บทที่ 48 จ้าวอิ้งหงตื่นรู้
หวังเหลียนและหลินเยี่ยนถูกนำตัวไปตรวจร่างกายที่อนามัย
หลินเยี่ยนถูกไป๋อวี้ทุบตี ไป๋อวี้ลงไม้ลงมืออย่างระมัดระวัง หลังจากความเจ็บปวดหายไปพวกเธอก็จะไม่เป็นอะไรมาก
กลับกันหวังเหลียนได้รับบาดเจ็บหนักทีเดียว บนร่างกายมีทั้งบาดแผลเล็กใหญ่จากการถูกทุบตี
หมอประจำอนามัยแจ้งว่ากระดูกมือขวาของเธอ แนะนำให้เธอเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
……
ไป๋อวี้และจ้าวอิ้งหงยืนปรึกษาหารือกันอยู่หน้าอนามัย
“ทางการจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอก่อน” จ้าวอิ้งหงบอก
“จากนั้นเราจะไปบ้านตระกูลหวังเพราะหลินเยี่ยนคือคนที่ทำร้ายเธอ” ไป๋อวี้บอกเสียงหนักแน่น
สิ่งที่จ้าวอิ้งหงพูดออกมาไม่ทำให้ไป๋อวี้ผิดหวัง มันแสดงให้เห็นว่าเธอยังคงมีความเห็นอกเห็นใจในฐานะผู้หญิงด้วยกัน
จ้าวอิ้งหงครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ครู่ใหญ่ พวกเราควรปฏิบัติตามกฎ และแล้วเธอพยักหน้าเห็นด้วย
ระหว่างเธอตกอยู่ในอาการสับสน แต่ไป๋อวี้กลับเอ่ยเรื่องงานขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังงั้นเรอะ?!
“เสื้อผ้าล็อตนี้จะหมดคลังในอีกไม่กี่วัน พี่สะใภ้มีช่างตัดเสื้อคนอื่นมาแทนบ้างไหม?”
จะไปมีได้ยังไง!
จ้าวอิ้งหงพลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด ด้วยคุณภาพและฝีมือของหวังเหลียน แม้แต่ช่างตัดเสื้อสิบคนที่เคยทำงานร่วมกันก็ไม่สามารถเอาชนะเธอได้
นอกจากนี้ หมู่บ้านจะยอมให้คนงานสิบคนทำเสื้อผ้าที่บ้านได้ยังไง?
จ้างโรงงานในอำเภอก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ราคาสูงมากเกินไป
สวัสดิการที่ทำให้หมู่บ้านอื่นอิจฉาคือน้ำพักน้ำแรงของหวังเหลียน!
“ไม่มีแล้ว” แน่นอนว่าจ้าวอิ้งหงส่ายหน้า
“เธอได้รับบาดเจ็บ ชาวบ้านก็คงไม่บังคับให้เธอทำงานจนตัวตายหรอกนะ พวกเขาคงจะเข้าใจใช่ไหม” ไป๋อวี้บอก
จ้าวอิ้งหงกล่าวว่า “เลื่อนกำหนดการส่งเสื้อผ้าออกไปก่อนไม่ใช่เรื่อง แต่ตอนนี้เราควรทำยังไงต่อไปดี?”
“หล่อนบอกว่าไม่อยากทำแล้ว ทักษะก็อยู่ที่หล่อน แล้วใครจะมาบังคับหล่อนได้ล่ะ? หล่อนยังบอกว่าหล่อนอยากตายแล้วด้วยซ้ำ” ไป๋อวี้จงใจพูด
จ้าวอิ้งหงก้มศีรษะลงด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
หากสิ่งที่หวังเหลียนพูดว่าถูกจ้าวต้าหมินและหลินเยี่ยนข่มขู่เป็นเรื่องจริง…
“พี่สะใภ้ พี่มีลูกน้องมากมายในมือ เรื่องบางเรื่องต้องได้รับการพิจารณาก่อน” ไป๋อวี้พูดขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อม
“ฉันหาคนอื่นมาแทนไม่ได้จริง ๆ” จ้าวอิ้งหงขมวดคิ้วมุ่น
“ฉันไม่ได้หมายถึงหาช่างตัดเสื้อคนใหม่” ไป๋อวี้ถอนหายใจ “เรามีช่างตัดเสื้อที่มีความสามารถเก่งกาจคนเดียวในหมู่บ้าน ตอนนี้เกิดเรื่องนี้ขึ้นกับหล่อน เราต้องจัดการเรื่องนี้”
