จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 62 เหมันตฤดู

            ตอนที่ 62 เหมันตฤดู

     

            ยามได้ย่างกรายผ่านประตูมิติเข้ามา ทุกชีวิตล้วนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ลดฮวบลงในฉับพลัน เส้นขนต่างลุกชูชันทั่วทั้งร่าง ทันทีที่ฝ่าเท้ากระทบพื้นบังเกิดเสียงดัง ฟู้ม!! ราวกับผืนธรณียุบตัวลง เมื่อได้มองดูใต้ฝ่าเท้าของตนปรากฏว่าในตอนนี้ธรณีมิได้มีสีเขียวขจีหรือสีน้ำตาลดั่งผืนดิน ทุกตารางนิ้วกลับกลายเป็นสีขาวโพลนอย่างผิดแปลกสายตา

     

            เมื่อได้ลองสัมผัสมวลขาวใสเหล่านั้น พวกมันต่างให้ความรู้สึกเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง เพียงสัมผัสได้ไม่นานก็กลับกลายเป็นน้ำเหลวใส ในพริบตาที่ทิวทัศน์เบื้องหน้าได้ปรากฏ สี่ศิษย์เอกร่างกายต่างแข็งทื่อด้วยอาการตกตะลึง เหล่าปรมาจารย์ล้วนใบหน้ากระตุกเกร็ง สีหน้าเคร่งขรึมเป็นทุนเดิมกลับแสดงความจริงจังขึ้นไปอีก สภาพอากาศที่เกิดขึ้นในตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอำนาจธรรมชาติในนิทานปรัมปรา พลังอำนาจโดยธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกหนาวเหน็บจนเข้าขั้วกระดูกดำ

     

            "ฝู่ชิง..." ปรมาจารย์ยูไคเอ่ยขึ้น แววตาทั้งสองล้วนมองตรงไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า สุดสายตานั้นเป็นภูเขาใหญ่นับหลายสิบลูก พวกมันล้วนขาวโพลนแต่กลับให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่จนไม่อาจเอื้อมถึง ภูเขาที่สูงที่สุดเท่าที่ตาเห็นในตอนนี้ มันสูงจนทะลุหมู่เมฆเบื้องบนไม่อาจคาดเดาความสูงที่แท้จริงได้ ทว่า สิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน ภูเขาทุกลูกนั้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร

     

            "ยูไคเอ๋ย" ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวพลางหรี่ตาลง "นี่คงเป็นสภาพอากาศที่แท้จริงในมิติภูเขาศตวรรษ เหมันตฤดูในตำนาน..."

     

            ปรมาจารย์ฝู่ชิงพูดเสียงราบเรียบ มันดังมากพอจะทำให้เหล่าศิษย์เอกทั้งสี่ได้ยินถ้อยคำต่างๆได้อย่างแจ่มชัด สีหน้าตื่นตกใจกลับกลายเป็นใบหน้าสะพรึงกลัว คงมีแค่เหมยหลินกับบาโมท์เท่านั้นที่ยังคงอาการสุขุมไว้ได้อยู่

     

            "ท่านปรมาจารย์ฝู่ชิง! เมื่อครู่ท่านบอกว่าเหมันตฤดู?! น่ะ...นี่คือเรื่องจริงหรือขอรับ!!" การ์กันต์เอ่ยถามด้วยใบหน้าขึงขังอย่างยิ่งยวด หากคำกล่าวของปรมาจารย์ฝู่ชิงเป็นความจริง ทุกการก้าวเดินของเขาอาจนำพาไปสู่ประตูยมโลกได้ทุกเวลา!!

     

            เหตุผลหลักที่เหล่าศิษย์เอกยังคงแสดงใบหน้าสับสนงุนงง เป็นเพราะคำว่า "เหมันตฤดู" ท่ามกลางดินแดนมนุษย์ไม่ว่าจะสี่ราชอาณาจักร มหาแผ่นดินหรือกระทั่งสี่แดนเทพมนุษย์ ดินแดนเหล่านี้ล้วนไม่เคยปรากฏเหมันตฤดูมาก่อน เป็นเพียงคำกล่าวขานกันตั้งแต่โบราณกาล หากไม่ได้พบเห็นเข้ากับตาตัวเองต่อให้ฆ่าเขาให้ตายก็ยังคงเชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าในนิทาน!!

