ตอนที่ 188 ความเข้าขา
ในขณะที่คนที่เหลือยุ่งอยู่กับการทำลายดวงเนตรที่เหลือ ทางฝั่งของนิทานคีตาก็ไม่ได้ง่ายกว่ากันเลยแม้แต่น้อย
แม้นิทานจะประชิดตัวกะทันหันด้วยก้าวเหยียบนภาสำเร็จ หากร่มปกปักหทัยที่เขาฟาดออกนั้นก็ไม่ได้สร้างความเสียหายได้มากไปกว่าการทำให้ระดับอริยะเสียจังหวะ
แม้เขาจะเล็งฟาดไปยังคางอย่างแรงแล้วก็ตามหากมันกลับไม่ได้เสียสมดุลดังที่นิทานวางแผนไว้ มันตวัดกรงเล็บสวนกลับหากเขาก็กางร่มปกป้องร่างของตนไว้ได้ทันท่วงที
การต่อสู้ในระดับอริยะนั้นเกิดขึ้นด้วยความเร็วระดับที่ยากแก่การมองตาม โฮโจนั้นยกเลิกการยิงศรสนับสนุนไปสักระยะหนึ่งแล้ว ด้วยความเร็วระดับนั้นศรของเขาอาจจะไปโดนนิทานคีตาแทนสิงโตครึ่งหมาป่า
เขาหันมาทุ่มเทความสนใจให้กับการยิงทำลายเนตรมากมายรอบตัว ไม่ว่าดวงใดก็ตามหากให้เวลามากพอพวกมันสามารถปล่อยการโจมตีนั้นได้อีกครั้ง ที่อันตรายที่สุดคือหากดวงเนตรพวกนี้ฉวยโอกาสใช้การโจมตีนั้นใส่นิทาน
การโจมตีที่ไม่ทันตั้งตัวนั้นส่งผลมากพอจะทำให้กระแสของการต่อสู้ไหลทะลักไปยังฝั่งเดียว สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้จึงเป็นการขัดขวางเหตุการณ์นั้น
เพชฌฆาตและอิซึมินั้นคือสองคนที่รับหน้าที่ทำลายดวงเนตรที่เริ่มรวมพลัง พวกเขามีพลังโจมตีและความเร็วมากพอที่จะฝ่าเข้าไปทำลายพวกมันก่อนที่จะปลดปล่อยการโจมตี
คนเดียวที่สนับสนุนนิทานคีตาโดยตรงในปัจจุบันคือเลโอ เธอร่ายคาถาพร้อมทั้งสวดคำภาวนาอย่างต่อเนื่อง คทาของเธอเรืองแสงเจิดจ้า อักษรมหาศาลก่อให้เกิดพลังงานสีทองที่ถ่ายทอดสู่นิทานคีตาอย่างต่อเนื่อง
เธอไม่มั่นใจนักเช่นกันว่าการเสริมพลังของเธอนั้นส่งผลเพียงไหน แต่ที่เธอมั่นใจคือการรักษาของเธอนั้นจำเป็นอย่างมาก พลังกว่า 8ส่วนของเธอจึงทุ่มไปยังพวกเขาทั้งสอง เหลือเพียงสองส่วนที่แบ่งมาดูแลสมาชิกที่เหลือ
แม้นิทานคีตาจะสามารถต่อสู้กับสิงโตครึ่งหมาป่าได้อย่างสูสีในเวลานี้แต่เธอยังไม่ได้ลืมว่าเขาเป็นเพียงนักสลักเอกเท่านั้น แม้จะน่าเหลือเชื่อแค่ไหนก็ตามแต่นั่นคือความเป็นจริง นิทานเป็นเพียงนักสลักเอกที่มีความสามารถในการต่อสู้สูงเทียบเท่ากับระดับอริยะ
นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าร่างกายของเขานั้นอ่อนแอและพื้นฐานก็ยังเป็นเพียงร่างกายของมนุษย์ระดับนักสลักเอกเท่านั้น ยิ่งสัตว์อสูรมักแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกันด้วยศักยภาพทางกายที่สูงกว่าและความถึกทน เพียงแค่การโจมตีที่ไม่โดนนิทานตรง ๆ ยังก่อให้เกิดบาดแผลมากมายทั่วร่าง หากมันโจมตีโดนนิทานเข้าตรง ๆ นั่นอาจเป็นการตัดสินผลแพ้ชนะได้เลย
เลโอไม่ทราบว่านิทานใช้อะไรร่างกายของเขาจึงสามารถต้านรับการโจมตีได้ขนาดนั้น แต่บาดแผลและความเหนื่อยอ่อนก็ยังปรากฏชัด การรักษาของเธอเป็นสิ่งจำเป็น ม่านพลังที่คลุมร่างของนิทานนั้นเป็นการป้องกันเป็นหลัก หากยามใดที่นิทานพลาดท่าไม่อาจป้องกันได้ด้วยพลังบางอย่างของเขาทันอย่างน้อย ๆ ม่านพลังที่เธอใช้ก็อาจปกป้องเขาได้ไม่มากก็น้อย
