนตรีด้วยตัวเองทั้งหมด หลังจากเล่นมาตลอดทั้งวันเธอก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา
ยังดีที่นี่คือเกมเธอจึงไม่รู้สึกเจ็บคอหรือนิ้วหลังจากดีดสายเครื่องดนตรีมานานหลายชั่วโมง
ค่ำคืนนั้นพวกเขาสองหนุ่มสาวนอนหลับไปโดยไม่ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาชอบแต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาต้องผิดหวังคือค้างคา พวกเขาสองคนหลับสนิทไปตลอดทั้งคืนจนกระทั่งเช้าของวันใหม่มาถึง พวกเขาถึงได้จูบบอกลากันเบาๆ ก่อนจะออฟไลน์ออกไปทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
ยูเมะลุกขึ้นมาจากเคบินเกมด้วยความสดชื่นเขารู้ได้ถึงพัฒนาการบางอย่างทางด้านจิตใจ ทำให้เขามีความสุขมากเป็นพิเศษ
การต่อสู้อย่างหนักนั้นนับเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฝึกฝนจิตใจจริงๆแม้ว่าการต่อสู้ในเกมจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่มันก็มีความท้าทายในแบบของมันขอเพียงค้นพบและใช้ความท้าทายนี้อย่างเหมาะสม มันก็ไม่ยากที่จะสร้างแบบฝึกหัดที่มีประสิทธิภาพให้กับตัวเอง
“เอาละวันนี้เองก็ต้องทำให้เต็มที่!!”
ยูเมะให้กำลังใจตัวเองเบาๆ ขณะที่เปิดหน้าต่างภารกิจขึ้นมาตามความเคยชินแล้วปิดไปเพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำยังคงเหมือนเดิม เป็นไปตามกิจวัตรประจำวันที่เป็นมาตลอด 1เดือนที่ผ่านมา
มื้อเช้าผ่านไปอย่างมีความสุขช่วงเวลาพูดคุยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นยูเมะก็กลับเข้าไปในเคบินเกมเพื่อเริ่มทำภารกิจในส่วนของเขา
เมื่อคืนนั้นพวกเขาแจกจ่ายภารกิจที่ต้องทำในตอนเช้ากันเรียบร้อยภารกิจของยูเมะยังคงเน้นการสังหารเหมือนเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ภารกิจลอบสังหารอย่างที่เคย
แต่เป็นภารกิจก่อกวนภารกิจนี้ความจริงเป็นภารกิจเสริมที่มีไว้สนับสนุนภารกิจอื่น แต่ยูเมะก็หยิบภารกิจนี้มาใช้เพื่อสร้างโอกาสในการฆ่าทหารเทพเทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่เขานำมาจากเว็บไซต์ของเกมซึ่งมีคนคิดขึ้นและนำมาแบ่งปันให้กับทุกคน
หลังจากทำความเข้าใจและปรับปรุงใหม่เขาก็วางแผนออกมาเป็นกับดักสังหารแบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้แม้จะใช้คนเพียงคนเดียว
ยูเมะวิ่งวุ่นไปตามพื้นที่ต่างๆเพื่อเริ่มต้นภารกิจ รับเอาไอเท็มก่อกวนมาจำนวนหนึ่ง แล้ววิ่งไปตามจุดต่างๆเพื่อทิ้งไอเท็มก่อกวนที่ได้มา
หลังจากวิ่งไปทั่วอยู่หลายสิบนาทียูเมะก็กระโดดขึ้นมาเฝ้ารอการต่อสู้บนอาคารสองชั้นแห่งหนึ่ง
“หวังว่าคงไม่พลาดนะ เราเองก็ไม่ได้คำนวณเวลามาก่อนด้วยสิ”