“ผู้หญิงคนนี้เป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับหมู่บ้านเรา แต่หล่อนถูกรังแกโดยคนในหมู่บ้าน ทั้งยังถูกสะใภ้จากครอบครัวฝั่งแม่ทำร้ายจนมือได้รับบาดเจ็บ”
“พี่สะใภ้ ไม่ช้าไม่เร็วหล่อนก็จะหยุดทำงาน ไม่ใช่วันนี้ก็อาจเป็นพรุ่งนี้”
“พี่คือผู้ดูแล ในอนาคตต้องรับผิดชอบเรื่องใหญ่กว่านี้ พี่จะไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ได้เหรอ อย่างน้อยพี่ก็ควรลองดูว่าสถาบันวิจัยหรือหน่วยยุวชนรับสมัครผู้มีความสามารถยังไง”
ไป๋อวี้พูดเอ่ยเสียงดังฟังชัด ทำให้สีหน้าของจ้าวอิ้งหงเริ่มจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าคิดในมุมมองของคนทำงานก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
หวังเหลียนเป็นช่างตัดเสื้อที่มีฝีมือซึ่งพบได้ยากในสิบลี้แปดหมู่บ้าน เราไม่สามารถปล่อยให้เธอมีชีวิตที่น่าสังเวชเช่นนี้ได้
ไป๋อวี้เห็นว่าสีหน้าของจ้าวอิ้งหงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จึงชะโงกหน้าไปกระซิบข้างหูอีกฝ่าย
“ฉันรู้ว่าพี่กับจ้าวต้าหมินเติบโตมาด้วยกัน มีความสัมพันธ์แน่นเฟ้นกันมาหลายสิบปีแล้ว”
จ้าวต้าหมินเลวกว่าที่จ้าวอิ้งหงจะคิดถึง เขาปฏิบัติต่อจ้าวอิ้งหงค่อนข้างดี สุดท้ายแล้วพวกเขาก็เติบโตมาด้วยกัน และเขาก็ชอบจ้าวอิ้งหงมาก
มันยากสำหรับจ้าวอิ้งหงที่จะจินตนาการว่าชายคนนี้จะชั่วร้ายแค่ไหนยามอยู่นอกบ้าน
“ไม่ต้องกังวล ฉันจะชั่งน้ำหนักความสำคัญเรื่องนี้ให้ชัดเจน” จ้าวอิ้งหงพูดอย่างขมขื่น
ความจริงการพูดถึงเรื่องนี้นับเป็นเรื่องปกติ แต่ไป๋อวี้อยากให้เธอมีความมุ่งมั่นมากกว่านี้
ไป๋อวี้จึงกล่าวสำทับ “พี่สะใภ้ เดิมทีฉินเจียถุนอยู่ในชนบททุรกันดาล ลุงจ้าวและป้าฮวาทำงานหน้าหลังสู้ฟ้าหน้าสู้มากว่าสิบปีเพื่อทำให้ที่นี่กลายเป็นหมู่บ้านชั้นหนึ่งในสิบลี้แปดหมู่บ้าน เราไม่ควรปล่อยให้ใครมาทำลายความตั้งใจของสองผู้อาวุโสได้”
จู่ ๆ จ้าวอิ้งหงก็ตัวสั่นงันงก ใช่ ตอนนี้เธอเอาแต่เป็นห่วงจ้าวต้าหมิน จนลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอคือพ่อแม่สามีที่เลี้ยงดูตัวเองมา!
เธอจะปล่อยให้จ้าวต้าหมินมาทำลายสิ่งที่พ่อแม่สามีสร้างขึ้นแบบนี้เหรอ!
ตอนนี้เธอตัวสั่นงันงกพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธ “อืม เธอไม่ต้องกังวล ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง”
ตอนนี้เธอได้ให้กำเนิดหลานชายของตระกูลจ้าว และเขาจะเป็นทายาทผู้สืบทอดตระกูลจ้าวต่อไป
จ้าวต้าหมิน! ถ้าเขาเป็นสัตว์ชั่วร้ายจริง ๆ เธอคนนี้จะฆ่าเขาเองกับมือ
……
ในขณะนี้ฉินเสี่ยวกั่วยังคงนอนอยู่ข้างเตียงของหวังเหลียนพลางปลอบประโลมเธอไม่หยุด
“ไม่เจ็บนะ ไม่เจ็บ...”