     

            "โคจรพลังเวทย์ไปให้ทั่วทั้งร่างมิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน" ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวพลางเดินนำหน้า เหมันตฤดูยังนับว่าเป็นหนึ่งในสี่ฤดูกาลมฤตยู ไม่อาจปล่อยให้เหล่ารุ่นเยาว์ไปไหนมาไหนคนเดียวได้อย่างแน่นอน!!

     

            สิ้นเสียงปรมาจารย์ฝู่ชิง เหล่าศิษย์เอกทั้งสี่ต่างโคจรพลังเวทย์ทั่วทั้งร่างในทันที สถานการณ์แบบนี้การพึ่งพาและเชื่อฟังคำพูดของเหล่าปรมาจารย์น่าจะดีที่สุด

     

            ท่ามกลางวงสนทนา กาติรัสและลาซิเฟียกลับถูกปฏิบัติราวกับบุคคลไร้ตัวตน สีหน้าของชายหนุ่มล้วนไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อยยังคงความนิ่งงันอย่างไร้อารมณ์ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองอิสตรีข้างกายก่อนคิ้วเลิกสูงขึ้น "เจ้ากำลังทำอะไร?"

     

            "กะ---ก็---หนะ---หนาวน่ะสิ" สองมือกอดตัวเองอย่างแนบแน่นพลางทั่วทั้งร่างที่สั่นระริก ทุกการเอ่ยกล่าวต่างปรากฏไอเย็นคลุ้งออกมา แม้ลาซิเฟียจะมีประสบการณ์มานับสิบภพสิบชาติ ทว่า กลับไม่มีชาติภพไหนเลยที่เธอได้เจอกับเหมันตฤดู

     

            "น่ะ---นี่มันอะไรกัน ทำไมรู้สึกหนาวแบบนี้ล่ะ" ลาซิเฟียมิอาจอดกั้นไว้ได้อีกต่อไป เรือนร่างที่ยืนขึ้นสุดขากลับทิ้งตัวลงเกือบสุดตัวพลางกอดหัวเข่าตัวเองด้วยสองมืออย่างแนบแน่น ทั่วทั้งร่างยังคงสั่นระรัว

     

            ใบหน้านิ่งเฉยของชายหนุ่มแสดงความประหลาดใจขึ้นมา ภูมิต้านทานของลาซิเฟียโดยพื้นฐานไม่ได้อ่อนด้อยเลยแม้แต่นิดเดียว ในทางกลับกัน มันกลับมากกว่าเหล่าศิษย์เอกของปรมาจารย์ราวฟ้ากับเหว เห็นทีคงเป็นเพราะบ่อกักเก็บพลังเวทย์ที่เสียหายจนทำให้ธาตุน้ำเล็ดลอดเข้ามา...

     

            กาติรัสสัมผัสเข้ากับไหล่ของลาซิเฟียอย่างเบามือ ทันใดนั้นเองที่หญิงสาวรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างจากบริเวณหัวไหล่ หาได้สัมผัสถึงความรู้สึกหนาวเหน็บอีกไม่ราวกับหวนคืนสู่สภาพปกติ คิ้วเลิกสูงขึ้นพลางเงยมองชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า อดแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมามิได้ ความสามารถของเขาไร้ก้นบึ้งหรืออย่างไรกัน?

     

            "ขะ---ขอบคุณ..." ลาซิเฟียกล่าวพลางค่อยๆยืนขึ้นก่อนปัดอาภรณ์ที่ปกปลุมไปด้วยกลุ่มก้อนหิมะ อาจนับเป็นโชคร้ายเนื่องด้วยสภาพอากาศอย่างเหมันตฤดูเป็นช่วงเวลาของสัตว์อสูรที่ร้ายกาจจนน่าเหลือเชื่อ ยิ่งบรรยากาศหนาวเหน็บมากเพียงใด ความเกรี้ยวกราดของบรรดาอสูรยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ

     