ขณะที่ครุ่นคิดอยู่ในใจ ความวุ่นวายก็เริ่มก่อตัวขึ้น เริ่มต้นจากควันไฟที่พวยพุ่งออกมาจากทิศทางหนึ่งกระตุ้นให้ทหารเทพจำนวนหนึ่งเคลื่อนตัวตรงไปยังจุดที่เกิดไฟไหม้
ระหว่างนั้นกลุ่มควันไฟก็ค่อยๆปรากฏขึ้นทีละแห่งสองแห่งตลอดเส้นทาง ส่งผลให้จำนวนของทหารเทพที่เคลื่อนตัวไปยังจุดแรกลดจำนวนลงเพราะถูกดึงไปยังจุดที่เกิดควันจุดอื่น
นี่เป็นเทคนิคที่นำเอาคุณสมบัติของไอเท็มก่อกวน‘กองควัน’ ที่ใช้ดึงดูดความสนใจของทหารเทพ
ด้วยการวางตำแหน่งกองควันและการตั้งเวลาอย่างเหมาะสมมันจะก่อให้เกิดรูปแบบการล่อลวงและแบ่งแยกที่มีประสิทธิภาพ
ทหารเทพกลุ่มแรกที่เคลื่อนตัวไปยังกองควันกองแรกนั้นมีจำนวนที่มากแต่ระหว่างทางพวกมันก็ถูกกองควันกองอื่นล่อลวงไป จึงเกิดการกระจายตัวตามการตั้งค่าของระบบ
ทั้งทิศทางตำแหน่ง ระยะ ล้วนผ่านการวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีแม้ว่ายูเมะจะทำได้ไม่สมบูรณ์ตามการวิเคราะห์ของผู้สร้าง แต่ประสิทธิภาพก็ไม่ได้เลวร้ายนัก
เขายังประสบความสำเร็จในการลดจำนวนทหารเทพแต่ละกลุ่มให้เหลือเพียงสิบกว่าคนได้
เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยูเมะก็เหยียดยิ้ม จากนั้นทะยานออกไปราวกับพญาเหยี่ยว ร่อนลงไปด้วยสกิลตัวเบาก่อนจะกลายเป็นเงาสายหนึ่งทะยานไปตามสิ่งก่อสร้างจนบรรลุถึงจุดหมายในไม่กี่อึดใจ
พริบตาที่ปรากฏตัวยูเมะก็โบกมือดาบที่ด้านหลังก็บินออกมาจากฝักแล้วฟันใส่ทหารเทพตรงหน้าไปตลอดเส้นทาง ฟาดฟันไปสามนายก็กลับมาอยู่ในมือตามมาด้วยกระบวนท่าสังหารที่เรียบง่ายจากการโจมตีธรรมดา
ไม่กี่อึดใจก่อนที่จะได้ส่งเสียงทหารเทพทั้งกลุ่มก็ถูกฆ่าตาย จากนั้นยูเมะก็กระโดดไปยังจุดอื่นทันที
ครั้งนี้เขาไม่ได้พยายามเก็บหลักฐานเหมือนด่านแรกเพราะมันไม่จำเป็นและทำไปก็ไม่มีประโยชน์นอกจากนั้นเขายังต้องการดึงดูดจำนวนทหารเทพมาให้มากขึ้นอีกด้วย
เทคนิคก่อกวนนี้ใช้ได้ไม่นานนักยูเมะจึงต้องรีบฉวยโอกาสฆ่าทหารเทพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากกระโดดไปมาอยู่นานกว่าสิบนาทีกองไฟก็หมดประสิทธิภาพ ควันไฟที่พวยพุ่งออกมาก็เริ่มเบาบางลงความวุ่นวายที่ถูกสร้างโดยกองไฟก็หายไป
ทหารเทพที่เหลืออยู่ก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบทั้งหมดนั้นมุ่งเป้ามายังยูเมะที่ฆ่าพวกมันไปเป็นจำนวนมากเป็นทางเดียว
พอเห็นแบบนั้นยูเมะก็ยิ้มฝืนๆเขามองดูทหารเทพขบวนใหญ่ที่มีกันเกือบร้อยวิ่งตรงมาหาตนเองอย่างดุร้ายพร้อมกับจิตสังหารพวยพุ่ง
เห็นสภาพของศัตรูแล้วเขาก็ต้องยอมรับว่าแอบกลัวนิดๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขารู้สึกท้าทายจนอยากจะทดลองอะไรบางอย่าง
“จะฆ่าข้างั้นหรือ! ด้วยฝีมืออย่างพวกเจ้าฝันไปเถอะ!!”
