นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 68 อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณ

            ตอนที่ 68 อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณ

             

             

            “ข้ายอมรับว่าข้าตกหลุมพรางของพวกเจ้า แต่หากเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะชนะอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เจ้าก็คงฝันไปแล้ว!” ศิลาตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด

             

            ขวดเล็กในมือแตกกระจาย ก้อนสีดำหลายดวงปลิวไสวออกมาจากขวดเล็กนั้น ก้อนพวกนั้นแม้จะมีสีดำคล้ำ หากสามารถมองทะลุผ่านได้บางตา ภายในปรากฏสัตว์อสูรมากหน้าหลายตา

             

            ก้อนสีดำปริมาณมหาศาลนั้นเริ่มขมวดชนกัน บางก้อนถูกกลืนกิน บางก้อนกลืนกินผู้อื่น จนสุดท้าย ก้อนสีดำขนาดมหาศาลนั้นหลงเหลือเพียงก้อนสีดำที่ขนาดใหญ่กว่าตัวคน 5ก้อน

             

            “อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณ” หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้วแน่น คราวนี้เธอตกอยู่ในที่นั่งลำบากจริง ๆ แล้ว อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณคือการใช้คำแห่งพลังที่เฉพาะเจาะจงบางอย่างเป็นตัวขับเคลื่อน ผนึกทั้งร่างกายและวิญญาณรวมถึงคำแห่งพลังของเป้าหมายไว้ในรูปก้อนวิญญาณสีดำ

             

            สิ่งที่ร้ายกาจของมันคือร่างและวิญญาณที่ถูกผนึกจะถูกกล่อมเกลาให้เชื่อฟัง ผู้ใช้สามารถนำร่างอื่นที่ถูกผนึกมาหลอมสร้างเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ได้ วิญญาณของร่างที่ถูกหลอมรวมจะหายไป เหลือเพียงร่างต้นที่บิดเบี้ยวและจิตวิญญาณที่เว้าแหว่ง

             

            ก้อนวิญญาณสีดำเหล่านี้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ สามารถปลดปล่อยเพื่อเรียกเป้าหมายที่ถูกผนึกไว้ออกมา ผู้ที่สามารถใช้อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณจึงราวกับพกพากองทัพติดตัว

             

            อาคมนี้ถือเป็นศาสตร์หม่นหมองที่ถูกสั่งห้ามในทุกประเทศ เนื่องจากการจะผนึกร่างฝังวิญญาณเป้าหมายนอกจากต้องใช้คำแห่งพลังเฉพาะเจาะจงแล้ว ยังต้องสังเวยชีวิตที่มากพอกันเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในการผนึก แม้แต่ภาชนะที่ใช้กักเก็บก็ต้องถักทอจากวิญญาณของผู้มีวิญญาณสีขาว กรรมดีมากกว่ากรรมชั่ว ยิ่งกักเก็บมากยิ่งต้องใช้มาก ภาชนะที่สามารถกักเก็บวิญญาณระดับนักสลักที่ศิลาใช้นี้สมควรถูกถักทอขึ้นมาจากวิญญาณสีขาวกว่าหนึ่งร้อยดวง

             

            แม้จะแข็งแกร่งหากก็มีข้อจำกัดมาก หากวิญญาณของเป้าหมายไม่แข็งแกร่งพอก็อาจพังทลายเหลือเพียงซากร่างที่ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ วิญญาณที่แข็งแกร่งมากพอไม่ใช่สิ่งที่พบได้ทั่วไป จนถึงวันนี้ศิลาสามารถพบได้เพียงหกดวงเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือร่างวิญญาณที่มีความสามารถย้ายวิญญาณ เป็นขุมสมบัติอันยิ่งใหญ่ของมันที่หากร่างเสียชีวิตเมื่อใด มันสามารถโยกย้ายวิญญาณดวงนี้ใส่ซากร่างเปล่าได้เรื่อย ๆ

             

            หากเพราะวิญญาณดวงนั้นกลับหลอมวิญญาณในครั้งนี้ไม่สำเร็จ ร่างไม่ฝังเข้ากับวิญญาณ มันจึงต้องปรากฏตัวมาเก็บคืน แล้วจึงพบกับกับดักในปัจจุบัน

             

