ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย

    ึคำขอร้องของพระสนม

            เมิ่งเหยียนที่จดจำอีกฝ่ายได้ก็ยิ้มนึกไปถึงตอนนั้นราชวงศ์สุ่ยใหม่ในตอนนี้ได้ก่อกบฎขึ้นเพราะราชวงศ์สุ่ยเก่าทำเรื่องชั่วช้าเอาไว้มากมายไม่สนใจใยดีต่อประชาชนและบ้านเมืองทั้งอดีตฮ่องเต้และแม่ทัพทั้งสองอย่างเมิ่งและเซี่ยนำทัพบุกโจมตีและยึดครองวังหลวงจนสำเร็จสุดท้ายสังหารฮ่องเต้ของราชวงศ์สุ่ยเก่าลงได้

            แต่ตอนนั้นมีพวกขุนนางโลภในผลงานรีบพากันลงมือไล่สังหารทายาทของราชวงศ์สุ่ยเก่าอย่างบ้าคลั่งไม่สนว่าจะเป็นสายเลือดห่างๆหรือไม่ขอแค่มีความเกี่ยวข้องย่อมถูกไล่ล่า

            ในตอนนั้นเมิ่งเหยียนโกรธมากแต่ในสถานการณ์นั้นกลับทำอะไรมากไม่ได้จึงได้แอบช่วยเหลือทายาทกลุ่มหนึ่งให้หนีออกจากแคว้นสุ่น

            “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นพระสนมของฮ่องเต้แคว้นโจว”เมิ่งเหยียนยิ้ม

            “หากไม่ได้ท่านแม่ทัพช่วยเหลือข้าคงไม่มีวันนี้”พระสนมกล่าว

            “พอเถอะข้าไม่ใช่แม่ทัพอีกต่อไปแล้ว”เมิ่งเหยียนกล่าว

            “เช่นนั้นผู้อาวุโสเมิ่งเหยียนเกิดอะไรขึ้นกับแคว้นสุ่ยกันแน่”พระสนมกล่าว

            เมิ่งเหยียนจึงเล่าให้อีกฝ่ายฟังถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ความลับเกรงว่าตอนนี้ป๋ายฉางคงหนีออกจากแคว้นสุ่ยไปแล้วเพราะลัทธิเต๋าได้ส่งคนมาตรวจสอบความวุ่ยวายอย่างลับๆแล้วถึงแม้พวกเขาจะพบร่องรอยอย่างมากก็แค่ติเตือนเท่านั้นไม่ลงโทษป๋ายฉางตรงๆ

            ส่วนราชวงศ์สุ่ยได้พ่ายแพ้ไปแล้วโชคดีที่คนของลัทธิเต๋าได้เข้ามาควบคุมทำให้ชาวบ้านบริสุทธิ์ไม่ถูกสังหารอย่างป่าเถื่อนสำหรับแคว้นที่ชนะสงครามก็ได้รับอำนาจและขยายอาณาเขตเป็นการตอบแทนมีเพียงห้ามแตะต้องทำร้ายผู้บริสุทธิ์เท่านั้นที่ทางลัทธิเต๋าออกคำสั่งอย่างเข้มงวด

            “ทำไมลัทธิเต๋าถึงได้ทำผิดกฎเสียเองละ”พระสนมกล่าว

            “สำหรับเซียนบางคนมนุษย์อย่างพวกเราไม่ต่างจากมดปลวกที่ไร้ค่า”เมิ่งเหยียนถอนหายใจ

            สาวใช้ที่ฟังยังใจสั่นราชวงศ์หนึ่งที่รุ่งเรืองกลับล่มสลายไปในเวลาไม่กี่ปีเพราะเซียนท่านหนึ่งแล้วหากวันหนึ่งแคว้นโจวต้องเจอกับสถานการณ์นี้จะทำอย่างไร

