ห้องประชุมคณะกรรมการบริหารระดับสูงของนฤบดินทร์กรุ๊ป (Narubadin Group) บนชั้นที่สี่สิบห้าของอาคารสำนักงานใหญ่กลางกรุงเทพฯ บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัดอันแสนตึงเครียด แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากเพดานสะท้อนลงบนโต๊ะประชุมไม้มะฮอกกานีขัดเงาตัวยาว ทอดแสงสะท้อนวับแวมบนแก้วน้ำคริสตัลและเอกสารสัญญาการร่วมทุนมูลค่านับหมื่นล้านบาทที่วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าของคณะกรรมการทุกคน ทว่าบรรยากาศรอบกายที่ควรจะดึงดูดความสนใจทั้งหมดของผมกลับกลายเป็เพียงภาพเบลอที่ไร้ความหมาย
ผม—คชา นฤบดินทร์ นั่งนิ่งอยู่หัวโต๊ะในฐานะประธานในที่ประชุม ใบหน้าคมคายยังคงราบเรียบและเ็าดุจรูปสลักน้ำแข็งที่ไร้ความรู้สึก ทว่าภายใต้หน้ากากอันสมบูรณ์แบบนั้น ขมับซ้ายของผมกำลังเต้นตุบด้วยความเ็ปรวดร้าวจากอาการไมเกรนที่กำเริบขึ้นมาอย่างรุนแรงั้แ่่เช้าตรู่ เสียงพูดรายงานของรองประธานฝ่ายการเงินที่กำลังอธิบายถึงตัวเลขประมาณการกำไรขาดทุนของโครงการเมกะโปรเจกต์ท่าเรือน้ำลึกดังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาของผมไปอย่างสิ้นเชิง
สมองของผมไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวเลขหมื่นล้านหรือข้อตกลงทางธุรกิจใดๆ เลยแม้แต่น้อย... เพราะภาพเดียวที่ฉายวนเวียนอยู่ในสมองของผมตลอดเวลาคือใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาของ 'มิเกล' ในค่ำคืนที่ผ่านมา
'เกลเหนื่อยจนอยากจะตายไปให้พ้นๆ แล้วคชา... ฮึก... ปล่อยเกลเถอะนะคะ...'
เสียงสะอื้นไห้แ่เบาทว่าบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกดังก้องสะท้อนอยู่ในหูของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกถ้อยคำตัดพ้อและแววตาร้าวรานคู่นั้นของเธอทำลายสมาธิของผมจนย่อยยับ ผมรู้สึกผิด... รู้สึกผิดจนแทบบ้าที่ปล่อยให้อารมณ์โทสะและความหึงหวงบ้าคลั่งเข้าครอบงำจิตใจจนเผลอทำร้ายเธอด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและแรงบีบที่ข้อมือบางในคืนนั้น ทั้งที่เธอเพิ่งเผชิญกับเื่ราวเลวร้ายและเหน็ดเหนื่อยกับการเฝ้าไข้อาการป่วยของแม่ที่โรงพยาบาลแท้ๆ แต่ผมกลับสวมบทบาทเป็ปีศาจร้าย จ้องจับผิดและตราหน้าหาว่าเธอโกหกเพื่อปกป้องชายอื่น
รอยช้ำสีม่วงคล้ำรอบข้อมือเรียวบางทั้งสองข้างของเธอที่ผมเห็นเมื่อคืน... มันยังคงติดตาและทิ่มแทงหัวใจของผมจนปวดหนึบ ผมกำมือแกร่งเข้าหากันแน่นใต้โต๊ะประชุมจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ ความหวงแหนอย่างบ้าคลั่งระคนความหวาดระแวงยังคงตกตะกอนอยู่ในอก ทว่าความรู้สึกที่ทรงพลังยิ่งกว่าในเวลานี้คือความห่วงใยและความกระวนกระวายใจที่แล่นพล่านอยู่ในกระแสเืจนร้อนรุ่มไปทั้งสรรพางคกาย
ั้แ่เธอเดินจากเพนต์เฮาส์ไปในตอนเช้ามืดพร้อมกับทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า ผมก็ไม่สามารถข่มตาหลับได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาที อาการปวดศีรษะหนึบแล่นริ้วขึ้นมาเล่นงานผมทันทีที่กลิ่นวานิลลาผสมกุหลาบป่าอันแสนละมุนเจือจางลง กลิ่นกายของเธอเปรียบเสมือนยารักษาโรคเพียงหนึ่งเดียวของผม และในยามที่ปราศจากเธอข้างกาย โลกทั้งใบของผมก็กลับมามืดมนและหนาวเหน็บอีกครั้ง
"คุณคชาครับ... เื่โครงสร้างภาษีศุลกากรและข้อยกเว้นทางการค้าในหน้าสิบสอง คุณคชาเห็นพ้องกับข้อเสนอของทางบอร์ดบริหารส่วนนี้ไหมครับ?" เสียงของผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเอ่ยถามขึ้นขัดความเงียบ ทำให้บอร์ดบริหารทุกคนหันมาจับจ้องที่ผมเพื่อรอการตัดสินใจเด็ดขาด
ผมกะพริบตาช้าๆ พยายามกดข่มความเ็ปที่ขมับและดึงสมาธิที่กระจัดกระจายกลับมา "เื่นี้..."
