ในช่วงเวลานี้ของเอ้อร์หูผ่านไปด้วยดี ในมือมีเงินเหลือใช้ คนในหมู่บ้านล้วนสรรเสริญเยินยอ หวังจะให้เขาช่วยเป็นธุระไปจับจ่ายซื้อของ แน่นอนว่าของเหล่านี้ไม่ได้ซื้อให้เปล่า ต้องมีค่าตอบแทนด้วย เอ้อร์หูที่กำลังเตรียมจะไปซื้อของในตัวเมืองถูกชวีหนานอีดักอยู่ในห้อง เขาตกใจจนขาอ่อน เมื่อเกิดเสียงดังตึงเขาก็คุกเข่าอยู่ที่พื้นเรียบร้อยแล้ว
ชวีหนานอีมองไปรอบห้องก่อนจะเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ยาว โดยไม่กล่าวอะไร เพียงจ้องมองเอ้อร์หูอยู่แบบนั้น
เหงื่อเย็น ๆ ของเอ้อร์หูไหลหยดลงพื้น เพียงไม่นานทั้งตัวก็เปียกชื้น ดูแล้วเหมือนเป็ดที่ตกลงไปในน้ำซุปไม่มีผิด
ถึงตอนนี้ชวีหนานอีจึงค่อยกล่าว “พูดมา เหตุใดเจ้าถึงฆ่าภรรยาของตนเอง?!” ทันทีที่เปิดปากก็ขู่ให้คนตกใจกลัวแล้ว
เอ้อร์หูรีบส่ายศีรษะพลางกล่าว “ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้า คือ...” ทันใดนั้นก็ปิดปาก และไม่กล่าวอะไร
ชวีหนานอีที่เหมือนกับจิ้งจอกได้เผยรอยยิ้มแล้วกล่าว “ในวันนี้ที่ข้ามา จะต้องจับใครให้ได้สักหนึ่งคน นำไปเข้าคุกรอประหาร!”
เอ้อร์หูตกใจเล็กน้อย ร่างกายค่อย ๆ ฟื้นกลับมามีเรี่ยวแรง เขากัดฟันทำเสียงเอี๊ยดอ๊าด กำหมัดแน่นจนมือซีดขาว สุดท้ายกัดฟันชี้แจงว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยพูดแล้ว! ในหมู่บ้านมีคนสวมชุดดำผู้หนึ่งเข้ามา เขามาถึงบ้านข้าน้อย สอบถามเรื่องศพสตรีที่ถูกเผา ซึ่งเรื่องนั้นได้มีคนเคยบอกเขาเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว ข้าน้อยจึงคิดว่าไม่มีอะไรน่าพูดถึงอีก แต่คนผู้นั้นกลับบอกว่าภรรยาของข้าน้อยวางยาข้าน้อย นางต้องการเอาชีวิตข้าน้อย คนผู้นั้นได้ใช้กลอุบายทำให้คนชั่วนั่นกล่าวความจริงออกมา เดิมทีภรรยาของข้าน้อยกับไอ้โก่วเซิ่งนั่นมีใจให้กันอยู่แล้ว ทั้งคู่ร่วมกันวางแผนเอาชีวิตข้าน้อย! คนชุดดำนั่นมีจิตใจเมตตา เป็นจอมยุทธ์ท่านหนึ่ง ลง...ลงโทษชู้ขจัดความเลว? ทว่าข้าน้อยไม่เห็นเขาลงมือ คนชั่วนั่นก็ตายแล้ว ดูไปคล้ายกับว่าตกใจจนเสียชีวิต บ้านคนชั่วนั่นอยู่ไกล ข้าน้อยจึงนำมันไปฝังโดยไม่ได้กล่าวอะไร”
ชวีหนานอียิ้มขณะมองเอ้อร์หู แต่ไม่เอ่ยอะไร
เอ้อร์หูรู้สึกเหมือนว่าตนถูกคนหน้าเนื้อใจเสือจับตาดูอยู่แล้ว เขาขนลุกไปทั้งตัวกล่าวตะกุกตะกัก “ตะ...ใต้เท้า ข้าน้อยพูดไปหมดแล้ว”
ชวีหนานอีส่ายหน้า “เหตุใดข้ารู้สึกเหมือนว่าเจ้าไม่ได้เล่าทั้งหมด? ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเตือนสติเจ้าอีกสักหน่อย เช่นว่า เจ้าเห็นโก่วเซิ่งเข้าไปในโลงศพนั่นอย่างไร? เช่นว่า คนชุดดำผู้นั้นถามอะไรเจ้าบ้าง? เช่นว่า เหตุใดคนทั้งหมู่บ้านจึงไม่สามารถเจอแสง แต่เจ้ากลับเฉิดฉายไม่เป็นอะไร?”