เดิมทีหวังเหลียนรู้สึกสิ้นหวัง ภาพสามีที่จากไปฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ เธอเรียนรู้วิธีทำเสื้อผ้าจากแม่ตั้งแต่เด็ก และเธอก็รักการทำเสื้อผ้ามาก
สามีเธอใช้ชีวิตอย่างประหยัดจนสามารถซื้อจักรเย็บผ้าและวัสดุทำเสื้อผ้าให้เธอได้ ในตอนนั้นเขาไม่สามารถหาเงินหรือคะแนนงานจากการทำเสื้อผ้าได้ แต่เขาก็ซื้อมันมาให้เพียงเพราะเธอชอบ
ต่อมาเธอได้ตำแหน่งในหมู่บ้าน เธอสามารถทำในสิ่งที่ชอบทั้งยังได้รับคะแนนทำงาน เธอจึงรู้สึกว่าชีวิตของเธอหอมหวานปานน้ำผึ้ง
แต่สามีของเธอกลับต้องมาจมน้ำเสียชีวิต…
หวังเหลียนจมปลักอยู่กับความสับสน เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองยังมีชิวิตอยู่อย่างไร้ค่า รู้งี้คงรีบตายตกไปเสียจะได้ไม่ถูกย่ำยีมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
หวังเหลียนนอนหมดอาลัยตายอยาก พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของฉินเสี่ยวกั่ว
น่าเสียดายที่ชายคนนั้นจากไปอย่างกะทันหันและไม่ทิ้งลูกเลือดเนื้อเชื้อไขไว้ให้เธอสักคน
ครั้นเห็นหญิงสาวร้องไห้อีกครั้ง ฉินเสี่ยวกั่วก็พูดว่า “ป้าคะ อย่าร้องไห้นะ ถ้าพี่ชิงชิงรู้เรื่องนี้จะต้องเสียใจแน่ ๆ”
ชิงชิง...
เด็กหญิงที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเธอและสามี ชิงชิงคือคนที่ดีกับเธอที่สุด
สายตาของหวังเหลียนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ฉินเสี่ยวกั่วยังพูด “หนูขอให้พี่ชายแต่งงานกับพี่ชิงชิงเพราะยังไงซะพี่ชิงชิงก็เห็นก้นพี่ชายหนูแล้ว”
ตอนแรกหวังเหลียนรู้สึกโศกเศ้ราสิ้นหวัง แต่ตอนนี้ต้องหลุดขำกับคำพูดของเด็กน้อยคนนี้
“หนู... อย่าพูดแบบนี้ออกมาอีกนะ” หวังเหลียนเอ่ยเตือน
ฉินเสี่ยวซู่คงโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“แฮะ ๆ ๆ ถ้าอย่างนั้นป้าก็เป็นพี่สะใภ้ของพี่ชายหนู และถือเป็นพี่สะใภ้ของหนูด้วย! พี่สะใภ้ พี่สะใภ้ พี่สะใภ้!”
ไป๋อวี้และจ้าวอิ้งหงเดินเข้าไปประจวบเหมาะตอนที่ฉินเสี่ยวกั่วเพิ่มตำแหน่งให้หวังเหลียนเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือหวังเหลียนหัวเราะออกมาเพราะะเจ้าตัวน้อยแล้ว เพียงแต่รอยยิ้มนั้นบางเบา และหายไปอย่างรวดเร็วหลังจากเห็นพวกเธอเข้ามา
จ้าวอิ้งหงก้าวฉับ ๆ ไปหยุดลงข้างเตียง “เธอไม่ต้องกังวลนะ หมู่บ้านจะให้คำอธิบายเรื่องนี้กับเธออย่างแน่นอน”
หวังเหลียนมองเธอด้วยความไม่เชื่อ
ตอนนี้จ้าวอิ้งหงตัดสินใจเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ท่าทางการแสดงออกของเธอจึงตรงไปตรงมา
“ไม่ว่าใครจะรังแกเธอ หมู่บ้านจะไม่ปล่อยพวกเขาไป เธอสามารถพักฟื้นได้อย่างสบายใจ เราจะรอจนกว่าอาการบาดเจ็บของเธอจะหายดี”
“เธอ…แม้ว่าจะเป็นจ้าวต้าหมิน แต่เธอก็…” หวังเหลียนถาม
สีหน้าของจ้าวอิ้งหงบิดเบี้ยวไม่น่ามอง แต่ก็ตอบอย่างรวดเร็ว
“ถ้าเป็นเขา ฉันจะฆ่าเขาเอง”
หวังเหลียนตกตะลึง
“เอาเลย ๆ ๆ ๆ” ฉินเสี่ยวกั่วปรบมือเปราะแปะอยู่ด้านข้าง
อันที่จริงเด็กน้อยไม่เข้าใจเรื่องของผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ
ไป๋อวี้อุ้มเธอขึ้นมาและบอกให้เธออย่าเสียงดังเพราะมีคนไข้อีกสองคนในห้องนี้
ฉินเสี่ยวกั่วยังพยายามที่จะแสดงความมุ่งมั่นที่จะ ‘ปลอบใจ’
จนคุณหมอเหยียนประจำอนามัยเดินเข้า ใบหน้าเขาดำสนิทราวกับก้นหม้อ