            "อย่าได้ใส่ใจอาจเป็นเพราะบ่อกักเก็บพลังเวทย์ที่เสียหายอย่างรุนแรง ภูมิต้านทานของเจ้าจะลดฮวบลงก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใด"

     

            ลาซิเฟียเผยยิ้มอย่างขมขื่น อาการบาดเจ็บภายในได้ปิดกั้นทุกโอกาสที่หยิบยื่นเข้ามา ช่างโชคร้ายหาที่เปรียบ บรรยากาศที่ให้ความรู้สึกหนักหน่วงดั่งขุนเขากดทับพลันอันตรธานหายไปในพริบตา แววตาเศร้าโศกากลับกลายเป็นเบิกโพลงกว้างด้วยความอัศจรรย์ใจ หญิงสาวพลันหันขวับไปทางตอนใต้ด้วยท่าทีใคร่รู้ก่อนหันมองชายหนุ่มพลางเอ่ยกล่าวอย่างเร่งรีบ

     

            "ข้าต้องไปแล้ว"

     

            กาติรัสพลันหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนไถ่ถาม "เจ้าจะไปที่ใด? เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหมันตฤดูนั้นเป็นหนึ่งในสี่ฤดูมฤตยู แล้วเหตุนี้ข้าจะปล่อยให้เจ้าไปได้เยี่ยงไร?"

     

            "เพราะเหตุนั้นข้าจึงต้องได้รีบไป!!" ลาซิเฟียกล่าวอย่างขึงขังยิ่ง ใบหน้านั่นราวกับพบเจอขุมสมบัติไม่มีผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีร้อนรนที่อยากจะไปให้ได้โดยเร็วไว

     

            กาติรัสครุ่นคิดครู่หนึ่งถึงเอ่ยออก "ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"

     

            "ไม่ได้เด็ดขาด!!" น้ำเสียงตัดคำดุดันไร้เยื่อใย ใบหน้าแสดงความจริงจังอย่างที่สุดถึงกระนั้นชายหนุ่มก็มิอาจทำความเข้าใจแต่ก็รู้สึกได้ว่าไม่ควรไถ่ถามออกไป

     

            ชายหนุ่มพลันคิ้วกระตุก สิ่งใดที่เธอกำลังต้องการไปพบเจอแล้วเขาผู้เป็นจักรพรรดิจะพบเจอด้วยไม่ได้ ภายใต้อำนาจของนามอาชีพ "จักรพรรดิ" ล้วนสามารถเย้ยหยันได้ทั้งโลกหล้า สิ่งใดที่ปรารถนาล้วนจะต้องได้มันมา!!

     

            "ข้าจะไป..." กาติรัสกล่าวไม่ทันจบพลันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกคุ้นเคยที่แผ่ซ่านมาจากแดนไกล ความรู้สึกโหยหาพรั่งพรูออกมาอย่างเอ่อล้น ชายหนุ่มพลันหันมองไปทางทิศเหนือในฉับพลัน อากัปกิริยาดูรีบร้อนกว่าลาซิเฟียหลายเท่านัก

     

            หนึ่งมือของชายหนุ่มตบบ่าของหญิงสาวอย่างเบามือ บังเกิดจุดเล็กๆที่ส่องแสงสว่างวิบวับตรงจุดสัมผัสเพียงเสี้ยววินาที "ข้าไม่อยู่แล้ว อย่าได้ฝืนตัวเองอย่างเด็ดขาดเชียวล่ะ"

     

            "แน่นอนเจ้าค่ะ!!" ลาซิเฟียกล่าวจบพลางเผยยิ้มอย่างเริงร่า สองเท้าเร่งรีบมุ่งตรงไปทางทิศใต้ด้วยความเร็วสูงสุด ไร้ความหวาดกลัวอย่างสิ้นเชิงราวกับเป็นคนละคน

     

            กาติรัสเผยยิ้มเล็กน้อยเขายังคงยืนมองลาซิเฟียจนสุดขอบสายตา "ดันมาอยู่ในที่แบบนี้ซะได้" ทันทีที่หญิงสาวละสายตาไปแล้ว ชายหนุ่มพลันเร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปทางทิศเหนือด้วยความเร็วสูงสุด ด้วยความสามารถในตอนนี้ ชายหนุ่มพุ่งตรงไปอย่างรวดเร็วราวกับสายอัสนีพุ่งผ่าน