            “อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณ! เป็นไปได้ยังไง นักสลักโทจะสร้างอาคมผนึกร่างฝังวิญญาณขนาดนี้ได้ยังไง!” องค์หญิงไพลินหน้าซีด เธอย่อมรู้จักหนึ่งในศาสตร์หม่นหมองชื่อดังชนิดนี้ดี และตามหลักการแล้ว นักสลักโทผู้หนึ่งไม่สมควรมีความสามารถมากมายถึงเพียงนี้ เพียงแค่กำลังทรัพย์ในการจัดหาสัตว์อสูรมาผนึกร่างก็มากจนไม่อาจจินตนาการแล้ว ยังไม่นับรวมภาชนะนั้นอีก

             

            ก้อนวิญญาณทั้ง 5ก้อนแตกสลาย เผยให้เห็นสัตว์อสูร 5ตัวที่แผ่กลิ่นอายระดับนักสลักเอกออกมาอย่างแข็งแกร่ง ทั้งห้าตัวนัยน์ตาเรืองแสงเจิดจ้า กลางหน้าผากสลักไว้ด้วยอักษรที่ไม่ซ้ำกัน

             

            ตัวหนึ่งเป็นเสือขนาดยักษ์ ร่างกายใหญ่ยักษ์ มีหัวของนกอินทรีงอกออกมาจากกลางหลังอีกสองหัว ปีกขนาดใหญ่แผ่สยายออก กลางหน้าผากสลักไว้ด้วยคำว่า ปีก

             

            ตัวหนึ่งเป็นสุนัขตัวใหญ่สีแดง ร่างกายห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิง หางส่วนปลายกลับเป็นน้ำแข็ง ไอเย็นครอบคลุมทั่วพื้นที่ กลางหน้าผากสลักไว้ด้วยคำว่า สองด้าน

             

            ตัวหนึ่งเป็นนกขนาดเล็ก ไม่ใหญ่ไปมากกว่ามนุษย์ธรรมดา ปีกไร้ขนแผ่สยาย เห็นเพียงกระดูกที่อยู่ภายใน ที่ปลายไร้ขนปรากฏงูหลามขนาดมหึมาชูคอขึ้นอย่างดุร้าย กลางหน้าผากสลักไว้ด้วยคำว่า หมุน

             

            ตัวหนึ่งเป็นสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายมนุษย์ หากทั้งตัวเป็นสีเขียวบริสุทธิ์ บนร่างมีเถาไม้พันรอบตัวอย่างแน่นหนา กลางหัวมีดอกไม้ขนาดใหญ่งอกเบ่งบาน กลางหน้าผากสลักคำว่า เติบโต

             

            ตัวสุดท้ายแม้เป็นสัตว์อสูร หากกลับมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประกาย หากไม่เพราะบริเวณปากของมนุษย์ผู้นี้อ้ากว้างออกจนถึงลำตัว เผยให้เห็นแนวฟันยาวแหลมคม คนผู้นี้ก็คงไม่ต่างจากมนุษย์เลย กลางหน้าผากสลักไว้ด้วยคำว่า กลืนกิน

             

            สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสัตว์อสูรทั้งห้านี้อยู่ในระดับนักสลักเอก! และจากรัศมีพลัง สมควรเป็นนักสลักเอกที่เลื่อนขั้นมาจากผู้เรียนรู้ 2-3คำ!

             

            ไม่ว่าตนไหนก็มีพลังทัดเทียมหรือมากกว่าหัวหน้าเมย์ในสภาวะปกติทั้งนั้น!

             

            หน่วยสามที่ต่างแผ่พลังใส่ธูปเพื่อสร้างม่านพลังนั้นม่านตาหดวูบ แม้หัวหน้าเมย์จะสามารถรับมือกับศิลาได้ หากเธอไม่มีความสามารถมากพอจะจัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักเอกทั้งห้าตัว

             

            และผู้ที่อยู่ภายในนั้นมีแค่นิทานและองค์หญิงไพลิน หนึ่งคือผู้เรียนรู้ อีกหนึ่งคือแรกเกิด

             

            “ผมจะเข้าไปครับ! อย่างน้อย ๆ ผมช่วยถ่วงเวลาสัตว์อสูรได้ตัวหนึ่ง!” นภาและกีออนพูดขึ้นราวกับประสานเสียง ทั้งสองมองหน้ากัน ต่างคนต่างมีสีหน้าจริงจัง

             

            “ฉันด้วยค่ะ! ถ้าฉันเข้าไปด้วย อย่างน้อย ๆ เหลือสัตว์อสูรอีกแค่สองตัว หัวหน้าเมย์และนิทานสมควรพอรับมือได้ค่ะ ยังมีสมบัติขององค์หญิงไพลินอีก!”

