ต่อให้อิจฉาริษยาแต่เจ้าหน้าที่คนนั้นก็รู้ดี สำนักงานตำรวจสามารถหาคนที่มีทักษะพิเศษมาช่วยงานและช่วยให้เลื่อนตำแหน่งได้ง่ายขึ้นเด็กคนนี้มากับโหมวซือฉิงไม่แน่ว่าอาจเป็นตำรวจจากสำนักงานย่อยหรือสถานีตำรวจท้องที่สักแห่งแต่ไม่ใช่คนของสำนักงานเขตแน่นอน เพราะปกติเขารู้จักมักคุ้นกับคนของสำนักงานเขตเป็นอย่างดี
ทั้งสำนักงานเขตมีเจ้าหน้าที่หนึ่งร้อยสี่สิบสองคนไม่น้อยแต่ก็ไม่ถือว่าเยอะ เหมือนตอนเรียนหนังสือที่นักเรียนห้องหนึ่งมีห้าสิบถึงหกสิบคนต่อให้ไม่ได้สนิทสนมก็ยังพอรู้จักผ่านตากันบ้าง แต่เจ้าหน้าที่คนนี้ไม่เคยเห็นสวี่ตงเลย
สวี่ตงไม่ได้อยากยุติ ‘ความขุ่นข้องหมองใจ’กับเจ้าหน้าที่คนนี้อยู่แล้ว เขาเป็นเพียงคนที่ผ่านเข้ามา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือสำคัญกับชีวิตของสวี่ตงที่ ‘ทำการแสดง’เมื่อครู่เพียงเพราะต้องการให้หลงชิวเซิงกับโหมวซือฉิงเชื่อว่าเขาใช้‘ประสาทรับกลิ่น’ ในการวิเคราะห์ ไม่ใช่ ‘พลังพิเศษ’ เหมือนอย่างในหนังไซ-ไฟ!
หลงชิวเซิงครุ่นคิดเงียบๆอยู่นานก็ยังไม่รู้ว่าสวี่ตงโกงตรงไหน อีกทั้งยังรู้สึกว่าประสาทรับกลิ่นของเขาน่าทึ่งมากจึงมีความสุขแทนเขาจนอดหัวเราะไม่ได้!
โหมวซือฉิงยิ่งมีความสุขแต่เธอไม่มีทางให้คนอื่นรู้ความคิดของเธอจึงหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาผู้กำกับหูชิงซาน
“หัวหน้าปฏิบัติการของพวกหัวหน้าทีมเฉินคืนนี้เป็นยังไงบ้างคะ”
หูชิงซานตอบเสียงกระซิบ “ยัยหนูคิดว่าเฉินซิ่วเฟิงจะปฏิบัติการล้มเหลวใช่ไหมล่ะ”
โหมวซือฉิงยิ้มอ่อน “ที่ไหนกันล่ะคะหัวหน้าทีมเฉินเป็นลูกน้องของคุณ ทีมอู๋ก็เป็นลูกน้องของคุณเหมือนกันไม่ว่าทีมไหนปฏิบัติภารกิจล้มเหลว คุณที่เป็นหัวหน้าก็คงสีหน้าไม่ดีทั้งนั้นฉันหวังว่าเขาจะปฏิบัติภารกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบ…”
“สมบูรณ์กับ…”หูชิงซานได้ยินโหมวซือฉิงกระแนะกระแหนก็เกิด ‘โมโห’ ทว่าก็กลืนถ้อยคำสุดท้ายกลับลงไปอย่างอย่างลำบากก่อนจะแค่นเสียง “เรือลักลอบขนสินค้าถูกจับได้ที่ริมฝั่งแม่น้ำนอกท่าเรือตะวันตกแต่ไม่พบของทั้งในเรือและในตัวคนพวกนั้นตอนนี้เฉินซิ่วเฟิงกับทีมยังค้นหาอยู่ที่ท่าเรือตะวันตก ยังจับใครไม่ได้ยังไม่มีหลักฐาน เธอว่านี่นับว่าสมบูรณ์แบบไหมล่ะ คิดว่ามีประโยชน์อะไรไหม”
โหมวซือฉิงได้ยินว่าภารกิจล้มเหลวแต่เฉินซิ่วเฟิงกับทีมยังอยู่ที่นั่นก็ดีใจใหญ่แต่ยังแสร้งทำเป็นพูดเสียงเรียบ “ผู้กำกับหู เอาอย่างนี้ ถึงยังไงภารกิจก็ยังไม่จบให้ฉันไปดูหน่อยเป็นไง”
หูชิงซานน้ำเสียงจริงจังขึ้นอีกครั้ง“เธอพูดเหลวไหลอะไรกัน จะไปสร้างปัญหาให้เฉินซิ่วเฟิงหรือไงอยู่ที่สำนักงานให้ดีเถอะ!”