นิทานคีตานั้นรู้ตัวดีกว่าใครเรื่องข้อจำกัดในการต่อสู้ของตน แม้นิทานยามใช้ปราการจะพอทนการโจมตีของมันได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขายินดีรับการโจมตี ยังไงให้คีตาเป็นแนวหน้าปะทะตรง ๆ ก็ดีกว่ามาก
ในจังหวะหนึ่งของการต่อสู้ คีตาฉวยโอกาสปักทัณฑ์สีขจีที่กระเด็นออกไปเข้าใส่ลำตัวของสิงโตครึ่งหมาป่าได้ แรงระเบิดมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ตั้งแต่ก่อนการต่อสู้ระเบิดออก
นิทานฉวยโอกาสประสานหัตถ์เพียงครู่เดียวบีบรัดร่างของสิงโตครึ่งหมาป่าอีกต่อหนึ่งเพื่อรวบรวมแรงระเบิดให้รุนแรงที่สุด
ฝุ่นควันฟุ้งกระจายกลบทุกวิสัยการมองเห็น คีตาที่ยามนี้เหนื่อยอ่อนกระโดดถอยร่างกลับมาเคียงข้างนิทาน เขารีบป้อนโอสถฟื้นฟูให้แก่มันพร้อมทั้งจับจ้องฝุ่นควันนั้น ด้วยความหนาทึบนั้นแม้จะมีคำแห่งพลังอาณาเขต เขาก็ไม่อาจเห็นได้ชัดนักแถมยังเปลืองพลังสมาธิในการต่อสู้ระดับสูงเช่นนี้อีก
การเสริมพลังอยู่ได้นานพอสมควรเลย ถ้าไม่ได้ใช้พลังจิตวิญญาณมาก ๆ อาจจะอยู่ได้ราว ๆ 10นาที แต่ตอนต่อสู้น่าจะเหลือแค่ครึ่งเดียว นิทานตรวจสอบพลังบนร่างของตนที่เริ่มร่อยหรอลง แม้จะต่อสู้มาเพียงไม่นานแต่ด้วยปริมาณพลังจิตวิญญาณที่ใช้ออกก็ทำให้เขารู้สึกได้ชัดเจนถึงความเหนื่อยล้า
คีตาลดลงไปมากกว่ามาก มันเป็นคนใช้ไล่ตามทั้งสองขั้น จะลดลงเยอะขนาดนั้นก็ไม่แปลก แถมเป็นแนวหน้าที่ต้องคงปราการไว้ตลอดเวลาอีก นิทานเหลือบตามองคีตาที่กลืนโอสถฟื้นฟู
นัยน์ตาดำสนิทดุจเม็ดลำไยของมันใสกระจ่าง สายตาจับจ้องไปที่กลุ่มควันอย่างไม่วางตา ทั้งร่างเตรียมพุ่งทะยานออกไปได้ทุกเมื่อ
นิทานเคาะหัวของมันเบา ๆ เป็นสัญญาณ แล้วจึงทะยานร่างเข้าหากลุ่มควันด้วยก้าวเหยียบนภา ร่างของคีตาหายออกไปจากสนามรบ มันใช้จางหายเพื่อซ่อนตัวอีกครั้ง
“โฮก!!”
เสียงคำรามกึกก้องพัดพากลุ่มควันให้หายไป ร่างของมันปรากฏแก่สายตาของนิทานอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วกับภาพนั้นน้อย ๆ
ส่วนลำตัวที่โดนแรงระเบิดเข้าอย่างจังนั้นปรากฏเพียงรอยแผลขนาดกลาง ไม่ได้ลึกถึงส่วนสำคัญ เป็นเพียงช่วงลำตัวที่เลือดออกเผยให้เห็นเนื้อสีสดเท่านั้น
นิทานเป่าปากเบา ๆ เขารู้ดีว่าทัณฑ์สีขจีเป็นเพียงวัตถุสลักคำระดับผู้เรียนรู้เท่านั้น แม้จะอัดพลังจนเต็มที่ก็สมควรไม่มากพอจะสังหารระดับอริยะแม้จะโดนจัง ๆ ก็ตาม แต่ด้วยแรงระเบิดขนาดนั้น อย่างน้อย ๆ เขาก็คาดหวังว่าจะเกิดแผลใหญ่สักหน่อย
ร่มปกปักหทัยถูกฟาดออกอีกครั้ง สิงโตครึ่งหมาป่าเพียงใช้กรงเล็บข้างเดียวหวังปัดมันออกเช่นเคย หากคราวนี้พลังที่โถมเข้ามากลับรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า น้ำหนักของตัวร่มสูงจนไม่น่าเชื่อ พลังผลักเบื้องหลังก็ดันให้ร่มปะทะเข้ากับกรงเล็บที่ตวัดออกแบบส่ง ๆ ของมันได้รุนแรงกว่าที่เคย
แคร่ก!
เสียงกระดูกหักดังลั่นออกมาเมื่อร่มปกปักหทัยฟาดกรงเล็บของสิงโตครึ่งหมาป่าจนผิดรูปไป หัวสิงโตคำรามอย่างโหยหวนจากความเจ็บปวดนั้น มันไม่ได้เตรียมตัวรับแรงกระแทกรุนแรงเช่นนี้แม้แต่น้อย
นิทานฉีกยิ้มชั่วร้าย ก่อนหน้าเขาแกล้งใช้ร่มฟาดโดยไม่เสริมพลังมากเป็นพิเศษเพื่อให้มันตายใจ แต่ในครั้งนี้เขาทั้งเพิ่มน้ำหนัก เสริมพลังที่แขนเป็นพิเศษ และใช้แรงผลักยามตัวร่มฟาดออกจากตัวเพื่อเสริมพลังให้สูงสุด
และผลลัพธ์ก็คือขาหน้าข้างขวาของสิงโตครึ่งหมาป่าหักผิดรูป
ผลจากการโจมตีสุดตัวของนิทานในครั้งนี้ทำให้ร่างของเขาเคลื่อนไหวช้าลงจากแรงปะทะ สิงโตครึ่งหมาป่านั้นแม้ฝั่งหัวสิงโตจะคำรามโหยหวน หากหัวหมาป่านั้นเร่งพลังจนสูงลิ่ว นัยน์ตาเรืองแสงจ้า ปลดปล่อยพลังฉีกกระชากออกมาอีกครั้ง
เมื่อหัวหลักเป็นคนใช้งาน แถมคันร่มยามนี้ก็ยังสัมผัสอยู่กับกรงเล็บ พลังฉีกกระชากที่ถูกใช้ออกจึงสูงส่งขึ้นมาอีกหลายเท่า
ร่างของนิทานราวกับถูกกรงเล็บปริมาณมหาศาลฉีกกระชาก เขากางร่มได้ในจังหวะสุดท้ายหากนั่นก็ปกป้องเขาได้เพียงส่วนเดียวเท่านั้น ม่านพลังสีทองปะทะเข้ากับคมเขี้ยวที่มองไม่เห็น เพียงพริบตาก็แตกสลายลง
ม่านพลังอีกชั้นหนึ่งก่อกำเนิดขึ้น หากครั้งนี้ม่านพลังนี้อยู่ได้น้อยยิ่งกว่าม่านพลังสีทองก่อนหน้า มันแตกสลายลงไปในวินาทีที่คมเขี้ยวนั้นสัมผัส แต่ม่านพลังสองชั้นนั้นก็ซื้อเวลามากพอให้คีตาส่งพลังปราการมาประทับร่างเขา
กายาของเขาเปล่งประกายเงางามราวกับก้อนเหล็ก หากกระนั้นเสียงมีดที่กรีดเข้ากับก้อนเหล็กคราวนี้ก็รุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ เพียงพริบตาจากเสียงแหลมเสียดหูก็กลายเป็นเสียงของมีดที่เฉือนเข้าเนื้อ
ร่างของนิทานปลิวละลิ่วออกไป โลหิตไหลกบปากของเขา ร่างทั้งร่างนั้นเต็มไปด้วยรอยเว้าแหว่ง บางส่วนถึงขั้นเห็นกระดูกสีขาวออกมาเล็กน้อย
เขากระอักโลหิตคำโต หากก็ฝืนยันร่างของตนขึ้น เปิดขวดโอสถฟื้นจิตที่เหลืออยู่ไม่กี่เม็ดยัดเข้าปากของตนด้วยมือที่สั่นเทา พลังสีทองจากเลโอไหลบ่าเข้ามาอีกครั้ง ร่างกายของเขาที่ทรุดโทรมยามนี้เริ่มรักษาด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
ดีนะคิดถูกที่ติดยันต์ป้องกันเอาไว้ด้วย ถึงจะเป็นแค่วัตถุเสริมอาคมระดับผู้เรียนรู้แต่พอรวมกับพลังของคุณเลโอก็มากจะถ่วงเวลาให้ใช้ปราการทัน นิทานสะบัดหน้าเรียกสติ แล้วจึงทะยานร่างเข้าปะทะกับสิงโตครึ่งหมาป่าอีกครั้ง
เลโอยามนี้เหงื่อไหลไคลย้อย รอยย่นบนหน้าผากและพลังจิตวิญญาณที่สั่นเครือแสดงให้เห็นว่าเลโอทุ่มเทมากเพียงใด เธอลอบขอบคุณตนเองที่เลือกใช้พลังป้องกันแทนที่จะเสริมพลังให้มากขึ้น