            “นั่นสินะท่านผู้อาวุโสเมิ่งเหยียนที่จริงนอกจากมากเยี่ยมเยียนแล้วข้ายังมีเรื่องอยากจะขอร้อง”พระสนมกล่าว

            “หืมลองว่ามาเถอะหากข้าช่วยได้ก็จะช่วยแต่ว่าเจ้าต้องเข้าใจก่อนว่าตอนนี้ข้าถือเป็นคนของตระกูลเซียนแล้ว”เมิ่งเหยียนกล่าว

            “ข้าเข้าใจที่จริงบุตรสาวคนโตของข้าเองก็หลงใหลในการฝึกฝนอยากจะกลายเป็นเซียนแต่เพราะสถานะองค์หญิงทำให้นางถูกพันธนาการจากหลายๆอย่างและเมื่อเร็วๆนี้มีการแย่งชิงอำนาจของพวกองค์ชายนางเลยถูกแผนร้ายเกือบกลายเป็นเครื่องมือเพื่อสานสัมพันธ์กับผู้ฝึกตนบางกลุ่ม”พระสนมกล่าวด้วยสีหน้าเศร้า

            “เรื่องนี้เกรงว่าข้าคงยื่นมือไปช่วยไม่ได้”เมิ่งเหยียนกล่าว

            “ข้าไม่ได้ต้องการให้ผู้อาวุโสเข้าแทรกแซงโดยตรงแต่ข้าอยากให้ลูกสาวของข้าเข้าร่วมกับภูเขาเซียนตูฝึกฝนอยู่ที่นี่หากมีผู้อาวุโสอยู่ข้าก็เบาใจได้มากในอนาคตนางจะหลุดจากสถานะองค์หญิงแล้วกลายเป็นผู้ฝึกลมปราณอย่างแท้จริง”พระสนมกล่าว

            “เรื่องนี้......”เมิ่งเหยียนสีหน้าลำบากใจ

            “ข้าขอร้องผู้อาวุโสข้าไม่อยากให้นางกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนกับข้า”พระสนมกล่าว

            “เฮ้อที่จริงคนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ใช่ข้าแต่เป็นหลายชายของข้าเมิ่งเจี้ยนเฉินเขาต่างหากคือเจ้าขุนเขาของภูเขาเซียนตูและเป็นผู้ฝึกลมปราณเพียงคนเดียวในภูเขาเซียนตูตอนนี้สมาชิกของภูเขาเซียนตูมีสามคนอีกสองคนพึ่งจะได้รับการจดบันทึกชื่อเมื่อไม่นานมานี้แต่เพราะยังเด็กจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกตนอยู่บนภูเขา”เมิ่งเหยียนกล่าว

            “แล้วคุณชายท่านนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหน”พระสนมกล่าว

            “เขาออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์แล้วแต่น่าจะอยู่ในเขตของแคว้นโจวนี่แหละแต่เจ้าแน่ใจแล้วเหรอที่จะให้บุตรสาวของเจ้าเข้าร่วมกับภูเขาเซียนตูกฎของตระกูลเซียนไม่เหมือนกับกฎของโลกมนุษย์หรอกนะ” เมิ่งเหยียนกล่าว

            “นางย่อมยินดีแน่ถึงอย่างไรนั่นก็คือความฝันของนาง”

            “เอาเถอะข้าจะให้คนรองติดตามเจี้ยนเฉินดูว่าจะตามทันหรือไม่ส่วนที่ว่าบุตรสาวของเจ้าจะเข้ามาในฐานะศิษย์หรือผู้อาวุโสของภูเขาเซียนตูต้องดูที่การตัดสินใจของหลานชายของข้าอีกที”เมิ่งเหยียนกล่าว

            พระสนมโค้งตัวคารวะอีกครั้งนางที่ทำหน้าหนามาขอความช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณอีกครั้งย่อมซาบซึ้งอย่างมากนางยังไม่ทันได้ตอบแทนก็ต้องติดหนี้บุญคุณอีกครั้ง