ทว่าก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากตอบคำถาม สมาร์ทโฟนเครื่องหรูที่วางคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะประชุมเคียงข้างเอกสารสัญญาพลันสั่นครืดคราดเสียงดังขึ้นมาท่ามกลางห้องประชุมที่เงียบสงัด แสงไฟสีฟ้าจากหน้าจอสว่างวาบ เผยให้เห็นชื่อผู้โทรเข้าเด่นชัด
'ธีรุตม์'
หัวใจของผมสะดุดกึกไปหนึ่งจังหวะ ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจอย่างรุนแรงจนหน้าอกตึงแน่น ธีรุตม์เป็เลขาส่วนตัวและหัวหน้าทีมบอดี้การ์ดที่ผมส่งไปเฝ้าดูแลมิเกลที่โรงพยาบาล เขารู้ดีว่าเวลานี้ผมกำลังอยู่ระหว่างการประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงซึ่งสำคัญต่ออนาคตของนฤบดินทร์กรุ๊ปอย่างยิ่ง ยามปกติธีรุตม์จะไม่มีวันโทรศัพท์เข้าเบอร์ส่วนตัวของผมในเวลานี้เด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่า...
มันจะเกิดเื่คอขาดบาดตายขึ้นกับมิเกล!
ผมไม่สนใจสายตาตกตะลึงระคนสงสัยของบอร์ดบริหารนับสิบชีวิตในห้องประชุม มือแกร่งเอื้อมไปคว้าสมาร์ทโฟนขึ้นมากดรับสายทันทีแล้วแนบเข้ากับใบหู เค้นเสียงต่ำถามปลายสายด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเยือกเย็นไว้สุดความสามารถ
"มีอะไร ธีรุตม์"
[คุณคชาครับ! เกิด... เกิดเื่ใหญ่แล้วครับ!] เสียงของธีรุตม์ที่ดังสวนกลับมาสั่นเครือ ละล่ำละลัก และเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกใอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เสียงหอบหายใจรัวเร็วของเขาเจือไปด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงลมหวีดหวิวคล้ายกำลังวิ่งอยู่
กระแสความเย็นะเืแล่นริ้วจากไขสันหลังขึ้นสู่สมองของผมในชั่วพริบตา "เกิดอะไรขึ้น พูดมาเร็วๆ!"
[คุณมิเกล... คุณมิเกลถูกลักพาตัวไปแล้วครับ!]
วินาทีนั้น ราวกับมีอสนีบาตฟาดลงมากลางสมองของผมจนขาวโพลน โลกทั้งใบพลันหยุดหมุนและเงียบงันลงทันตา ร่างสูงใหญ่ของผมแข็งทื่อดุจศิลา ลมหายใจสะดุดกึกในลำคอจนแทบหายใจไม่ออก
"มึงพูดว่าอะไรนะ..." ผมเค้นเสียงรอดไรฟันออกมา น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเทิ้มด้วยกระแสอารมณ์ดิบเถื่อนที่พร้อมจะปะทุออกมาะเิโลกใบนี้ให้แหลกเป็ผุยผง
[คนของเรา... คนของเราสี่คนที่ผมส่งไปเฝ้าระวังรอบๆ ลานจอดรถของโรงพยาบาลถูกพวกมันลอบโจมตีครับคุณคชา! พวกมันสวมหมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้า อาวุธครบมือ คาดว่าเป็คนของ 'แก๊งทวีเกียรติ' แน่นอนครับ พวกมันดักทำร้ายบอดี้การ์ดของเราจนาเ็สาหัสสลบคาที่ไปสามคน อีกคนโดนยิงที่ต้นขาขยับไม่ได้... พวกมันใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าจัดการคุณมิเกลจนหมดสติ แล้วอุ้มร่างของเธอขึ้นรถตู้สีดำยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด ทะเบียน 3กศ 9988 กรุงเทพมหานคร หลบหนีออกไปทางด่วนดินแดงมุ่งหน้าออกต่างจังหวัดแล้วครับ! ตอนนี้ผมกำลังพยายามแกะรอยสัญญาณจีพีเอสจากเครื่องติดตามที่แอบติดไว้ในกระเป๋าของคุณมิเกล แต่พวกมันเหมือนจะรู้ตัวและกำลังใช้เครื่องตัดสัญญาณรบกวนครับคุณคชา!]
"แล้วคุณนภาล่ะ! แม่ของมิเกลปลอดภัยดีไหม?!" ผมถามสวนออกไปทันทีด้วยความร้อนรนลนลาน หากพวกมันแตะต้องแม่ของเธอด้วยอีกคน มิเกลต้องทนไม่ไหวแน่ๆ และตัวผมเองก็คงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เช่นกันที่ทำหน้าที่ปกป้องครอบครัวของเธอได้ไม่ดีพอ
[คุณนภาปลอดภัยดีครับคุณคชา! ทันทีที่เกิดเื่ชุลมุนข้างล่าง ผมสั่งให้บอดี้การ์ดอีกสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยรายงานสถานการณ์ทันที และได้ส่งทีมเสริมเข้าไปคุ้มกันหนาแน่นรอบห้องพักของเธอแล้วครับ พวกมันไม่ได้บุกขึ้นไปบนตึก เป้าหมายของพวกมันมีเพียงคุณมิเกลคนเดียวครับ]
เพลิงโทสะอันบ้าคลั่งปะทุขึ้นมาแผดเผาจิตใต้สำนึกของผมจนย่อยยับในวินาทีนั้นเอง!