การโจมตีเมื่อครู่หากไม่มีม่านพลังของเธอเป็นไปได้ว่านิทานจะบาดเจ็บหนักจนถึงขั้นสาหัส แม้เธอจะไม่มั่นใจนักว่าเขามีลูกเล่นอื่นอีกหรือไม่ก็ตาม
เธอกุลีกุจอรีบสวดคำภาวนารักษาร่างของนิทานเมื่อเห็นว่าเขาสามารถรอดจากการโจมตีระยะประชิดที่โดนอย่างจังของสัตว์อสูรระดับอริยะมาได้ แม้เธอจะอึ้งกับความสามารถของนิทานหากยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาสนใจเรื่องนั้น
คราวนี้เขาเปลี่ยนวิธีการโจมตี เขาเล็งไปที่ร่างด้านขวาของสิงโตครึ่งอสูร ด้วยขาหน้าที่หักของมันทำให้ร่างกายซีกขวาของมันเคลื่อนไหวได้ไม่ดีเท่าที่ควร
สิงโตครึ่งหมาป่าคำรามอย่างดุร้าย มันยังต้องการเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อจะฟื้นฟูขาข้างที่หักของมัน หากมนุษย์น่ารำคาญนี่ไม่ให้เวลามันเลยแม้แต่น้อย เอาแต่โฉบหลบไปหลบมาโจมตีไม่หยุด
มันไม่อาจตั้งสมาธิโจมตีมนุษย์ตรงหน้าได้อย่างเต็มร้อย มันยังต้องคอยระแวงหมาป่าตัวนั้นที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกด้วย มันใช้เนตรส่วนหนึ่งเพื่อพยายามหาแล้วแต่กลับไม่เจอร่องรอยแม้แต่น้อย
ชั่วขณะหนึ่งมันตัดสินใจยกเลิกการควบคุมดวงเนตรที่สะกดมนุษย์อีกกลุ่มไว้แล้วมาตั้งใจจัดการมนุษย์ตรงหน้า หากเพียงพริบตาที่ดวงเนตรพวกนั้นลดความอันตราย พยุหะฝนธนูจำนวนมหาศาลก็ระดมโจมตีมาทางมัน มันสามารถละความสนใจของศรพวกนี้ได้ หากที่น่ารำคาญคือศรพวกนี้ล้วนเล็งมาตรงจุดที่ร่างกายของมันบอบบางอย่างดวงตาหรืออวัยวะเพศ
ที่อันตรายยิ่งกว่าคือพลังสีทองที่มนุษย์ผู้หญิงคนนั้นปลดปล่อยออกมาจากปากของเธอ เมื่อเธอไม่จำเป็นต้องสนับสนุนกลุ่มมนุษย์อีกต่อไป พลังสีทองนั้นก็ถาโถมเข้าใส่มนุษย์นัยน์ตาสีน้ำเงินเพียงคนเดียว แผลบนร่างหายไปอย่างรวดเร็ว ความเหนื่อยล้าก็เริ่มจางลง พลังสูงขึ้นมากยากที่จะรับมือยิ่งกว่าเดิม
มันคำรามอย่างโกรธแค้น ตัดสินใจทะยานร่างเข้าใส่กลุ่มมนุษย์ในจังหวะที่มันปัดมนุษย์นัยน์ตาสีน้ำเงินออก หากก็มีมนุษย์น่ารำคาญอีกสองคนพุ่งเข้ามาหามัน
มนุษย์สองคนนี้แม้จะไม่แข็งแกร่งเท่ามนุษย์คนแรกแต่ก็มากพอจะถ่วงเวลาให้มนุษย์คนแรกมาพัวพันกับมันอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าการยกเลิกใช้เนตรพวกนั้นยิ่งส่งผลร้ายกับมันยิ่งกว่าเดิม มันจึงจำใจใช้คำแห่งพลังของมันเสกเนตรพวกนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ส่งพลังส่วนหนึ่งไปกดดันกลุ่มมนุษย์ หากปล่อยให้ทั้งหมดร่วมมือกันจะเป็นมันเองที่ลำบากกว่าเดิม
ความเข้าขากันของมนุษย์กลุ่มนี้ทำให้มันอึดอัดจนแทบบ้า