             

            “ไม่ได้! อย่างน้อย ๆ คาซาเธอต้องอยู่ที่นี้ ผมคนเดียวรักษาระดับม่านพลังไว้ไม่ได้! หากม่านพลังหายไปขึ้นมา ยังไม่นับเรื่องที่ศิลาอาจหนีไปได้ แต่สัตว์อสูรพวกนั้นต้องเข้าจู่โจมชาวบ้านแน่ เราปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้!” เตวันตวาด แม้คาซาจะไม่พอใจหากเธอเข้าใจว่าความปลอดภัยของชาวบ้านสำคัญที่สุด

             

            นภาและกีออนไม่รีรอ พุ่งตัวเข้าสู่ม่านพลัง ร่วมสมรภูมิรบอย่างรวดเร็ว ทั้งสองต่างใช้วัตถุเสริมอาคมที่เบิกมากันอย่างเต็มที่ ร่างของทั้งคู่ปกคลุมด้วยม่านพลังสีจางที่แผ่ออกมาจากจี้ห้อยคอ บนมือของนภาสวมไว้ด้วยถุงมือสีดำที่แผ่พลังออกมา ทางด้านของกีออนกุมดาบสองเล่มที่มีสายลมและปฐพีรายล้อม

             

            องค์หญิงไพลินพยายามจะใช้สมบัติวิเศษเพิ่ม หากเธอกลับหยุดชะงักลงเพราะในเวลานี้ร่างของศิลาพลันเกิดความผิดปกติ

             

            ศิลาเงยหน้าขึ้นฟ้ากู่ก้อง เสียงคำรามสะเทือนเลือนลั่น ภายใต้เสียงคำรามนั้น พลุดอกหนึ่งทะลุออกมาจากปากของศิลา พลุนั้นแตกกระจายส่องแสงสีม่วงเจิดจ้า ภายในนั้นปรากฏยันต์แผ่นหนึ่ง

             

            “ยันต์ย้อนร่าง! ศิลากำลังจะหนีไปแล้ว!” องค์หญิงไพลินตะโกนขึ้น ยันต์แผ่นนั้นเป็นวัตถุเสริมอาคมที่มีพลังจากคำแห่งพลังสายมิติระดับสูงแฝงไว้ สามารถทำให้ผู้ใช้เคลื่อนร่างหนีไปได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตรกลับสู่จุดที่เคยบันทึกไว้ ม่านพลังจากธูปของเธอไม่อาจขัดขวางได้

             

            ศิลายิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย สีหน้าซีดขาว การเปิดใช้งานทั้งกินเวลาและพลังมหาศาล ภายใต้การกดข่มของหัวหน้าเมย์ เขาย่อมไม่มีโอกาสใช้ สัตว์อสูรระดับนักสลักเอกทั้งห้าตัวสมควรตึงมือของหน่วยพิทักษ์เมืองจนเกินพอ สร้างโอกาสให้แก่เขา

             

            นภาและกีออนเข้าโรมรันกับสัตว์อสูรโดยที่อีก2ตัวในนั้นหัวหน้าเมย์เป็นผู้รับมือ ตัวสุดท้ายเป็นนิทานและคีตาที่พุ่งเข้าไปพัวพัน ด้วยพลังของหัวหน้าเมย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสมบัติวิเศษ เธอสะกดข่มสัตว์อสูรระดับนักสลักเอกสองตัวได้ด้วยตัวคนเดียว เพียงไม่นานเธอย่อมสามารถช่วยเหลือนภา กีออน และนิทานได้

             

            หากเวลาเพียงแค่นี้คือสิ่งที่ศิลาต้องการ พวกเขาไม่อาจปลีกตัวไปขัดขวางศิลาได้ องค์หญิงที่ตั้งท่าจะขัดขวางกลับถูกศิลาลอบผนึกการเคลื่อนไหวเอาไว้ยามที่นิทานพุ่งร่างออกไป แหวนวงหนึ่งของเธอเรืองแสงสว่างวาบ ทำลายผนึกที่คลุมร่างของเธอ หากเธอกลับเสียจังหวะไปแล้ว ยันต์ย้อนร่างถูกเปิดใช้งาน

             

            เมื่อยันต์ย้อนร่างเปล่งแสงเจิดจ้าและเริ่มการทำงาน ศิลารีบก้าวเข้าสู่วงแสงอย่างรวดเร็ว ศิลาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ครั้งนี้เขาเกือบพลาดท่าไปแล้วจริง ๆ แม้ภารกิจจะล้มเหลว หากเขายังสามารถรักษาชีวิตของตนไว้ได้ และนั่นก็ดีมากเกินพอแล้ว

             