โหมวซือฉิงแค่นเสียง “ผู้กำกับหูคุณเข้าใจผิดแล้ว การที่ฉันไปที่เกิดเหตุมันสร้างปัญหาให้ทีมเฉินยังไงไม่ทราบที่ฉันไปเพราะอยากไขคดี แก้ปัญหาให้คุณต่างหาก อย่าใจแคบนักสิทุกอย่างก็เพื่อชื่อเสียงของสำนักงานเขตนะ คิดดูสิ!”
“ฉันพูดชัดแล้ว หยุดไร้สาระสักที ฉันรำคาญ!”หูชิงซานทั้งฉุนทั้งขำจนพ่นคำพูดออกไปแบบนั้น ขณะจะวางสายโหมวซือฉิงก็พูดสวนขึ้นอีกว่า“ผู้กำกับหูอย่าดูถูกกันสิ จำเรื่องของหวงฟาไม่ได้หรือไง”
หูชิงซานสะดุ้ง นึกขึ้นได้ในพริบตาคราวก่อนตอนที่กำลังจวนตัวโหมวซือฉิงก็เป็นคนหาที่ซ่อนวัตถุโบราณในบ้านของหวงฟาพบไม่ใช่เหรอ
“เธอ…มั่นใจเหรอ” หูชิงซานเงียบไปพักหนึ่งถึงถามโหมวซือฉิงหากเธอมั่นใจจริงๆ อาจเป็นเขาที่ ‘ประเมิน’ เธอต่ำไป!
“ฉันไม่กล้าพูดว่ามั่นใจหรอกค่ะ!”โหมวซือฉิงไม่มีทางออกปากรับประกันกับเขาอย่างแน่นอน เธอพูดอย่างอารมณ์ดี“ฉันแค่คิดว่าไหนๆ ทีมเฉินก็ยังหาหลักฐานไม่พบ ให้ฉันไปช่วยดูหน่อยก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรอาจเจออะไรบ้างก็ได้!”
หูชิงซานครุ่นคิดอยู่สักพักถึงตอบว่า “ก็ดีถ้าเธออยากไปก็ไป แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนเลยนะการที่เธอไปไม่ใช่ไปแทนที่ทีมปราบปรามยาเสพติดและห้ามสร้างปัญหาให้เฉินซิ่วเฟิงห้ามทะเลาะกับเขา อำนาจชี้ขาดยังคงเป็นของทีมปราบปรามยาเสพติด!”
“ค่ะๆๆ แล้วแต่คุณเลย!”โหมวซือฉิงรับปากหูชิงซานโดยไม่แม้แต่จะคิดคิดว่าหูชิงซานกลัวเธอออกหน้าปะทะกับเฉินซิ่วเฟิงแทนอู๋หงเซิ่งแต่นั่นคือภายใต้สถานการณ์ที่เธอหาหลักฐานไม่พบมีคำกล่าวว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด หากเธอหาหลักฐานในที่เกิดเหตุพบแล้วปิดคดีได้ต่อให้เธอไม่พูดอะไรเลยก็นับว่าทำให้เฉินซิ่วเฟิง ‘เสียหน้า’ ได้แล้ว!
ความแข็งแกร่งของเฉินซิ่วเฟิงเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งระบบรักษาความปลอดภัยของเมืองและด้วยผลงานอันโดดเด่นของเขา เบื้องบนจึงเตรียมเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นผู้อำนวยการสาขาเขตภาคใต้
โหมวซือฉิงกับเฉินซิ่วเฟิงไม่เคยมีบุญคุณความแค้นส่วนตัวต่อกันแต่เธอเกลียด ‘ความเย่อหยิ่ง’ ของเฉินซิ่วเฟิงเป็นที่สุดถึงแม้ความสามารถของเขาจะโดดเด่น แต่ก็ไม่ควรใช้อำนาจสกัดขาคนอื่นคนที่เขาสกัดขามากที่สุดก็คืออู๋หงเซิ่งหัวหน้าของเธอ
เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วโหมวซือฉิงก็กวักมือเรียกสวี่ตง“สวี่ตง ไปกับฉัน!”
หลงชิวเซิงถามอย่างแปลกใจ “แม่หนู จะไปไหนกัน”
หากเป็นการประเมินสมบัติโบราณหลงชิวเซิงก็จะไปด้วย เขาอยากเห็นลีลาการประเมินของสวี่ตงให้มากกว่านี้ ทุกครั้งที่เด็กคนนี้แสดงให้เห็นมักจะทำให้เขาตกใจเกินจินตนาการ!
โหมวซือฉิงส่ายหน้ายิ้มๆ “ผู้เฒ่าหลงคุณไปไม่ได้หรอก หนูจะพาสวี่ตงไปดูที่ปฏิบัติภารกิจของทีมปราบปรามยาเสพติดแล้วหนูก็มีเรื่องส่วนตัวจะคุยกับสวี่ตงด้วย...”
หลงชิวเซิงสะบัดมืออย่างโมโห หน้าดำทะมึนไม่พูดไม่จา
โหมวซือฉิงเห็นท่าทางราวกับ ‘เด็กน้อย’ของหลงชิวเซิงก็อดยิ้มอ่อนใจไม่ได้ก่อนจะลากสวี่ตงออกไปทำเอาเจ้าหน้าที่ประจำห้องเก็บหลักฐานคนนั้นจ้องอย่างตะลึงงันอีกครั้ง!
ออกจากห้องเก็บหลักฐานแล้วโหมวซือฉิงไม่ได้ตรงไปชั้นล่างทันทีแต่ไปที่ห้องทำงานของทีมตำรวจอาชญากรรมของเธอที่ชั้นสามก่อนพอเข้าไปก็พูดกับเพื่อนตำรวจอายุประมาณยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปี รูปร่างพอๆกับสวี่ตงว่า “เซี่ยงจื่อหลง ถอดชุดตำรวจออกมา ฉันจะใช้!”
เซี่ยงจื่อหลงตกใจ “คุณจะเอาชุดผมไปทำไม”
โหมวซือฉิงตอบเสียงเข้ม “ให้ไวหน่อยเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงและอนาคตของทีมเรา เร็ว!”
ได้ยินโหมวซือฉิงกดดันขนาดนี้เซี่ยงจื่อหลงจึงไม่กล้าอิดออด รีบเข้าไปถอดชุดด้านใน
สถานะของโหมวซือฉิงในทีมสืบสวนอาชญากรรมไม่ถือว่าต่ำเลยแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ของตระกูลเธอกับหูชิงซาน แต่เพราะตัวเธอมี‘ความสามารถ‘ จริง อีกประการคือเธอสวยมาก เพื่อนในทีมทุกคนจึงแทบจะ ‘ยอม’และ ‘ช่วย’ เธอทุกอย่าง
ครู่ต่อมาเซี่ยงจื่อหลงก็ยื่นชุดตำรวจให้โหมวซือฉิงยังไม่ทันถาม โหมวซือฉิงก็ยัดเสื้อกับกางเกงใส่มือสวี่ตงที่อยู่ข้างๆ “สวี่ตงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างในเร็ว!”
สวี่ตงรู้ว่าโหมวซือฉิงให้เขาใส่ชุดตำรวจก็ดูสมเหตุสมผลดีการใส่เครื่องแบบไปยังที่เกิดเหตุทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้นมาก เขาจึงไม่ตั้งคำถาม
ด้านในเป็นห้องประชุมเล็ก มู่ลี่ถูกดึงปิดลงมาสวี่ตงสำรวจซ้ายขวาเห็นว่าไม่มีใครก็รีบถอดเปลี่ยนเป็นชุดตำรวจชุดตำรวจค่อนข้างพอดีตัว แต่ในห้องไม่มีกระจกเสียนี่
ผลักประตูออกมาโหมวซือฉิงเห็นสวี่ตงในชุดตำรวจเดินออกมาดูหล่อเหลาจับใจจึงอดชมไม่ได้ “อืมไม่เลวนี่ คุณตำรวจสุดหล่อแสนน่าเกรงขาม!”
สวี่ตงหลุดหัวเราะพรืดไม่คิดว่าโหมวซือฉิงพูดจาแบบนี้เป็นกับเขาด้วย!
เซี่ยงจื่อหลงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ซือฉิง นี่มันชุดผมนะคุณจะบอกว่าเขาหล่อกว่าผมเหรอ”
โหมวซือฉิงหัวเราะเฮฮา“ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง ฉันว่าก็ครึ่งๆ นะคุณดูสิคนเขาใส่ชุดคุณแล้วยิ่งสง่างามยิ่งทรงพลังกว่าคุณอีก ใช่ไหมล่ะ”
เซี่ยงจื่อหลงแค่นเสียงเหอะๆ !
สวี่ตงดูจากบทสนทนาระหว่างทั้งคู่ก็รู้ว่าโหมวซือฉิงคงพูดหยอกล้อกับเพื่อนในทีมเป็นประจำแน่นอนหากไม่ได้สนิทกันในระดับหนึ่งเธอคงไม่พูดจา ‘ร้ายกาจ’ ไปเรื่อยแบบนี้!