น้อยนักที่ยูเมะจะทำอะไรอย่างการปรามาสศัตรูส่วนหนึ่งเพราะมันไม่ใช่นิสัยของเขา อีกส่วนนั้นเป็นเพราะมันไม่ค่อยมีประโยชน์
แต่ครั้งนี้เขาไม่ลังเลเลยที่จะใช้วิธีสกปรกนี้เพราะมันเป็นวิธีที่จะช่วยดึงดูดความโกรธแค้นจากศัตรูได้เป็นอย่างดีนอกจากนั้นการปรามาสในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงคำพูด แต่เกิดจากสกิล ‘ยั่วยุ’ ของสายนักรบ
เมื่อเหล่าทหารเทพโดนปรามาสพวกมันก็คำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น ความเร็วในการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นไปอีกระดับแต่ก็ยังยากที่จะไล่ตามยูเมะที่ใช้สกิลตัวเบาวิ่งไปตามอาคารสิ่งก่อสร้าง
สิ่งเดียวที่ต้องระวังมีเพียงพลธนูที่คอยยิงธนูใส่แต่เขาก็หลบหลีกได้ไม่ยาก ทั้งยังถือโอกาสนี้ฝึกฝนการเคลื่อนไหวกลางอากาศไปในตัว
พร้อมกันนั้นยูเมะก็เริ่มใช้เทคนิค ‘ลาก’ เทคนิคยอดนิยมของผู้เล่นสายความเร็ว แม้ว่ายูเมะจะไม่ใช่สายนี้ แต่เมื่อใช้สกิลปราณกับสกิลตัวเบาเขาก็ถือได้ว่าเป็นผู้เล่นสายนี้ครึ่งตัว เขาจึงสามารถใช้เทคนิคนี้ได้ไม่ยาก
ยิ่งใช้ในเมืองด้วยแล้วก็ยิ่งง่ายยูเมะกระโดดข้ามอาคารสิ่งก่อสร้างไปตลอดทาง ขณะที่ยั่วยุศัตรูอย่างต่อเนื่องพร้อมกันนั้นเขาก็โจมตีศัตรูด้วยสกิล ‘อาวุธลับ’สกิลพื้นฐานที่ฝึกจนถึงระดับปรมาจารย์ได้เพราะต้องใช้ขัดจังหวะและดึงดูดความสนใจของพวกมอนเตอร์
ยูเมะไม่ใช่ผู้เล่นสายอาวุธลับอาวุธลับของเขาก็แค่อาวุธระดับดี ไม่ใช่ของที่มีคุณสมบัติพิเศษอะไรเรียกได้ว่าไม่ดีแต่ก็ไม่แย่ ตามปกติแล้วอาวุธลับพวกนี้คงทำได้เพียงยั่วยุศัตรูหรือจัดจังหวะตอนที่ศัตรูจะใช้สกิลเท่านั้น
ทว่าครั้งนี้ยูเมะใช้สกิลออกมาอย่างตั้งใจเขาซัดอาวุธลับใส่จุดตายของศัตรูโดยแฝงปราณลงไปถึง 1 วัฏฏะเต็ม
เมื่อมีปราณอสุราอัดลงไปถึง1 วัฏฏะเต็ม ต่อให้เป็นหมัดเปล่าก็ยังทำให้ทหารเทพกระอักเลือดได้ไม่ต้องพูดถึงอาวุธลับที่ซัดใส่จุดตาย มันก็สามารถฆ่าทหารเทพได้หากแม่นยำพอ
ในจุดนี้ยูเมะยังมีความผิดพลาดอยู่บ้างเพราะความชำนาญในการซัดอาวุธลับนั้นมันต่างจากการต่อสู้ด้วยอาวุธทั่วไป มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องระวัง
ผลลัพธ์จากการลากจึงดูไม่มีประโยชน์นักหลังจากวิ่งลากอยู่สิบกว่านาที เขาเพิ่งจะฆ่าทหารเทพไปได้นายเดียวแต่ก็สามารถทำให้ทหารเทพอีกหลายสิบนายบาดเจ็บ
‘ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดแฮะ แต่ก็..พอจะจับเคล็ดได้บ้างแล้วบางทีเราน่าจะลองฝึกอาวุธลับดูบ้างนะ แต่ที่ศูนย์ฝึกไม่มีให้ฝึกวิชาอาวุธลับนี่สิ’