            หากในวินาทีที่ศิลากำลังจะย้อนร่างหายไป ยันต์ย้อนร่างกลับเปล่งแสงสีแดงเจิดจ้า ย้อนการทำงานกะทันหัน ศิลาม่านตาหดวูบ กระแสพลังจากยันต์ทะลวงเข้าสู่ร่างของเขา พลังภายในร่างฉีกทึ้งร่างกายของเขาจากภายในก่อนทะลวงออกมากลายเป็นพลังห้าขุม

             

            ร่างของเขาสั่นสะท้าน พลังจิตวิญญาณทั่วร่างดับสิ้น นัยน์ตาเริ่มไร้แวว พลังเหล่านั้นเจาะทำลายร่างของเขาอย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่อาจต้านทานแม้แต่น้อย

             

            ศิลานึกถึงที่มาของยันต์ ชายผู้นั้นที่มอบยันต์ให้เขาด้วยรอยยิ้มบอกให้เขาใช้มันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ชายผู้ที่มอบหมายภารกิจการป้ายสีชื่อเสียงขององค์หญิงไพลิน

             

            พลังห้าขุมนั้นย้อนทะลวงร่างของศิลาอย่างต่อเนื่อง ไม่เปิดโอกาสให้เขาป้องกันตัวแม้แต่น้อย พลังทั้งห้าขุมเปล่งพลังที่แม้แต่นักสลักโทเช่นเขายังไม่อาจต้าน

             

            “ท่าน! ข้าสนับสนุนและนับถือท่านมาช้านาน ข้ายินยอมทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ก็เพื่อท่าน!” ศิลากระอักเลือด หากเขากลับกัดฟันตะโกนกู่ก้อง นัยน์ตาของศิลาจ้องขึ้นไปบนท้องฟ้า จ้องไปที่แผ่นยันต์สีแดงเจิดจ้าที่พึ่งทะลวงร่างของเขา

             

            “แต่ท่านกลับหลอกใช้ข้า!” ศิลากรีดร้องด้วยความแค้นร่างของเขาถูกพลังสีแดงห้าขุมทะลวงร่างอย่างต่อเนื่อง ลมหายใจแห่งชีวิตของเขาราวกับจะมอดดับได้ทุกเมื่อ แต่พลังกายและพลังชีวิตระดับนักสลักโททำให้เขาสามารถรักษาสติเฮือกสุดท้ายไว้ได้

             

            “ข้าขอสาปแช่งท่าน! องค์ชา..” ยังไม่ทันสิ้นเสียงของศิลา พลังสีแดงทั้งห้าขุมระเบิดร่างของศิลาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษเลือดเนื้อและอวัยวะกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ นักสลักโทผู้แข็งแกร่งกลับตกตายไปทั้งอย่างนี้

             

            ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วจนเกินไป พวกเขาพึ่งจะเริ่มรับมือกับสัตว์อสูรทั้งห้าตัว ศิลากำลังจะหลบหนีไป แต่เพียงพริบตาเดียว ศิลากับตกตายอย่างน่าสังเวช

             

            ทุกคนมองภาพนั้นด้วยแววตาซีดเผือด หากฝันร้ายยังไม่จบเพียงนั้น เส้นแสงสีแดงห้าขุมนั้นพุ่งเข้าร่างของสัตว์อสูรทั้งห้าตัว พวกมันกรีดร้องอย่างโหยหวน ร่างของพวกมันบวมเป่งขึ้น กล้ามเนื้อขยายตัว พลังจิตวิญญาณถูกเติมเข้าไปราวกับน้ำหลาก

             

            เมื่อพลังส่วนเกินระเบิดออก เศษเสี้ยวพลังพัดกระจายไปทั่วทุกแห่งหน ทำลายม่านพลังที่ปกคลุมครึ่งหนึ่งของเมืองอย่างไม่มีชิ้นดี นิทานหลบหลังคีตาที่เสริมการป้องกันด้วยปราการ หัวหน้าเมย์พุ่งตัวไปปกป้ององค์หญิงไพลินพร้อมกับคว้านภาและกีออนมาอย่างรวดเร็ว

             

            เมื่อฝุ่นควันจางหาย สัตว์อสูรทั้งห้ากลับยืนหยัดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พวกมันทั้งห้ากลับแผ่พลังที่ห่างจากนักสลักโทเพียงครึ่งก้าว ร่างกายของพวกมันแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน คราวนี้ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นพวกมันกับชาวบ้านอีกต่อไปเมื่อม่านพลังได้แตกสลายไปโดยสิ้นเชิง

             



    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน