“ท่านอูซือาุโ”
ผู้รักษาการหน้าประตูโค้งลงพร้อมทักทายผู้ที่ก้าวลงมาจากรถม้า ท่าทางของพวกเขาแสดงออกชัดเจนถึงความเคารพและนอบน้อมต่อสตรีนางนี้
หลินเยว่ชิงอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง หญิงสูงศักดิ์ผู้มีรอยยิ้มประดับใบหน้าชวนให้รู้สึกผ่อนคลายเพียงได้มอง การแต่งกายเรียบง่ายแต่กิริยาดูสูงส่ง เป็ความสง่างามที่ไม่รู้สึกถึงความฟุ้งเฟ้อใดๆ
หลังส่งผู้เป็นายลงแล้วสารถีประจำรถก็เคลื่อนพาหนะไปไว้ยังที่ที่จัดไว้ สาวใช้คนสนิทประคองตัวเ้านายให้เดินผ่านเข้าไปด้านในได้สะดวก
แม้หลินเยว่ชิงจะโลกแคบเพราะไม่ใคร่สนทนากับผู้ใด อีกทั้งไม่ชอบออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเพราะสถานการณ์ก่อนหน้านี้ แต่นามฟางเลี่ยงหรู ผู้เป็นายหญิงของสกุลจ้าวนั้นเป็ที่พูดถึงอย่างแพร่หลายจนแม้แต่เด็กเก็บตัวอย่างนางยังรู้จัก ไม่ว่าจะในสำนักศึกษาหรือระหว่างยืนรอหลินเสี่ยวหรงกลับบ้าน ก็มักได้ยินคนอื่นๆ เอ่ยถึง ชื่อเสียงของสตรีผู้นี้ขจรไกลจนแม้แต่เด็กสองขวบยังรู้จัก นางเป็อูซือาุโที่มากพร์คนหนึ่ง แม้แต่ฮ่องเต้แห่งแคว้นก็ยังให้ความยำเกรงและนับถือ
ฮูหยินสกุลจ้าวเข้าไปได้ไม่นานิญญาของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็ปรากฏออกมา นางหลบข้างฝั่งประตูแอบดูผู้เป็มารดาด้วยสายตาเศร้าสร้อย จ้าวเลี่ยงเฟิ่งกระจ่างใจแล้วว่าสิ่งที่ติดค้างของนางคือเื่ใด แต่สำหรับสาเหตุที่ทำให้ิญญาของนางมาผูกติดและสามารถเข้าร่างของหลินเยว่ชิง เื่นี้คาดว่าผู้เป็มารดาของนางอาจทราบเหตุผลก็เป็ได้
แผ่นหลังของฟางฮูหยินเริ่มห่างไกลออกไปแต่อดีตฮองเฮาก็ยังลังเล สีหน้าเช่นนั้นของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งหลินเยว่ชิงก็เพิ่งเคยเห็น นึกไม่ถึงว่าสตรีที่พร่ำสอนนางทุกวี่วันจะมีมุมแบบนี้ซ่อนอยู่เช่นกัน
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งคิดว่าหากจะสื่อสารก็ต้องผ่านหลินเยว่ชิง แต่หากเอ่ยปากล่ะก็ อีกฝ่ายอาจไม่ยอมก็เป็ได้ อีกทั้งหลินเยว่ชิงก็ไม่รู้ว่านางเป็ใคร มีความสัมพันธ์อันใดกับฮูหยินสกุลจ้าว
แผ่นหลังของมารดาเริ่มห่างออกไปเรื่อยๆ จนเกือบลับตา ทำให้ผู้สุขุมอย่างจ้าวเลี่ยงเฟิ่งกระทำการที่ใจร้อนขึ้นมา นางเอ่ยขอโทษหลินเยว่ชิงในใจแล้วพุ่งเข้าใส่กายเนื้อของหญิงสาวแซ่หลินในทันที
ความรู้สึกของการมีชีวิตหวนกลับมาอีกครั้ง ลมหายใจที่ผ่านเข้าออก กลิ่นชื้นของต้นหญ้าและผืนดิน ััของสายลมหนาวกระทบกายที่ห่างหายไป แต่จ้าวเลี่ยงเฟิ่งไม่มีเวลามาดื่มด่ำกับมัน นางรีบสาวเท้าเดินกลับเข้าไปในสำนักอูซือ ผู้รักษาการไม่ได้รั้งเอาไว้เพราะคิดว่านางคงลืมของหรือเทียบยาบางอย่าง ป้ายไม้แสดงฐานะก็แสดงต่อหน้าไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม และยังไม่ทันพ้นหน้าสำนักไปเกินสามก้าวด้วยซ้ำ
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหาคนที่้าพบ ร่างบอบบางของหญิงสาวที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวเริ่มแสดงอาการหอบให้เห็นแม้ยังไม่ได้ออกแรงมากมาย เพียงเท่านี้ยังเหน็ดเหนื่อยแล้ว