คิดแล้วยูเมะก็แอบถอนใจเบาๆ ขณะที่กระโดดหลบธนูแล้วยื่นมือออกไป คว้าธนูกลางอากาศก่อนจะซัดกลับไปในพริบตา
ลูกธนูบินกลับไปอย่างรวดเร็วตรงไปยังทหารเทพผู้ถือธนูจนถูกลูกธนูของตนปักแขนทำให้ไม่สามารถยิงธนูได้อีกระยะหนึ่ง
ยูเมะยังคงขมวดคิ้วเพราะเป้าหมายในการโจมตีพลาดไปจากจุดที่ตั้งใจ
แต่ถ้าเทียบกับตอนเริ่มความแม่นยำของเขาในตอนนี้นับว่าเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจต้องไม่ลืมว่าการซัดอาวุธลับของเขาในตอนนี้ เป็นการซัดกลางอากาศและเป็นการซัดกลับไปหลังจากคว้าลูกธนูที่ศัตรูยิงใส่
ความยากของการซัดอาวุธลับนั้นยากกว่าการซัดตามปกติไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า แต่ยูเมะก็ยังซัดโดนศัตรู
ผลลัพธ์นี้นับว่าน่าประทับใจมากแล้วแต่ยูเมะก็ยังไม่พอใจเพราะเขาตั้งใจจะใช้วิธีนี้ในการต่อสู้กับบอสของด่านนี้หากเขายังไม่สามารถฆ่าศัตรูได้ด้วยวิธีนี้ โอกาสที่จะบุกทะลวงเข้าไปถึงตัวเจ้าเมืองตามลำพังนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
‘ยังได้อีกหน่อยแฮะ สงสัยคงต้องเลิกหวังฆ่าไปก่อนถือว่าฝึกก็แล้วกัน’
พอคิดแบบนั้นความถี่ในการซัดอาวุธลับก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบๆ เท่าเนื่องจากยูเมะล้มเลิกความคิดที่จะฆ่า เขาจึงไม่ใส่ปราณลงไปในอาวุธลับอีกแต่อาศัยพลังที่เสริมจากการโคจรปราณเป็นแรงขับ
การซัดอาวุธลับแบบนี้จึงแทบไม่สามารถคุกคามทหารเทพได้แต่มันก็ช่วยเพิ่มจำนวนครั้งในการซัดอาวุธลับซึ่งช่วยให้ยูเมะคุ้นเคยกับการใช้อาวุธลับได้เร็วยิ่งขึ้น
เมื่อเปลี่ยนวิธีฝึกพัฒนาการของยูเมะก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มันทำให้เขาพึงพอใจจนอดไม่ได้ที่ต้องหัวเราะออกมาดังๆจนดูเหมือนคนบ้าที่กระโดดไปตามอาคารขณะลากทหารเทพตามมาเป็นขบวน
หลังจากฝึกจนเริ่มคุ้นมือนานนับชั่วโมงยูเมะก็ตั้งใจว่าจะหยุดเพราะค่าพละกำลังของเขาฟื้นฟูไม่ทันกับที่ใช้ไปแล้ว
แต่ก่อนที่จะหยุดยูเมะก็ตัดสินใจทดสอบการฝึกฝนครั้งนี้ด้วยการจู่โจมเต็มกำลังชุดใหญ่
สกิลตัวเบาถูกใช้ออกมาอย่างเต็มกำลังทำให้ยูเมะสามารถกระโดดขึ้นไปสูงเหนือพื้นดินได้สิบกว่าเมตรจากนั้นก็อาศัยช่วงเวลาที่ลอยอยู่กลางอากาศ ขยับมือทั้งสองอย่างเร่งร้อนซัดอาวุธลับออกไปด้วยพลังเต็มที่
พริบตาเดียวอาวุธลับหลายสิบเล่มก็บินออกไปราวกับห่าฝนถล่มใส่ทหารเทพที่ไล่ตามมาอย่างดุดันจนทหารเทพเกือบครึ่งทรุดตัวลงไป
ผลลัพธ์นี้นับว่าน่าทึ่งแม้จะไม่มีทหารเทพนายไหนเสียชีวิตแต่ความเสียหายโดยรวมนั้นนับว่าต่างจากตอนแรกเริ่มโดยสิ้นเชิง
“อย่างน้อยก็ทำให้ ‘บาดเจ็บ’ได้แล้วละนะ”