บทที่ 27
ปะทะสิบคน
“ โอ้หนึ่งร้อยคะแนน!!! ”ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นลู่หมิงกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นคะแนนที่เพิ่ม
สังหารสัตว์อสูรเพียงตัวเดียวมากกว่าปะทะกับพวกผู้ฝึกฝนวรยุทธ์ก่อนหน้านี้ถึงห้าคนคะแนนก่อนหน้านี้ที่ได้จากการเอาชนะพวกลูกศิษย์ของสำนักหุบเขากระบี่ถึงห้าคนได้เพียงแค่ประมาณห้าสิบคะแนนเท่านั้น
แต่ในตอนนี้เทียบไม่ได้กับการสังหารสัตว์อสูรตัวนี้เพียงตัวเดียวได้ถึงหนึ่งร้อยคะแนนเมื่อได้เห็นคะแนนที่มันเพิ่มขึ้นก็ทำการอุทานออกมาจนลืมว่าพวกที่อยู่บริเวณรอบๆเป็นคนที่ลงแรงล่าสัตว์อสูรตนนี้
เมื่อหันไปมองพบเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเครียดแค้นมากมายจ้องมองมาที่ตนเองเจ้าพวกคนที่อยู่บริเวณรอบๆในตอนนี้กำลังใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นจ้องมองมา
ตัวของพวกมันเสียเหยื่อที่ตนเองนั้นลงทุนลงแรงล่ามาตั้งนานกับมือในตอนนี้ย่อมแสดงแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ
ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธมองตรงมาที่ตัวของลู่หมิงที่ยืนอยู่บริเวณตรงกลาง
ลู่หมิงเพิ่งสามารถสังหารสัตว์อสูรได้เจ้าสัตว์อสูรตนนี้ถ้าเกิดว่าต้องปะทะด้วยตัวคนเดียวตัวของมันเองก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะชนะ
แต่เพราะว่าเจ้าคนพวกนี้ร่วมมือกันในการโจมตีสัตว์อสูรตนนี้ตั้งนานเพราะแบบนั้นตัวของมันจึงสามารถสังหารสัตว์อสูรตัวนี้ได้อย่างง่ายดาย
มุมปากปรากฏรอยยิ้มเห็นเจ้าคนพวกนั้นแสดงแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ ลู่หมิง!!! เจ้ากล้า!!! ”เสียงของคนผู้หนึ่งทำการกล่าวดังขึ้นมามันใช้นิ้วมือของตนเองชี้ตรงไปที่ลู่หมิงที่อยู่บริเวณด้านหน้า
แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความโกรธลู่หมิงเห็นพวกมันแสดงแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและใบหน้าเช่นนั้นจึงทำการแสดงรอยยิ้มออกมา
รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะที่ทำให้พวกที่อยู่บริเวณด้านหน้ายิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก“ เจ้ากล้าสังหารสัตว์อสูรที่พวกข้า!!! ”
“ ใช่แล้วตัวของข้ากล้าสังหารสัตว์อสูรพวกนี้แล้วมันอย่างไรกันในตอนนี้ข้าสังหารมันได้เรียบร้อยแล้วพวกเจ้าอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ทั้งหมดล้วนไม่ได้คะแนน ”
เมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้นพวกมันยิ่งแสดงความโกรธออกมามากขึ้นหนึ่งในพวกมันตะโกนขึ้นอย่างรวดเร็ว “ ถ้าแบบนั้นตัวของพวกข้าก็จะฆ่าเจ้าในสถานที่แห่งนี้ซะ!!!”
“ ไม่ได้คะแนนในการสังหารสัตว์อสูรอย่างน้อยก็ได้ชีวิตของเจ้าเจ้าลูกเต่าลู่!!! ” คนอีกผู้หนึ่งทำการพูดขึ้นมาพร้อมกับยกกระบี่ขึ้น
พวกมันทุกคนยกกระบี่ขึ้นแสดงแววตาเช่นเดียวกันนั่นคือตั้งใจจะโจมตีใส่ลู่หมิงพวกมันแย่งกันสังหารพวกมันทั้งหมดภายในสถานที่แห่งนี้คิดว่าลู่หมิงนั้นเป็นลู่หมิงคนเดิม
หนึ่งในพวกมันถือโอกาสกว่าผู้อื่นพุ่งทะยานตรงเข้าไปกระบี่ภายในมือของมันแฝงเร้นพลังวิญญาณพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างกายลู่หมิง
ลู่หมิงที่ยืนอยู่บริเวณตรงกลางแสดงรอยยิ้มที่มุมปากของตนเองกระบี่ที่มันกำลังพุ่งตรงเข้ามาภายในสายตาของผู้อื่นเป็นกระบี่ที่รวดเร็ว
แต่ในตอนนี้ภายในสายตาของมันที่มีระดับขอบเขตบ่มเพาะที่เพิ่มขึ้นไปถึงระดับสีม่วงมันเป็นกระบี่ที่ไม่ได้เร็วอะไรเลย
ลู่หมิงยกมือของตนเองขึ้นคว้าจับกระบี่นั้นเอาไว้กระบี่เล่มนั้นถูกหยุดเอาไว้ด้วยนิ้วมือของลู่หมิงลู่หมิงใช้นิ้วมือของตนเองในการหยุดกระบี่เล่มนั้นอย่างง่ายดาย
มันสร้างความตกตะลึงให้กับพวกที่อยู่บริเวณรอบๆเป็นอย่างมากคนที่เป็นเจ้าของกระบี่เล่มนั้นดวงตาเบิกกว้าง
ผู้คนที่อยู่บริเวณรอบๆเองก็แสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงเช่นเดียวกันกระบี่ที่รวดเร็วขนาดนั้นแม้แต่ตัวของพวกมันเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถหยุดได้หรือไม่
แต่ว่าตอนนี้เจ้าสวะไร้ค่าที่ตัวของพวกมันนั้นตราหน้าว่าเป็นคนไร้ความสามารถกับสามารถหยุดกระบี่เล่มนั้นเอาไว้ได้
ไม่แปลกใจเลยที่พวกมันทั้งหมดภายในสถานที่แห่งนี้จะแสดงใบหน้าตกตะลึงเช่นนั้นออกมาหลังจากที่หยุดการโจมตีนั้นได้เรียบร้อยแล้วลู่หมิงทำการยิ้มเยาะเย้ยผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้า
ก่อนที่จะใช้หมัดของตนเองต่อยอัดกระแทกเข้าไปที่บริเวณกลางหน้าอกของมันผัวะ!!! แรงหมัดดังสนั่นหวั่นไหวกระแทกใส่หน้าอกของชายผู้นั้น
หลังจากที่โดนการโจมตีเข้าไปมันกระเด็นถอยหลายสิบเมตรก่อนที่จะคุกเข่าลงไปกับพื้นแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
มุมปากของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดพลังวิญญาณจำนวนมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมาพร้อมกับหมัดสะลวงเข้ามาตรงจุดสำคัญ
ร่างกายแต่เดิมที่บาดเจ็บจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรอยู่แล้วยามนี้ได้รับบาดเจ็บมากขึ้น“ อ๊าก… ร่างกายของข้า ”
ลู่หมิงกวาดสายตามองไปที่พวกคนที่กำลังเหลืออยู่พวกมันแสดงแววตาที่หวาดกลัวสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันเย็นยะเยือกที่อยู่บริเวณรอบร่างกายของลู่หมิง
ในตอนนี้พวกมันตระหนักรู้ได้แล้วว่าคนไร้ค่าที่พวกมันนั้นตีตราว่าเป็นคนไร้ค่าได้เปลี่ยนไปแล้ว
พวกมันค่อยๆหันใบหน้าของตนเองมองกันไปมาหลังจากที่หันใบหน้าของตนเองมองกันไปมาราวกับส่งสัญญาณบางอย่างพวกมันก็รู้ได้ในทันทีว่าตัวของพวกมันต้องร่วมมือกัน
เพราะว่าตอนนี้ร่างกายของพวกมันอยู่ในสภาพบาดเจ็บด้วยร่างกายแบบนี้อย่างไรเสียก็ไม่สามารถรับมือกับลู่หมิงได้
ลู่หมิงที่ยืนอยู่ตรงกลางวงล้อมเห็นพวกมันแสดงทีท่าจะร่วมมือกันเล่นงานตัวของลู่หมิงจึงค่อยๆย่อร่างกายของตนเองต่ำลง
ดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงในตอนนี้ทำการนึกคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ใช้ทักษะปริศนาที่สามารถสังหารพวกลูกศิษย์ของสำนักหุบเขากระบี่ที่คิดจะเข้ามาเล่นงาน
ทักษะนั้นน่าจะช่วยได้ถึงแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในระดับขอบเขตเริ่มต้นที่มีระดับพลังอยู่ในระดับสี่แต่ถ้าโดนพวกยอดฝีมือที่มีพลังอยู่ในระดับสีเขียวรุมจำนวนมากขนาดนี้ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถต้านทานได้
เพราะแบบนั้นจำเป็นจะต้องงัดความสามารถของตนเองออกมาเมื่อดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงมุ่งเน้นสมาธิไปยังจุดตันเถียน
ลึกลงไปภายในจิตใจพบเจอพลังปริศนาที่หลับไหลอยู่เปลวเพลิงสีแดงที่เหมือนกับสีของโลหิตสีแดงเข้มส่องแสงอยู่ในนั้น
พวกที่อยู่บริเวณรอบๆถือโอกาสที่ลู่หมิงหลับตาพุ่งทะยานเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงร่างกายของพวกมันพุ่งตรงเข้ามาพร้อมกับอาวุธของตนเองหวังจะสังหารลู่หมิง
แต่ในขณะที่พวกมันนั้นพุ่งตรงเข้ามาหวังจะรุมเล่นงานลู่หมิงที่ยืนอยู่บริเวณตรงกลางกลับปลดปล่อยพลังวิญญาณปริศนาออกมาจากร่างกาย
พลังวิญญาณที่แทรกซึมออกมาจากเส้นชีพจรปลดปล่อยผ่านผิวหนังรูขุมขนทั่วทั้งร่างกายเปิดกว้างเป็นทางเดินของพลังที่ปลดปล่อยออกมา
พวกที่กำลังพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทางร่างกายของมันตอบสนองกับความอันตรายบางอย่างใบหน้าของพวกยอดฝีมือพวกนั้นเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วแต่ว่าการโจมตีนั้นไม่สามารถย้อนกลับได้
พวกมันพุ่งทะยานออกมาไกลเกินกว่าที่จะเรียกว่าหยุดเท้าและถอยหลังกลับไป
สิ่งที่ตัวของพวกมันพบเห็นคือร่างกายของลู่หมิงอยู่อยู่ก็มีออร่าพลังวิญญาณสีแดงอกกลุ่มรอบร่างกาย
ลู่หมิงดวงตาทั้งสองข้างที่พับปิดลงเปิดขึ้นมาก่อนที่จะสูดหายใจเข้าภายในปอดอย่างเต็มปอดและก็ปล่อยหมัดออกมาหนึ่ง
หมัดแฝงเร้นด้วยพลังวิญญาณสีแดงที่เหมือนกับสีของเลือดปลดปล่อยออกมาครั้งเดียวหมัดนั้นทรงอานุภาพกระจายไปรอบทิศทาง
หมัดนั้นอานุภาพรุนแรงกระแทกร่างของเหล่าลูกศิษย์ของสำนักหุบเขากระบี่ตรึง!!! เพียงการโจมตีครั้งเดียวเท่านั้นกระบี่และดาบภายในมือของพวกนั้นถูกหักอย่างง่ายดาย
ร่างกายของพวกมันเองก็โดนการโจมตีนั้นกระแทกและทะลวงเข้ามาพวกมันทั้งหมดหมดสติในพริบตาหลังจากโดนการโจมตีนั้นไป
ในครั้งนี้ลู่หมิงยับยั้งพลังของตนเองเอาไว้ได้ไม่ได้สังหารพวกมันทำให้พวกมันนั้นบาดเจ็บสาหัสเพียง
เพียงพริบตาเดียวล้มพวกมันนับสิบคนได้อย่างง่ายดายหารู้ไม่ว่าในขณะที่กำลังปลดปล่อยกระบวนท่านั้นอยู่มีคนกำลังจ้องมองมันอยู่ด้วย
ภายในกระจกที่สะท้อนภาพการแข่งขันอยู่ภายในอารามเจ้าสำนัก
หลี่ฉีหงและเกาเทียนทั้งสองมองเห็นอย่างชัดเจนทักษะที่ถูกปลดปล่อยออกมาเกาเทียนขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน “ ท่านอาจารย์นั้นมัน… ”
ผู้เป็นเจ้าสำนักของสำนักหุบเขากระบี่นางนิ่งสนิทใช้มือของตนเองขึ้นมาลูบเคราแพะที่ยาวลงมาถึงบริเวณหน้าอกและครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ
จบบท