บริเวณหน้าหอโอสถ ฟางเลี่ยงหรูหยุดยืนอยู่ที่นั่นเพราะมีลูกศิษย์ของสำนักมากล่าวทักทายและมีเื่ขอคำชี้แนะจากผู้าุโ แม้พบมารดาแล้วแต่จ้าวเลี่ยงเฟิ่งในร่างหลินเยว่ชิงก็ยังไม่กล้าเข้าไปหา นางยืนรอคอยอยู่ห่างๆ หลังเงาไม้ หวังไม่ให้มารดาสังเกตเห็นตนก่อน เวลาผ่านไปครู่หนึ่งศิษย์สำนักกลุ่มนั้นก็กล่าวขอบคุณและเอ่ยขอตัว
ยังไม่ทันที่ฟางเลี่ยงหรูจะได้เดินต่อก็มีเสียงเรียกดังขึ้นที่ด้านหลัง
นายหญิงสกุลจ้าวประหลาดใจเล็กน้อยเพราะไม่เคยเห็นหญิงสาววัยปักปิ่นผู้นี้มาก่อน นางมีท่าทางอ้ำอึ้งและลังเลที่จะเอ่ย ผู้าุโกว่าจึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงกำลังรู้สึกเกรงใจซึ่งเป็เื่ธรรมดาของผู้น้อย ฟางเลี่ยงหรูจึงหันไปบอกแก่ผู้ติดตามให้หลบไปก่อน
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเห็นดังนั้นจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ทว่าแววตากลับหลุบลงไม่กล้ามองใบหน้านั้นตรงๆ ก่อนจะยอบกายเอ่ยทำความเคารพ
“คารวะท่านอูซือาุโเ้าค่ะ” น้ำเสียงที่เคยหนักแน่น บัดนี้กลับเอ่ยออกมาอย่างสั่นเครือ เมื่อยืนขึ้นเต็มความสูงนางก็ยังคงก้มหน้าซ่อนแววตาแห่งความคะนึงหาเอาไว้เช่นเดิม
“เงยหน้าขึ้นเถิด” น้ำเสียงอ่อนโยนกล่าวออกมาเมื่อเห็นว่าดรุณีน้อยผู้นี้มีท่าทีราวกับมีเื่ไม่สบายใจบางอย่าง
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งในร่างของหลินเยว่ชิงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาสตรีาุโตรงหน้า ฉับพลันนั้น ราวกับทุกอย่างพัดโหมกระหน่ำเข้ามาในจิตใจของนาง ทั้งความเป็ห่วงเป็ใย ความคิดถึงที่มีจนมากล้น นางอยากรู้เื่ราวหลังจากวันที่นางได้หมดอายุขัยไปแล้ว อยากรู้ว่ามารดามีความสุขดีหรือไม่ ทำใจเื่ของนางได้แล้วหรือยัง และอื่นๆ อีกมากมายที่อธิบายออกมาเป็คำพูดไม่ได้จนมันรู้สึกจุกอยู่ในอก
ฮูหยินสกุลจ้าวเห็นว่าสตรีผู้นี้เงียบไปและสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักจึงเกิดความเป็ห่วงขึ้นมา “แม่นางน้อยผู้นี้ มีเื่อยากจะคุยกับข้าใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเอ่ยเสียงเบา
“เช่นนั้นเราไปที่ศาลาข้างสวนกันเถิด” ฟางเลี่ยงหรูเอ่ยชักชวน แม่นางน้อยสีหน้าไม่ใคร่จะดีนัก หากแต่คงมีเื่ที่้าพูดคุยกับตนจริงๆ มองด้วยตาก็พอรู้ว่าคงมีอาการป่วยอยู่เป็แน่ หาไม่แล้วคงไม่มาที่นี่
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งใช้ใบหน้าของหลินเยว่ชิงตอบรับทันที บ่าวผู้ติดตามเห็นนายหญิงของตนไปกับคนแปลกหน้าก็อดห่วงไม่ได้ แต่นางก็เผื่อใจอย่างเมตตาว่าคงเป็เื่ที่กล่าวได้ยากจริงๆ จึงต้องทำเช่นนี้ เพราะหากอยากทักทายธรรมดา เข้ามาหาอย่างศิษย์สำนักกลุ่มเมื่อครู่ก็ได้แล้ว นางจึงเดินตามหลังโดยรักษาระยะห่างไว้ประมาณหนึ่งเผื่อผู้เป็นายเรียกใช้ และการสนทนานี้ก็อาจไม่จบลงง่ายนักจึงไหว้วานให้ผู้ติดตามอีกคนช่วยเตรียมน้ำชาให้หนึ่งชุด
ศาลาไม้ข้างหอโอสถบัดนี้จึงถูกจับจองไว้โดยอูซือาุโและหญิงสาวแปลกหน้าที่ไม่รู้ที่มาที่ไป