แกรก!
ปากกาโรลเลอร์บอล Montblanc รุ่นลิมิเต็ดราคาแพงลิบที่อยู่ในมือแกร่งของผมพลันหักครึ่งคามือด้วยแรงบีบมหาศาลโดยที่ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เศษโลหะและน้ำหมึกสีดำไหลเลอะเปรอะเปื้อนฝ่ามือ ทว่าผมกลับไม่รู้สึกเ็ปเลยแม้แต่น้อย ความเ็ปจากอาการไมเกรนก่อนหน้านี้หายไปเป็ปลิดทิ้ง แทนที่ด้วยกระแสเืในกายที่เดือดพล่านประหนึ่งลาวาไหลผ่าน สัญชาตญาณสัตว์ร้ายในตัวถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ แววตาคมกริบฉายประกายอำมหิตและแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นจนน่ากลัว
"มิเกล..." ผมเอ่ยชื่อเธอแ่เบา ร่างกายบอบบางและหัวใจของเธอกำลังอยู่ในอันตรายรอบตัวที่อันตรายที่สุด และมันเป็เพราะผม... เพราะศัตรูของผมจ้องเล่นงานจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของผม!
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในทันที เก้าอี้ทำงานหนังแท้ตัวใหญ่ถูกผลักไปด้านหลังอย่างรุนแรงจนชนเข้ากับฝาผนังเสียงดังสนั่น คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงทุกคนสะดุ้งสุดตัวด้วยความใและหวาดหวั่นเมื่อเห็นรังสีอำมหิตคุกคามอันแสนน่ากลัวแผ่ออกจากร่างสูงใหญ่ของทายาทหมื่นล้าน
"คุณคชาครับ! จะไปไหนครับ?! การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น และเราต้องเซ็นสัญญา..." เสียงของรองประธานพยายามเอ่ยทักท้วงด้วยความร้อนใจ
"หุบปาก!" ผมหันไปตวาดเสียงกร้าวสะท้อนก้องกังวานไปทั่วห้องประชุมกว้างขวาง แววตาคมกริบดุจเสือดาวที่จ้องจะฉีกกระชากเหยื่อทำให้คนพูดถึงกับหน้าซีดเผือดและหุบปากลงทันทีด้วยความหวาดกลัวชวนขนลุก
ในวินาทีนี้... ต่อให้มีสัญญาโครงการแสนล้าน หรือความมั่นคงของนฤบดินทร์กรุ๊ปวางอยู่ตรงหน้า ผมก็พร้อมจะปัดทิ้งและเหยียบย่ำมันจนแหลกละเอียดโดยไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย สิ่งมีค่าที่แท้จริงในชีวิตของผมไม่ใช่สินทรัพย์เงินทองหรืออำนาจล้นฟ้า รวมถึงชื่อเสียงวงศ์ตระกูล... แต่คือ 'มิเกล' หญิงสาวผู้ส่งกลิ่นหอมปลอบประโลมหัวใจที่แหลกสลายของผมในทุกค่ำคืน หากเธอต้องเป็อะไรไปเพราะผม... หากผมต้องสูญเสียเธอไปตลอดกาล เงินหมื่นล้านรวมถึงนฤบดินทร์กรุ๊ปก็เป็เพียงเศษดินไร้ค่าที่ปราศจากความหมายใดๆ!
ผมก้าวเดินออกจากห้องประชุมอย่างรวดเร็วดุจพายุโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองซากเอกสารและบอร์ดบริหารที่นั่งตะลึงงันแม้แต่คนเดียว สองเท้าแกร่งสาวเท้าอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินหรูหราของตึกระฟ้า กดลิฟต์ส่วนตัวของประธานบริหารที่เปิดรอไว้ทันที นิ้วมือหนาสั่นเทาเล็กน้อยขณะกดปุ่มลงสู่ลานจอดรถชั้นใต้ดินชั้นบีหนึ่ง
ในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนที่ลงอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกรีดออกไปจนหมดสิ้น ลำคอแห้งผาก หน้าอกตึงแน่นจนกระดูกซี่โครงแทบจะบีบรัดหัวใจจนแหลกเหลว ลมหายใจสะดุดห้วงและสั้นกระชั้นจนต้องหอบหายใจทางปากเพื่อสูดออกซิเจนเข้าปอด ทว่ามันกลับไม่ช่วยให้อาการอึดอัดลดน้อยลงเลย มือหนาทั้งสองข้างเย็นเฉียบและสั่นระริกจนแทบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นรัวเร็วและรุนแรงจนน่ากลัวประหนึ่งกลองรบที่ตีระรัว ความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเกาะกุมจิตใจของผมจนแทบจะควบคุมสติไม่อยู่
'อย่าเป็อะไรไปนะเกล... ได้โปรด รอฉันก่อน...' ผมภาวนาในใจอย่างบ้าคลั่ง สองมือกำแน่นจนเส้นเืปูดโปน ความคิดเลวร้ายสารพัดพุ่งเข้ามารุมเร้าสมองจนแทบจะเสียสติ ภาพของพวกนักเลงดิบเถื่อนแก๊งทวีเกียรติย่ำยีและทำร้ายร่างบอบบางของเธอลอยเข้ามาในสมองจนผมอยากจะลุกขึ้นมาฆ่าคนให้สิ้นซากไปทั้งตระกูลพวกมัน!
ติ๊ง!
เสียงประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นใต้ดิน ผมไม่รอช้า รีบก้าววิ่งมุ่งตรงไปยังรถยนต์ส่วนตัวคันเก่ง—ปอร์เช่ พานาเมร่า เทอร์โบ (Porsche Panamera Turbo) สีเงินเมทัลลิกคันหรูที่จอดเด่นอยู่บนซองจอดรถส่วนบุคคลระดับผู้บริหาร ผมกดปลดล็อกรถ ก้าวเข้าไปนั่งในเบาะหนังแท้ฝั่งคนขับ เสียงเครื่องยนต์วีแปดสูบสตาร์ทคำรามกึกก้องลั่นลานจอดรถชั้นใต้ดิน
ผมเหยียบคันเร่งจมมิดทันที รถสปอร์ตซีดานสมรรถนะสูงพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับะุปืน ยางรถยนต์บดเกาะกับพื้นคอนกรีตส่งเสียงกรีดร้องเสียดสีดังก้องลั่นโถงจอดรถ ก่อนจะพุ่งผ่านด่านรปภ. ออกสู่ถนนสาทรกลางเมืองหลวงที่คลาคล่ำไปด้วยการจราจรหนาแน่นอย่างไม่คิดชีวิต
ผมขับรถเบียดแซงปาดซ้ายปาดขวาอย่างบ้าคลั่ง ลื่นไหลไปตามช่องว่างของถนนด้วยความเร็วระดับอันตราย สายตาคมกริบจับจ้องไปยังเส้นทางเบื้องหน้าในขณะที่มือหนึ่งควบคุมพวงมาลัย ส่วนอีกมือเอื้อมไปกดต่อสายสมาร์ทโฟนเข้ากับระบบบลูทูธของรถเพื่อติดต่อหา 'ไอ้ภัทร' เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่กุมอำนาจเครือข่ายมาเฟียและหน่วยข่าวกรองในโลกสีเทา
สัญญาณรอสายดังขึ้นเพียงไม่ถึงวินาที ปลายสายก็ถูกกดรับทันที ทว่าสิ่งแรกที่ลอดผ่านมาตามลำโพงรถยนต์ไม่ใช่เสียงทักทายกวนประสาทของมัน แต่เป็เสียงคำรามกระหึ่มอันคุ้นเคยของเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์สมรรถนะสูงอย่างแมคลาเรน (McLaren) และเสียงสายลมพัดหวีดหวิวอย่างบ้าคลั่งที่ปะทะกับตัวรถ บ่งบอกว่าฝ่ายนั้นกำลังขับขี่ด้วยความเร็วสูงมากเช่นกัน
"ภัทร! มิเกลถูกจับตัวไป มึงรู้เื่หรือยัง?!" ผมตะคอกใส่ไมโครโฟนหน้ารถด้วยความตื่นตระหนกและโกรธแค้นจนลืมกาลเทศะทั้งหมด
[กูรู้เื่แล้วคชา! สายของกูรายงานั้แ่วินาทีแรกที่พวกมันขยับตัวออกจากโรงพยาบาลแล้ว!] เสียงของภัทรดังสวนตอบกลับมา น้ำเสียงจริงจัง เด็ดขาด และตึงเครียดปราศจากความล้อเล่นใดๆ ปะปนมากับเสียงเบรกเอี๊ยดอันน่ากลัวตามสาย [ตอนนี้กูกำลังเหยียบแมคลาเรนไล่บี้รถตู้โตโยต้า อัลพาร์ดของพวกมันอยู่บนด่านทางด่วน่รามอินทรา-อาจณรงค์! พวกมันขับเร็วมาก และมีรถกระบะแต่งซิ่งอีกสองคันคอยขวางท้ายประกบป้องกันไว้ คาดว่าพวกมันจะพามิเกลมุ่งหน้าไปกบดานที่โกดังร้างในเขตปริมณฑลฝั่งตะวันออกเพื่อบีบเอาสัญญาจากมึง!]
"พวกมันแตะต้องตัวเธอหรือเปล่าภัทร?! มิเกลเป็ยังไงบ้าง?!" หัวใจของผมหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม กระแสความกังวลและความกลัวบีบรัดหน้าอกจนแทบจะกระอักเืออกมา
[กูยังมองไม่เห็นข้างในรถตู้ชัดเจนว่ะเพื่อน! แต่ไม่ต้องห่วง... กูไม่ปล่อยให้พวกมันพาผู้หญิงของมึงไปถึงโกดังนั่นแน่! กูจะปิดเกมั้แ่อยู่บนทางด่วนนี่แหละ! มึงขับตามสัญญาณจีพีเอสของกูมาที่ 'เดอะ การ์เดน เซฟเฮาส์' (The Garden Safe House) ที่ปทุมธานีได้เลย กูประสานงานคนของกูเตรียมเข้าขวางหน้าทางลงทางด่วนแล้ว! กูจะดึงตัวมิเกลกลับคืนมาให้ได้ภายในห้านาทีนี้! มึงเตรียมตัวรับเมียมึงที่เซฟเฮาส์ได้เลยคชา!]
เอี๊ยด! ปัง!
เสียงรถเบียดกระแทกกันและเสียงกระจกแตกดังสนั่นลอดมาตามสายโทรศัพท์ ก่อนที่สัญญาณโทรศัพท์จะตัดเงียบหายไปในทันที
"ภัทร! ภัทร! ไอ้ภัทร!" ผมะโเรียกเสียงหลง ทว่าปลายสายกลับไม่มีเสียงตอบรับกลับมาอีก มีเพียงความเงียบและเสียงเครื่องยนต์ปอร์เช่ของผมที่คำรามลั่นขณะแล่นทะยานขึ้นสู่ทางด่วนมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
สมองของผมแล่นพล่านจนแทบจะะเิกระจุย ความโกรธเกรี้ยวสะสมะเิออกมาเป็รังสีฆ่าฟันที่รุนแรงจนบดบังทุกลำดับความคิด ความห่วงใยในตัวมิเกลผสมปนเปกับความเกลียดชังพวกสารเลวแก๊งทวีเกียรติและแปรเปลี่ยนเป็ความกตัญญูระคนซาบซึ้งใจต่อไอ้ภัทร... เพื่อนแท้ที่ก้าวเข้ามาช่วยชีวิตหัวใจของผมไว้ในเวลาวิกฤตที่สุดโดยไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย
"เกล... รอฉันนะ ขอร้อง... อย่าเพิ่งเป็อะไรไปเด็ดขาด" ผมกัดฟันแน่นจนเืซึมตามไรฟัน เหยียบคันเร่งส่งกำลังเครื่องยนต์ปอร์เช่จนพุ่งฉีกอากาศไปบนถนนทางด่วนด้วยความเร็วกว่าสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง มุ่งหน้าตรงไปยัง 'เดอะ การ์เดน เซฟเฮาส์' ปทุมธานี... สถานที่หลบภัยส่วนตัวที่ล้อมรอบไปด้วยระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดของผม
ระยะทางร่วมห้าสิบกิโลเมตรถูกย่นระยะลงเหลือเพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยความเร็วบ้าคลั่งของผม รถปอร์เช่ พานาเมร่า แล่นตัดผ่านทางแยกและเขตชานเมืองเข้าสู่พื้นที่สีเขียวอันแสนสงบร่มรื่นของปทุมธานีอย่างรวดเร็ว พวงมาลัยแกร่งถูกหักเลี้ยวเข้าสู่ซอยส่วนบุคคลลึกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง ก่อนจะเบรกเสียงดังเอี๊ยดสะท้อนก้องหน้าประตูเหล็กดัดสีดำทมิฬบานั์ของเดอะ การ์เดน เซฟเฮาส์
ประตูบานใหญ่ค่อยๆ ขยับเปิดออกโดยอัตโนมัติ ผมเหยียบคันเร่งพารถพุ่งผ่านเข้าสู่ลานจอดรถหน้าคฤหาสน์สไตล์โมเดิร์นที่โอบล้อมไปด้วยสวนป่าหนาทึบในทันที
และภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาของผมก็ทำให้ลมหายใจทั้งหมดในร่างพลันหยุดชะงักลงอีกครั้ง
รถซูเปอร์คาร์แมคลาเรนสีส้มเพลิงของไอ้ภัทรแล่นจอดนิ่งสนิทอยู่กลางลานจอดรถในสภาพฝากระโปรงหน้ารถมีรอยขูดขีดและยุบพังเสียหายจากการกระแทกอย่างรุนแรง ตัวถังรถด้านซ้ายมีรอยเบียดครูดเป็ทางยาวจนสีหลุดล่อน ควันขาวจางๆ ลอยกรุ่นออกจากซุ้มล้อหลัง ทันทีที่ปอร์เช่ของผมหยุดนิ่งสนิท ผมไม่รอช้า รีบกระชากประตูรถเปิดออกแล้วพุ่งตัวลงมาด้านนอกทันทีด้วยหัวใจที่เต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอก
วินาทีนั้นเอง... ประตูเปิดปีกผีเสื้อด้านข้างคนขับของแมคลาเรนค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆ
ร่างบอบบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นละอองและรอยขีดข่วนสีแดงจางๆ ตามท่อนแขนเรียวค่อยๆ ขยับตัวก้าวลงมาจากรถคันหรู ร่างกายของเธอสั่นเทาราวกับลูกนกหลงทางท่ามกลางพายุทมิฬ ใบหน้าหวานซีดเผือดไร้สีเื ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยหวานใสบัดนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก หวาดระแวง และรอยน้ำตาเปียกชุ่มแก้มเนียนละเอียด เรือนผมยาวดัดลอนคาราเมลสยายยุ่งเหยิงไม่เป็ทรง
"มิเกล..."