ชวีหนานอีเพียงยกตัวอย่างแรก ใบหน้าของเอ้อร์หูก็ซีดเผือด จนกระทั่งยกตัวอย่างจบสามข้อ ใบหน้าเอ้อร์หูก็ไร้สีของมนุษย์
ผ่านไปครู่ใหญ่ เอ้อร์หูถึงได้ชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดในขณะที่ตัวสั่นเทา “ขะ...มะ ไม่ ข้าน้อย ข้าน้อยเกลียดไอ้โก่วเซิ่งนั่นที่หลับนอนกับภรรยาของข้าน้อย กลับทนไม่ได้ที่จะนำคนชั่วนั่นขังกรงหมูถ่วงน้ำ ได้แค่...ได้แค่ถู ๆ ไถ ๆ ให้ผ่านไปแบบนี้ ข้าน้อยอยากแก้แค้นจึงได้แต่จ้องมองไอ้โก่วเซิ่งนั่น
“ในวันนั้นที่เทพแห่งแม่น้ำขึ้นฝั่ง ข้าน้อยเห็นโก่วเซิ่งแอบทำลับ ๆ ล่อ ๆงัดฝาโลงศพ และขโมยหน้ากากเงินของสตรีนางนั้น ข้าน้อยอยากจะไปแจ้งความโก่วเซิ่งกับใต้เท้า แต่ไม่คิดว่าเจ้านั่นยังยื่นมือเข้าไปลูบศพหญิงสาว ผลสุดท้ายไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดเขาก็ไม่ขยับแล้ว”
“ข้าน้อยเห็นศพหญิงสาวจู่ ๆ ก็กระเด้งออกมาจากโลง! ข้าน้อยตกใจจนเกือบร้องออกมา! แต่รีบเอามืออุดปากตนเอง กลั้นไว้จนเกือบตาย”
ชวีหนานอีถามแทรก “เจ้าเห็นใบหน้าหญิงผู้นั้นชัดเจนหรือไม่?”
เอ้อร์หูส่ายหน้าตอบ “ตรงที่ข้าน้อยนั่งยอง ๆ อยู่มองเห็นแค่ด้านหลังของนาง มองไม่เห็นหน้าขอรับ”
ชวีหนานอีพยักหน้า ให้สัญญาณเอ้อร์หูกล่าวต่อ
เอ้อร์หูกล่าวต่อว่า “ข้าน้อยเห็น ศพหญิงผู้นั้นนำตัวโก่วเซิ่งโยนใส่เข้าไปในโลงแล้วปิดฝา ข้าน้อย...ข้าน้อยไม่กล้าเรียกคน กลัวศพหญิงผู้นั้นทำร้าย” เขากัดฟันแล้วกล่าวอย่างสบายใจ “ข้าน้อยอยากให้โก่วเซิ่งนั่นตายไปเหมือนกัน! คิดว่าในเมื่อมีคนทำเรื่องเช่นนี้แทน ข้าน้อยก็ดีใจมาก แล้วเหตุใดจึงต้องไปช่วยชีวิตไอ้โก่วเซิ่งนั่นด้วย?!”
ชวีหนานอีกล่าว “ดังนั้นเมื่อโก่วเซิ่งถูกไฟเผาจนตื่น เจ้าจึงทุ่มหินก้อนใหญ่เพื่อให้เขาตายอยู่ในโลง?”
เอ้อร์หูตาลุกเป็นไฟ กัดฟันพยักหน้า “ใช่! ให้มันมีชีวิตอยู่ไม่ได้”
ชวีหนานอีถาม “คำกล่าวเหล่านี้เจ้าได้บอกคนชุดดำผู้นั้น?”