            “ข้าจะไม่ให้ผู้อาวุโสช่วยฟรีๆแน่”พระสนมกล่าว

            หลังจากนั้นพระสนมก็ออกเดินชมภูเขาลูกทั้งสี่ก่อนจะเดินทางกลับถึงนางจะเสียดายที่ไม่อาจขึ้นไปบนเขาเซียนตูได้แต่มันคือกฎที่เจ๋อเทียนตั้งเอาไว้จึงไม่มีใครกล้าทำผิดกฎแม้แต่เมิ่งเหยียนเองก็ตาม

            เมื่อพระสนมจากไปเมิ่งซานก็เข้ามาพบกับเมิ่งเหยียนตามลำพังเห็นได้ชัดว่าเมิ่งซานคิดว่าไม่ควรจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้

            “ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลแต่ในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมไม่อยากให้ลูกเป็นเครื่องมือของคนอื่นเรื่องนี้เจ้าน่าจะเข้าใจดีอีกอย่างนางก็ไม่ได้ขอให้เจี้ยนเฉินรับองค์หญิงคนนั้นมาเป็นภรรยาแต่นางเลือกให้เข้ามาที่ภูเขาเซียนตูนั่นหมายความว่าสถานะของนางจะไม่ได้สูงมากในภูเขาเซียนตูส่วนที่ว่านางจะได้รับสถานะอะไรรอให้เจี้ยนเฉินตัดสินใจเถอะ” เมิ่งเหยียนกล่าว

            “หวังว่าจะไม่มีเกิดเรื่องวุ่นวายถึงอย่างไรตอนนี้เซียนกระบี่และผู้อาวุโสก็ไม่อยู่แล้ว”เมิ่งซานกล่าว

            ทางด้านหน่วยเงาของตระกูลเมิ่งได้เคลื่อนไหวเพื่อตามลอยของเมิ่งเจี้ยนเฉินไปส่วนเมิ่งเจี้ยนเฉินได้เดินทางไปยังเมืองหลวงแล้ว

            ตอนนี้พวกเมิ่งเจี้ยนเฉินกำลังอยู่บนเรือขนาดใหญ่ที่เดินทางผ่านแม่น้ำสายหลักเพื่อตรงไปยังเมืองหลวง

            “เมิ่งเจี้ยนเฉินเจ้าคิดว่าจะมีนักฆ่ามาลอบสังหารพวกเราหรือเปล่า”ถิงจี้ที่นั่งตกปลาอยู่ด้านข้างเรือกับเมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ทำไมเจ้าถึงได้ถามแบบนั้น”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “นี่พวกเราเดินทางมากับใคร องค์ชายรองเลยนะแถมตอนนี้ที่เมืองหลวงจะเริ่มศึกชิงตำแหน่งรัชทายาทกันแล้วด้วยเห็นว่าดุเดือดมากพวกเราที่เดินทางมาด้วยย่อมต้องถูกลอบสังหารไปด้วยแน่นอน”ถิงจี้กล่าว

            “ข้าไม่สนใจเรื่องของเมืองหลวงหรอกแต่หากพวกนักฆ่าไม่มีตามาหาเรื่องข้าข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสังหารพวกนักฆ่าสักกลุ่ม” เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม

            “เจ้านี่บางครั้งก็โหดเหี้ยมสุดๆไปเลยนะ”ถิงจี้หัวเราะ

            หลายวันมานี้ทั้งสองสนิทกันมากขึ้นและทั้งสองยังตกลงกันไว้ว่าจะออกไปท่องยุทธภพด้วยกันหลังจากที่เดินทางทั่วแคว้นโจวแล้ว

            “คุณชายผิวน้ำพวกมันแปลกๆหรือไม่”หลิงเอ๋อที่นั่งปล่อยข้าชี้ไปทางผิวน้ำที่เกิดคลื่นเหมือนกับมีบางอย่างกำลังว่ายตรงเข้ามาที่เรือ