น้ำเสียงของผมที่เอ่ยเรียกชื่อเธอช่างแหบพร่า สั่นเครือ และแ่เบาราวกับเสียงกระซิบของคนหลงทางในทะเลทราย ทว่ามันกลับส่งตรงเข้าสู่โสตประสาทของคนตัวเล็กทันที หญิงสาวสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ หันใบหน้าซีดเผือดมามองทางผม และทันทีที่ดวงตาสั่นระริกคู่นั้นประสานเข้ากับั์ตาคมกริบของผมที่เต็มไปด้วยความห่วงใยรักใคร่ล้นอก...
ความเข้มแข็งอันน้อยนิดที่เธอพยายามกักเก็บไว้ก็พลันแหลกสลายลงทันตาเห็น
"คชา... ฮึก... คชาคะ!"
เสียงหวานร้องเรียกชื่อผมปนสะอื้นไห้โฮดังลั่นลานจอดรถ ร่างบอบบางสั่นเทิ้มก้าววิ่งถลาตรงเข้าหาผมทันทีโดยสัญชาตญาณของการดิ้นรนหาที่พึ่งพิงอันแสนอบอุ่นและปลอดภัย
ความเ็า ทิฐิ หน้ากากทายาทหมื่นล้าน หรือเกียรติยศชื่อเสียงอันจอมปลอมทั้งหมดในตัวผมพลันพังทลายลงราบคาบเป็หน้ากลองในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมไม่สนใจสายตาของใครหน้าไหนอีกต่อไปแล้ว สองเท้าแกร่งสาวเท้าวิ่งถลาเข้าไปหาเธออย่างบ้าคลั่งราวกับโหยหาชีวิตและจิติญญาของตัวเองที่เกือบหลุดลอยไป
หมับ!
อ้อมแขนแกร่งของผมรวบร่างบอบบางที่กำลังสั่นระริกเข้ามาไว้ในอ้อมอกกว้างอย่างแแ่ทันที ดึงรั้งเรือนร่างอุ่นร้อน of เธอเข้ามาปะทะแผ่นอกกว้างอย่างแสนรักหวงแหนและโหยหาจนแทบจะหลอมรวมร่างกายเข้าเป็เนื้อเดียวกัน ผมกอดรัดเธอไว้แน่น... แน่นเสียจนแทบจะไร้ช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน ราวกับกลัวว่าหากคลายอ้อมแขนลงแม้เพียงมิลลิเมตรเดียว ร่างบอบบางนี้จะอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง
"ฮึก... คชา... เกลกลัว... เกลกลัวมากเลยค่ะ... พวกมันจะทำร้ายเกล... ฮือ..." มิเกลซุกใบหน้าหวานเปียกชุ่มน้ำตาลงกับลาดไหล่กว้างของผม สะอื้นไห้ตัวโยนจนร่างบอบบางสั่นสะท้านประหนึ่งใบไม้ร่วง สองมือเรียวบางขยุ้มเข้ากับปกเสื้อสูทดีไซน์หรูของผมแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ราวกับกำลังยึดถือร่างสูงใหญ่ของผมเป็เกราะกำบังภัยเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตที่แสนโหดร้ายนี้
"แล้ว... แล้วคุณแม่ล่ะคะคชา ฮึก... คุณแม่ปลอดภัยดีไหม..." เสียงหวานเอ่ยถามละล่ำละลักด้วยความเป็ห่วงมารดาแทบขาดใจ ร่างกายบางยังคงสั่นสะท้านไม่หยุด
"คุณนภาปลอดภัยดีเกล ฉันสั่งคนไปคุ้มกันแม่ของเธอที่โรงพยาบาลอย่างแ่าั้แ่เกิดเื่แล้ว พวกมันไม่ได้แตะต้องแม่ของเธอเลย สบายใจได้นะเด็กดี..." ผมกระซิบปลอบโยนพร้อมลูบแผ่นหลังบอบบางของเธออย่างทะนุถนอมเพื่อช่วยปลอบประโลมขวัญที่กระเจิงของเธอให้กลับคืนมา
"ฉันอยู่นี่แล้วเกล... ฉันอยู่นี่แล้ว... ไม่ต้องกลัวนะเด็กดีของฉัน ปลอดภัยแล้วนะ..." ผมพร่ำกระซิบคำปลอบโยนชิดใบหูเล็ก น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต สองมือแกร่งยกขึ้นโอบประคองแผ่นหลังบอบบางและลูบเรือนผมนุ่มสีน้ำตาลคาราเมลอย่างทะนุถนอมประหนึ่งเธอบอบบางดั่งแก้วเจียระไนที่พร้อมจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อ
ผมกดจูบลงบนขมับชื้นเหงื่อและหน้าผากมนของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแสนรัก สูดดมกลิ่นวานิลลาผสมกลิ่นกุหลาบป่าประจำเป็ตัวเธอที่แม้ยามนี้จะเจือไปด้วยกลิ่นฝุ่นควันและน้ำตา ทว่ามันกลับทำหน้าที่ดั่งหยาดน้ำทิพย์ที่ชโลมชะล้างความวิตกตระหนกและอาการปวดร้าวในสมองของผมให้มลายหายไปสิ้น ร่างกายสูงใหญ่ของผมเริ่มสั่นเทาตามแรงสะอื้นของคนในอ้อมกอด หัวใจที่เคยแกร่งกล้าดั่งสิงโตบัดนี้กลับอ่อนแอและอ่อนไหวจนแทบจะแตกสลายเพียงเพราะเห็นหยาดน้ำตาและเรือนร่างที่บอบช้ำสั่นเทาของเธอ