เอ้อร์หูพยักหน้าตอบว่า “ใช่ ใต้เท้า ข้าน้อยกล่าวแบบนี้กับคนชุดดำผู้นั้น หลังจากข้าน้อยพูดจบ คนชุดดำผู้นั้นได้ให้ยาแก่ข้าน้อยหนึ่งเม็ด ให้ข้าน้อยกลืน ข้าน้อยเห็นภรรยาตายแล้ว ในใจก็ไม่มีความคิดอันใด ต่อให้นั่นเป็นยาพิษ ข้าน้อยก็จะกิน ไม่คิดว่าหลังจากที่กลืนยาเม็ดนั้นลงไป นอกจากอาการป่วยจะหายแล้ว ยังไม่กลัวแสงอาทิตย์เผาอีกด้วย คนในหมู่บ้านล้วนไม่กล้าออกจากบ้านในตอนกลางวัน ข้าน้อยจึงรีบฝังไอ้เลวนั่นในตอนกลางวัน”
เอ้อร์หูที่กลับกลายเหลือตัวคนเดียว เวลานี้ตัดสินใจกล่าว “ใต้เท้า คราวนี้ผู้น้อยเล่าออกไปทั้งหมดแล้ว ท่านช่วยให้ข้าน้อยไม่ต้องทรมานด้วยเถิด! เพียงขอร้องท่านใต้เท้า ก่อนจะพาข้าน้อยไป ขอความกรุณาให้ข้าน้อยได้ไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านของพี่ใหญ่ด้วย” เขากล่าวพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว
ชวีหนานอีสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ แล้วลุกขึ้น ก้าวเดินอย่างสง่างามออกไปจากบ้านที่แคบและเตี้ย มีเสียงลอยมาจากด้านนอก เหมือนฝนโปรยเบา ๆ ก็ไม่เชิง ยังมีเสียงคล้ายกับฟ้าร้องฟ้าผ่า ชวีหนานอียืดตัวบิดขี้เกียจแล้วเอ่ยว่า “ทรมานมา 2 วัน ในที่สุดก็ได้ยินเรื่องราวที่พอจะเข้าท่าขึ้นมาบ้างแล้ว น่าสนใจดีจริง ๆ”
เอ้อร์หูที่คุกเข่าหมุนตัวไปรอบ ๆ มองตามแผ่นหลังของชวีหนานอี รู้สึกไม่เข้าใจนัก
ชวีหนานอีพลิกตัวขึ้นหลังม้า หรี่ตาอมยิ้มแล้วกล่าว “เขาเยี่ยนซานนี้มีภูตผีปีศาจอยู่มากจริง ๆ ทุกหนทุกแห่งมีแต่ภูตผีชั่วร้าย”
คนชุดดำลึกลับผู้นั้นกำลังตามหานักพรตหญิงชุดแดงนั่นจริง ๆ จากหมู่บ้านชิงเหมียวไปจนถึงบนเขาเยี่ยนซาน และจากเขาเยี่ยนซานไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ
ถัดจากนี้จะไปที่ไหนอีก? ดูเหมือนว่าชวีหนานอีไม่ต้องรีบเร่งออกตามหาแล้ว คนผู้นี้จะต้องมาเยี่ยมเยียนเขาอย่างแน่นอน จริง ๆ เลย ไม่คุ้มค่ากับการรอเลย
ชวีหนานอีดึงแขนเสื้อขึ้น มองดูมือของตนเอง ส่ายหน้าแล้วยิ้ม
อู่จั้วถาม : “ใต้เท้า ท่านยิ้มทำไม?”
ชวีหนานอีถอนหายใจแล้วกล่าว “นักปราชญ์ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง เมื่อถึงเวลาเจอเรื่องจริงก็ยังคงต้องใช้กำปั้น ถึงจะกล่าวได้เป็นเหตุเป็นผล”
หลี่ต้าจ้วงรีบแสดงความคิดเห็น : “ใต้เท้า ผู้น้อยสาบานว่าจะปกป้องใต้เท้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่!”
ชวีหนานอีพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม แสดงความหมายถึงการฝากฝังชีวิตอันมีค่าสูงส่งของตนให้กับเหล่าหยาอี ทันใดนั้นเหล่าหยาอีก็รู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งบนบ่า ที่จำเป็นต้องใช้แรงกำลังทั้งหมดที่มีถึงจะแบกรับไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ ต่างคนจึงต่างเริ่มเตรียมปรับอารมณ์ให้พร้อม
ชวีหนานอีกลับรำพึงในใจว่า “หากพวกเจ้าลงมือ กลัวก็แต่ไม่อาจเทียบได้แม้แต่เศษเสี้ยวนิ้วมือของคนผู้นั้น ยังคงต้องคิดหาวิธีให้ผู้มีฝีมือทั้งสองมาอยู่ข้างกายจึงจะหลับตาลง”
ทุกคนยิ่งเดินยิ่งไกล หลี่ต้าจ้วงอดไม่ได้ที่จะนินทา “ใต้เท้า ท่านว่า พละกำลังของเอ้อร์หูนั่นดีกว่าโก่วเซิ่งมาก ในสายตาภรรยาของเอ้อร์หูเป็นแบบไหนกัน เหตุใดจึงสนใจโก่วเซิ่งจนคิดร้ายเอ้อร์หู?”