            “หรือว่าพวกนักฆ่า”ถิงจี้เตรียมตัวทันที

            “ไม่ใช่มนุษย์”เมิ่งเจี้ยนเฉินมองไปยังใต้น้ำและเพ่งสมาธิจนสุดท้ายก็พอมองเห็นรูปร่างของอีกฝ่าย

            “ไม่ใช่มนุษย์แล้วมันคืออะไร”ถิงจี้กล่าว

            “ปลาตัวหนึ่งเป็นปลาขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่ามนุษย์สองเท่าเลย” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “นั่นคงไม่ใช่ปลาทั่วๆไปใช่หรือไม่”ถิงจี้สีหน้าเปลี่ยนไป

            “ไม่ผิดแน่ปลาตัวนี้เบิกสติปัญญากลายเป็นภูติแล้วอย่างแน่นอน” เมิ่งเจี้ยนเฉินหรี่ตาลงเตรียมลงมือหากอีกฝ่ายโจมตี

            แต่ไม่นานปลาตัวนั้นก็โผล่หัวออกมามองไปยังเมิ่งเจี้ยนเฉินและหลิงเอ๋อแววตาของปลาตัวใหญ่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะเปิดปาก

            “ท่านเซียนท่านคือเซียนกระบี่ใช่หรือไม่”

            “ปลาพูดได้จริงๆด้วย”ถิงจี้เบิกตากว้าง

            คนบนเรือที่เห็นก็พากันตกใจชักอาวุธออกมาองค์ชายรองที่พักอยู่ในห้องก็เดินออกมา

            “พวกเจ้าถอยออกไปซะ”เมิ่งเจี้ยนเฉินมองพวกทหารที่เตรียมต่อสู้ก่อนจะกระโดดลงไปที่น้ำใช้พลังของกระบี่แห่งชีวิตหยาดน้ำค้างแช่แข็งผิวน้ำทำให้ตัวเองยืนอยู่บนผิวน้ำได้

            “เจ้ามาหาโดยเฉพาะสินะ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ถูกต้องข้าได้ยินว่ามีเซียนกระบี่ที่เดินทางร่วมกับภูติแถมยังดูแลภูติตนนั้นอย่างดีเหมือนกับครอบครัวข้าเลยเสี่ยงเข้ามาหาท่านเพื่อขอร้องให้ท่านช่วย”ภูติปลากล่าว

            “ให้ข้าช่วยช่วยอะไร” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ที่จริงเมื่อเร็วๆนี้ที่ถ้ำของข้าได้มีผู้บุกรุกคนหนึ่งบุกเข้ามาเขาเป็นมนุษย์ปีศาจที่แข็งแกร่งมากข้ารับมือไม่ได้แถมตอนนี้ภูติรอบๆแม่น้ำแห่งนี้ไม่ถูกปราณปีศาจครอบงำก็ถูกสังหารไปแล้วและเหลือภูติไม่กี่ตัวที่ยังรอดแต่ส่วนใหญ่ก็หนีไปหมดแล้ว”ภูติปลากล่าว

            “มนุษย์ปีศาจเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมเจ้าถึงไม่บอกกับตระกูลเซียน” เมิ่งเจี้ยนเฉินพึ่งกล่าวเสร็จก็เข้าใจว่าภูติส่วนใหญ่มักจะถูกพวกเซียนรังแกหรือไม่ก็สังหาร

            “ข้าไม่กล้าเพราะข้าเคยถูกคนไล่ล่าเพื่อจะกินเนื้อข้ามาแล้วหลายครั้ง” ภูติปลากล่าว

            “คุณชายให้นางขึ้นมาคุยกันบนเรือเถอะ”หลิงเอ๋อกล่าว

            “นางแปลงกายได้แล้วงั้นเหรอ”เมิ่งเจี้ยนเฉินแปลกใจ

            ภูติปลาเลยแปลงกายจากปลาตัวใหญ่กลายเป็นเด็กสาวตัวเล็กๆพอๆกับหลิงเอ๋อแต่สวมชุดสีน้ำเงิน

            “ข้าขึ้นไปได้จริงๆเหรอ”ภูติปลามองไปยังพวกทหารที่มองมายังตนด้วยแววตาเย็นชา

            “มีข้าอยู่”เมิ่งเจี้ยนเฉินโบกมือร่างของทั้งสองก็ทะยานขึ้นไปบนเรือ

            “องค์ชาย”ทหารคนหนึ่งอยากจะกล่าวบางอย่างแต่องค์ชายรองกลับยกมือห้ามเอาไว้

            “ดูเหมือนเรื่องที่ภูติตนนั้นเอามาบอกจะไม่ใช่เรื่องเล็กพวกเจ้าก็อย่าได้ใจแคบหน่อยเลย”องค์ชายรองกล่าว

             

             “พวกเราก็แค่กังวลต่อความปลอดภัยขององค์ชายเท่านั้น”ทหารกล่าว

            “ข้าเข้าใจพวกเจ้าส่งคนไปรับฟังเรื่องที่ภูติตนนั้นมาแจ้งด้วยหากเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับแคว้นของพวกเราพวกเราก็ต้องรู้เอาไว้ก่อนจะได้เตรียมการรับมือได้ทัน”องค์ชายรองกล่าว

            “ข้าไปเอง”สาวใช้ขององค์ชายรองเดินออกไปทันที

            ภายในห้องกว้างนอกจากเมิ่งเจี้ยนเฉินถิงจี้และสาวใช้ขององค์ชายรองแล้วก็มีเพียงหลิงเอ๋อที่อยู่ส่วนทหารคนอื่นๆไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา

            “สิ่งที่เจ้ากล่าวมาเป็นความจริงแน่เหรอ”สีหน้าของสาวใช้เปลี่ยนไป

            “หากพวกท่านไม่เชื่อสามารถไปตรวจสอบได้อีกอย่างถ้ำของข้าก็อยู่ไม่ห่างจากตัวเรือด้วยแต่ข้ากังวลว่าหากเกิดการต่อสู้ขึ้นเรือจะได้รับความเสียหาย” ภูติปลากล่าว

            “ข้าเชื่อเจ้าว่าแต่เจ้ามีนามว่าอะไร” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ข้าเรียกตัวเองว่าจินหยูแน่นอนว่านี่ไม่ใช่นามที่แท้จริงเพราะข้ายังไม่มีมันหรอก”จินหยูกล่าว

            “อุ๊บ!!!!!”ถิงจี้ที่ได้ยินชื่อก็แทบหลุดขำออกมาเพราะนามของอีกฝ่ายคือปลาทองแต่ว่าสีของอีกฝ่ายคือสีเงินเป็นปลาที่มีเกล็ดสีเงินทั่วตัว

            “เจ้าห้ามขำชื่อของข้านะ”จินหยูอับอายจนใบหน้าแดงด้วยความโกรธ

            “เอาละเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนความแข็งแกร่งของมนุษย์ปีศาจอยู่ขอบเขตไหน” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ข้าไม่แน่ใจแต่มนุษย์ปีศาจตนนั้นสังหารภูติงูหลามได้น่าจะไม่ต่ำกว่าหลอมรวมขั้นสมบูรณ์หรือไม่ก็ถ้ำสวรรค์”จินหยูกล่าว

            แววตาของพวกเมิ่งเจี้ยนเฉินเปลี่ยนไปเรื่องนี้ดูจะไม่เล็กแล้วเกรงว่าจะต้องมีเบื้องหลังบางอย่างแน่มนุษย์ปีศาจถึงกับกล้ามาซ่อนตัวอยู่ไม่ห่างจากเมืองหลวงจะต้องวางแผนบางอย่างอยู่แน่

             

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์คนสุดท้าย ที่คุณอ่าน