"ฉันขอโทษ... เกล... ฉันขอโทษจริงๆ ที่ทำตัวแย่ๆ ใส่เธอเมื่อคืน... ขอโทษที่ทิ้งเธอไว้..." ผมพร่ำกระซิบบอกคำขอโทษซ้ำๆ อย่างไม่อายไอ้ภัทรที่ยืนมองอยู่ห่างๆ หยาดน้ำตาอุ่นร้อนของความโล่งอกโล่งใจไหลซึมจากดวงตาคมกริบของผมอย่างสุดจะกลั้น ความกลัวว่าจะต้องสูญเสียเธอไปเมื่อครู่มันทรมานยิ่งกว่าความตายร้อยเท่าพันทวี และยามนี้เมื่อได้ยินเสียงหัวใจของเธอเต้นระรัวเคียงข้างหน้าอกของผม... ผมจึงตระหนักรู้แจ้งแก่ใจแล้วว่า
ผู้หญิงเอ็นวีไอพีสัญญาจ้างคนนี้... ได้กลายเป็จิติญญาและชีวิตทั้งหมดของผมไปแล้วอย่างแท้จริง
ไอ้ภัทรค่อยๆ ก้าวลงมาจากรถแมคลาเรนของมัน ใบหน้าหล่อเหลาแบดบอยเจือคราบเขม่าควันจางๆ มันทอดสายตามองผมกับมิเกลที่กอดกันแนบชิดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจระคนอ่อนโยนจางๆ ก่อนจะเค้นเสียงพูดทุ้มเรียบขัดจังหวะขึ้นเบาๆ
"คนของแก๊งทวีเกียรติที่เหลือรอดบนทางด่วน... คนของฉันคุมตัวส่งตำรวจและส่งไป 'เคลียร์บัญชีแค้น' เรียบร้อยแล้วคชา ส่วนข้อพิพาทเื่ท่าเรือ... กูจะให้คนของกูจัดฉากสาวไส้แฉข้อมูลดำมืดเื่ฟอกเงินของพวกมันให้พวกสื่อกับปปง. บุกทลายให้หมดซากภายในเย็นนี้เอง มึงไม่ต้องกังวลเื่พวกมันจะกลับมาแว้งกัดมิเกลอีกแล้ว" ภัทรพูดพลางยกมือขึ้นเสยผมขึ้นลวกๆ ก่อนจะหันมามองหน้าผมตรงๆ "แต่นับจากนี้... มึงต้องดูแลผู้หญิงของมึงให้ดีกว่านี้คชา อย่าปล่อยให้เธอต้องเผชิญหน้ากับอันตรายเพียงลำพังอีก"
ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากเรือนผมนุ่มของคนในอ้อมแขน สบสายตาคมกริบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเพื่อนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้มันช้าๆ ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจและกตัญญูล้นอกที่ไม่มีคำพูดใดสามารถอธิบายได้หมดสิ้น
"ภัทร... ขอบใจมึงมากจริงๆ บุญคุณครั้งนี้กูไม่มีวันลืม" ผมเอ่ยเสียงต่ำจริงจัง
"เออ เื่แค่นี้เองเพื่อน... เมียมึงปลอดภัยก็ดีแล้ว กูขอตัวกลับไปนอนพักผ่อนก่อนว่ะ เหยียบซูเปอร์คาร์ปาดซ้ายปาดขวาเมื่อกี้ทำเอาหลังแทบหัก" ภัทรเค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ กวนประสาทตามปกติ ก่อนจะเดินก้าวขึ้นรถแมคลาเรนคู่ใจของมัน สตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มแล้วเลี้ยวรถแล่นออกพ้นประตูรั้วเดอะ การ์เดน เซฟเฮาส์ ไปในเวลาต่อมาอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันจางๆ และความเงียบสงบในสวนป่า
ผมก้มลงมองใบหน้าหมดจดของมิเกลอีกครั้ง ร่างบางยังคงสะอื้นเบาๆ อยู่ในอกกว้าง นิ้วมือหนาค่อยๆ เอื้อมออกไปเกลี่ยคราบน้ำตาและหยาดเหงื่อออกจากแก้มใสอย่างแสนรักอ่อนโยน ััอุ่นชื้นชวนให้หัวใจสั่นสะท้านและปวดหนึบอยู่ในอก
"เจ็บตรงไหนไหมเกล? พวกสารเลวนั่นทำอะไรเธอหรือเปล่า?" ผมถามด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยนแฝงกระแสแห่งความโกรธจัดเมื่อนึกถึงพวกแก๊งลักพาตัว
มิเกลลอบกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ส่ายหน้าเบาๆ ทั้งที่ตัวยังสั่นระริก "พวกมัน... พวกมันแค่ช็อตไฟฟ้าและจับมัดมือเกลไว้ค่ะคชา... แต่คุณภัทรขับรถมาเบียดและช่วยเกลไว้ทันก่อนที่พวกมันจะทำอะไรไปมากกว่านั้น..."