“ไปกัน!”โหมวซือฉิงเลิกหยอกเซี่ยงจื่อหลงแล้วกวักมือเรียกสวี่ตงให้ตามไป
การเดินทางไปยังท่าเรือตะวันตกนั้นโหมวซือฉิงยังคงขับแคปติวาคู่ใจสวี่ตงยังคงนั่งตำแหน่งผู้โดยสาร เพียงแต่ไม่ปริปากพูดอะไรเลยตลอดทาง
หลังจากถึงถนนเส้นเลียบแม่น้ำโหมวซือฉิงชำเลืองมองสวี่ตงก่อนจะถามยิ้มๆ “สวี่ตง ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ”
สวี่ตงก็ตอบอย่างอารมณ์ดี “พูดอะไรล่ะครับผมก็เหมือนคุณนั่นแหละ ไม่รับประกันอะไรทั้งนั้น!”
“ฉลาด!” โหมวซือฉิงเอ่ยชม “นายก็แค่ต้องจำกลิ่นยาเสพติดที่นายเคยดมในห้องเก็บหลักฐานให้ได้ก็พอหลังจากไปถึงที่เกิดเหตุนายก็เดินตามหลังฉันไว้ ได้กลิ่นที่ซ่อนของเมื่อไรก็แอบส่งสัญญาณให้ฉันรู้!”
สวี่ตงเคยบอกไว้แล้ว ไม่ว่าจะช่วยเธอปิดคดีได้มากแค่ไหนหรือได้ผลงานชิ้นใหญ่แค่ไหนเขาจะไม่ออกหน้ารับทั้งสิ้น ขั้นตอนการทำงานเป็นของเขาผลประโยชน์เป็นของโหมวซือฉิง เพราะฉะนั้น โหมวซือฉิงจึงไม่พูดพร่ำอะไรอีก
จากการคาดเดาของโหมวซือฉิง ‘ของ’ จะต้องยังซ่อนอยู่บนเรือแน่นอน เป็นไปได้มากว่ามี ‘ชั้นลับ’หรือไม่ก็เอาของ ‘จุ่ม’ ไว้ใต้น้ำเหมือนการหย่อนเบ็ดไว้ใต้น้ำตามแนวขอบนอกเรือ
สวี่ตงมองไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ยามค่ำคืนมืดสนิทตอนนี้ออกมานอกตัวเมืองแล้ว นอกจากไฟถนน สิ่งปลูกสร้างสองข้างทางก็ยิ่งบางตาแสงไฟก็น้อยลงเช่นกัน
เขาคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งได้สถานการณ์ที่มืดสนิทเช่นนี้เขาก็ไม่สามารถมองเห็น ‘ออร่า’ ได้ นอกจากรอฟ้าสว่างแต่ตอนนี้ยังเหลืออีกหลายชั่วโมงกว่าฟ้าจะสาง หากอยากรีบหา ‘ของ’ ให้เจอเร็วๆก็ยากแล้ว!
ส่วนโหมวซือฉิงไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลย เธอ‘ปักธง’ ไปแล้วว่าความสามารถของสวี่ตงคือ ‘ประสาทรับกลิ่น’และความมืดไม่มีผลต่อการรับกลิ่นอยู่แล้ว!
ท่าเรือตะวันตกตั้งอยู่ริมน้ำนอกตัวเมืองพื้นที่ริมแม่น้ำส่วนนี้อันตรายมาก มีหินสูงชันเรียงรายจึงไม่เหมาะกับการจอดเรือ
ทว่าเมื่อรถของโหมวซือฉิงขับมาถึงบริเวณนั้นสวี่ตงก็เห็นแสงสว่างบนถนนไกลลิบ มีรถจอดอยู่หลายสิบคันแสงไฟจากหน้ารถส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
เมื่อขับเข้าไปใกล้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาหยุดรถ“ข้างหน้ามีการสืบคดี รถทุกคันกรุณาใช้ทางเบี่ยง!”
โหมวซือฉิงลดกระจกลง แล้วยื่นหน้าออกมาพูดว่า“พี่หวง ฉันเอง โหมวซือฉิง!”
เจ้าหน้าที่คนนั้นตกใจก่อนจะส่องไฟเข้ามาเห็นเป็นโหมวซือฉิงจริงๆ ก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “คุณมาทำอะไร”
ทั้งคำพูดและแววตาของเขาเต็มไปด้วยความ‘ระแวดระวัง’ ทุกคนต่างรู้ดี ทุกๆ การปฏิบัติภารกิจในสำนักงานตำรวจมีการ‘แบ่งอำนาจ’ ชัดเจน ใครควรรับผิดชอบส่วนไหนก็รับผิดชอบตามนั้น เช่นเดียวกับสถานีตำรวจท้องที่ระดับเริ่มต้นก็มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบชัดเจนเช่นกันต่อให้อยู่ระดับเดียวกัน การล้ำอาณาเขตก็เท่ากับการล่วงเกินอำนาจ แถมยังเป็นการ‘ไม่มีมารยาท’ กับคนอื่นด้วย!