ชวีหนานอีมองหลี่ต้าจ้วงด้วยสายตาเย็นชา เขายื่นนิ้วชี้ออกมา แล้วงอนิ้วหันปลายลงด้านล่าง
หลี่ต้าจ้วงไม่เข้าใจ เกาศีรษะแล้วถาม : “ใต้เท้า ผู้น้อยสมองไม่ดี ไม่ทราบว่าท่านทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร”
อู่จั้วยื่นหน้ามาดูแล้วหัวเราะ อธิบายกับหลี่ต้าจ้วงว่า : “ต้าจ้วงเอ๋ย นั่นก็คือไอ้นั่นไม่ขันอย่างไรเล่า”
หลี่ต้าจ้วงตาเบิกกว้าง รู้สึกประหลาดใจ “ดี ๆ คิดไม่ถึงว่าเอ้อร์หูอกสามศอกเช่นนั้นจะไม่ขันจริง ๆ! ใต้เท้า...” สายตาของเขามองไปที่ใต้เอวของชวีหนานอี “แล้วใต้เท้าทราบได้อย่างไรว่าของเอ้อร์หูไม่ขัน?”
ชวีหนานอีอยากถามหลี่ต้าจ้วงว่าสายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร? ทำราวกับว่าเขาเป็นเหมือนคนประเภทนั้น! ชวีหนานอีไม่อยากสนใจหลี่ต้าจ้วงจึงตอบส่ง ๆ ไป “เดาเอา”
หลี่ต้าจ้วงรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถอีกแล้ว เขาขมวดคิ้วด้วยความลังเล ถามต่อว่า “ใต้เท้า แล้วเหตุใดไม่จับเอ้อร์หูล่ะ?”
ชวีหนานอีเลิกคิ้วและถามกลับ “เขาทำผิดอันใด?”
หลี่ต้าจ้วงเอ่ย “ก็...ขะ...เขาทุ่มก้อนหินใส่โก่วเซิ่งไม่ใช่หรือ?”
ชวีหนานอีกล่าวอย่างไม่สนใจว่า “ทุ่มใส่ไปสักนิด ก็ไม่ตายเสียหน่อย ทุ่มแล้วก็ทุ่มไป โก่วเซิ่งนั่นขโมยภรรยาไป สมแล้วที่จะโดนทุ่มใส่”
หลี่ต้าจ้วงพยักหน้า รู้สึกว่านี่คือสาเหตุหนึ่งจริง ๆ ทว่าเมื่อไตร่ตรองได้ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้องนัก โก่วเซิ่งนั่นสุดท้ายก็ตายมิใช่หรือ? อ้อ ๆ เข้าใจแล้ว นี่ต้องนับเป็นศพสาวชุดแดงนั่น
เมื่อคิดถึงศพสาวชุดแดง หลี่ต้าจ้วงก็รู้สึกหวาดกลัว อดไม่ได้ที่จะถาม “ใต้เท้า ท่านว่าผู้หญิงคนนั้นตายไปแล้ว เหตุใดจึงยังมีชีวิตได้ล่ะ? ไม่ใช่ว่าเป็น...ศพคืนชีพใช่ไหม?”
ชวีหนานอีหัวเราะแล้วกล่าว “ครั้งหน้าเจอนาง เจ้าไปถามนางด้วยตัวเองไม่ดีกว่าหรือ?”
หลี่ต้าจ้วงส่ายหัวไปมาจนเหมือนป๋องแป๋ง
ชวีหนานอีเปล่งเสียง ย่า ขณะควบม้าไปข้างหน้า
นักพรตหญิง ชุดแดง หน้ากากเงิน กลอุบายล้ำเลิศ
ซานเซียวปลอม ชุดแดง หน้ากากเงิน กลอุบายล้ำเลิศ!
ทันใดนั้นชวีหนานอีก็ตระหนัก คล้ายกับว่าคิดเรื่องสำคัญบางอย่างออกแล้ว เพียงแค่เรื่องราวนี้ต้องการหลักฐาน
หากนักพรตหญิงกับซานเซียวปลอมคือสตรีคนเดียวกัน ก็จะอธิบายทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง ซานเซียวปลอมซึ่งมีเจตนาแปลก ๆ กับตน รวมถึงเหตุใดจึงทิ้งข้อความเอาไว้ว่าชวีหนานอีเป็นไอ้งั่ง
หากเป็นจริงตามนี้ ตัวอักษรไอ้งั่งก็พอเหมาะพอดีสำหรับชวีหนานอี
จริง ๆ เลย ไม่มีคำใดจะกล่าว...