คำพูดบอกเล่าพร่ำสะอื้นแ่เบาของเธอทำให้ผมใจหายวาบ สองมือแกร่งยกข้อมือเรียวบางของเธอขึ้นมาดูอีกครั้ง... และภาพที่ปรากฏก็ทำให้หัวใจของผมปวดร้าวรวดร้าวแทบกระอักเื รอบข้อมือขาวเนียนทั้งสองข้างที่เคยมีรอยช้ำสีม่วงคล้ำจากฝีมือของหมอภาคินอยู่เดิม บัดนี้กลับปรากฏรอยแดงบวมปูดใหม่ที่เกิดจากแรงรัดตรึงของสายรัดพลาสติกเคเบิลไทร์ (Cable Ties) ที่พวกคนร้ายรัดตรึงกักขังเธอไว้ รอยเนื้อปริสีแดงสดปรากฏเด่นชัดจนน่าสงสาร ผิวเนื้อที่บอบบางอ่อนช้ำฉีกขาดเล็กน้อยจนส่งกลิ่นคาวเืจางๆ
"ไอ้พวกสารเลว..." ผมบดกรามเข้าหากันแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด ดวงตาคมกริบฉายประกายรังสีฆ่าฟันอันแสนน่ากลัวขึ้นมาอีกระลอก อยากจะกลับไปลากคอพวกแก๊งทวีเกียรติที่เหลือมารุมทุบตีและบดขยี้มือคู่นั้นที่กล้ามัดร่างกายของเธอให้แหลกเป็เศษเนื้อคาตีน!
ทว่าััอุ่นชื้นจากปลายนิ้วเรียวบางของมิเกลที่เอื้อมมาแตะสันกรามแกร่งของผมอย่างแ่เบา กลับทำหน้าที่ดั่งสายฝนดับไฟนรกในใจของผมลงได้อย่างทันควัน
"คชาคะ... เกลไม่เป็อะไรแล้วค่ะ เกลอยู่ตรงนี้แล้ว..." น้ำเสียงสั่นเครือระคนหวาดหวั่นของเธอเอ่ยขึ้น แววตาคู่หวานสั่นระริกช้อนขึ้นจ้องมองใบหน้าคมคายของผมอย่างขอความเห็นใจและความอบอุ่น
ผมก้มลงกดจูบเน้นหนักลงบนริมฝีปากบางสีซีดของเธอแ่เบา ทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกรักใคร่ โล่งอก และหวงแหนทะนุถนอมอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะคลายอ้อมกอดออกช้าๆ ยื่นมือหนาไปช้อนร่างบอบบางเบาหวิวของเธอขึ้นมาอุ้มในท่าเ้าหญิงอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนาแและรอยช้ำรอบกาย
"คชา... จะพาเกลไปไหนคะ?" มิเกลเอ่ยถามเบาๆ พลางยกสองมือโอบรอบลำคอแกร่งของผมไว้แน่น ซุกใบหน้าเข้าหาซอกคออุ่นร้อนของผมอย่าง้าไออุ่น
ผมทอดสายตามองข้ามทิวไม้เขียวขจีมุ่งตรงสู่เส้นทางที่ทอดยาวออกไปเบื้องนอก สัญชาตญาณความปกป้องและความเป็เ้าของในตัวของผมสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ในเวลานี้... กรุงเทพฯ หรือแผ่นดินใหญ่ช่างอันตรายและคลาคล่ำไปด้วยศัตรูที่คอยจ้องเล่นงานเธอรอบทิศทาง ผมไม่อาจปล่อยให้ร่างบอบบางที่แสนรักนี้ต้องตกอยู่ในอันตรายรอบตัวอีกต่อไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
"เราจะไปที่ท่าเรือกันมิเกล..." ผมเอ่ยตอบน้ำเสียงทุ้มต่ำ จริงจัง เด็ดขาด และเปี่ยมไปด้วยกระแสแห่งความมั่นคงปกป้อง "ฉันจะพาเธอขึ้นเรือยอชต์ 'โอเชียน เซเรเนด' (Ocean Serenade) ของเรา... เราจะล่องเรือออกสู่ทะเลกว้าง ตัดขาดจากโลกภายนอกที่แสนวุ่นวายและโสมมใบนี้ไปสักพัก ที่นั่น... กลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล จะไม่มีอันตรายใดๆ คืบคลานเข้าหาเธอได้อีก ไม่มีพวกแก๊งทวีเกียรติ ไม่มีหมอภาคิน ไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้นที่จะสามารถเอื้อมมือมาแตะต้องหรือทำร้ายทำลายผิวเนื้อของเธอได้อีก..."
ผมก้าวเท้าอุ้มร่างบอบบางของคนโปรดเพียงหนึ่งเดียวเดินมุ่งตรงไปยังรถปอร์เช่ของผมอย่างมั่นคง ปล่อยให้สายลมร้อนยามสายพัดเอาเศษซากของฝันร้ายและพายุโกรธเคืองใจที่พัดโหมกระหน่ำในคืนที่ผ่านมาให้สูญสลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงรักแท้อันแสนบริสุทธิ์และหวงแหนอย่างบ้าคลั่งที่ผมพร้อมจะปกป้องดูแลเธอด้วยชีวิตทั้งหมดของคชา นฤบดินทร์ ชั่วนิรันดร์