     

            อาณาบริเวณปกคลุมไปด้วยกลุ่มก้อนหิมะทั่วสารทิศ มันหนาเหนือผืนดินราวนิ้วกว่า ต้นไม้หนาทึบราวกับป่าดงดิบในฤดูหนาว สิ่งที่น่าประหลาดใจย่อมเป็นขนาดของต้นไม้เหล่านั้น พวกมันล้วนใหญ่โตมโหฬาร ต้นที่เตี้ยที่สุดก็สูงกว่าสิบห้าเมตรไปแล้ว ขนาดลำต้นก็กว้างดั่งต้นไม้พันปี ทว่า ท่ามกลางสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการออกล่าเช่นนี้กลับไม่พบเจอสัตว์อสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว...

             

            "น่าประหลาดใจนัก สัตว์อสูรหายหัวไปไหนกันหมด" กาติรัสกลับรู้สึกกังวลมากกว่าจะปล่อยผ่านไป การตรวจจับของเขาล้วนเฉียบคมและกว้างไกลนักถึงกระนั้นก็ไม่มีสัตว์อสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว

     

            "นั่นสิเจ้าคะ การตรวจจับของข้าก็ไม่เจอสิ่งมีชิวตสักตัวเลยเจ้าค่ะ" เดซี่เอ่ยกล่าวด้วยใบหน้าใสซื่อถึงกระนั้นภูติตัวน้อยก็รู้สึกเป็นกังวลไม่แพ้กัน

     

            หนีการตรวจจับของกาติรัสในตอนนี้ไปได้ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอันใด ทว่า การเร้นกายหลบสัมผัสตรวจจับของภูติแห่งจักรพรรดิไปได้นั้นคือเรื่องไร้สาระสิ้นดี!! แม้จะไม่มีใครเข้าใจแต่ผู้ครอบครองนามแห่งจักรพรรดิล้วนรู้ดีเป็นที่สุด

     

            สิบนาทีผ่านพ้น...

     

            ท่ามกลางป่าหิมะหนาทึบที่มีต้นไม้เรียงรายไม่ขาดสายอยู่ทั่วทุกตารางนิ้วพลันปรากฏลานกว้างไร้ซึ่งต้นไม้สักต้น สุดขอบสายตากลับกลายเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่โตมโหฬาร สูงกว่าสิบเมตรและกว้างพอจะนำคนนับร้อยเดินเข้าไปได้อย่างพร้อมเพรียง

     

            "ความรู้สึกคุ้นเคยนี่..." กาติรัสกล่าวพลางมองลึกเข้าไปในตัวถ้ำ พานพบเห็นก้อนน้ำแข็งขนาดเล็กใหญ่กระจัดกระจายอยู่โดยทั่ว บางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกร้องหาเขา บางสิ่งบางอย่างที่คุ้นเคย ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดปริศนาที่ยากจะบ่งบรรยายออกมา สัญชาตญาณเริ่มแสดงออกถึงความอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาจากข้างในถ้ำ

     

            "ข้าสัมผัสได้ถึงความอันตรายจนน่าขนลุก" น้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าแสดงความจริงจังอย่างที่สุด จนเผลอส่งกลิ่นอายในชั่วชีวิตที่แล้วออกมาอย่างไม่รู้ตัว สองเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่รีบร้อนอีกต่อไป หลังจากย่างกรายเข้าสู่แดนตัวถ้ำ ทุกวินาทีที่พลั้งพลาดไปอาจต้องจ่ายด้วยชีวิต!!

     

            .

            .

            .

     

            ณ มิติภูเขาศตวรรษ ณ ทิศตะวันออก

     

            ป่าหิมะหนาทึบและต้นไม้สูงใหญ่มโหฬารเรียงราย ท่ามกลางต้นไม้เหล่านั้นพลันปรากฏลานกว้างขนาดใหญ่โต ใจกลางของมันปรากฏก้อนหินขนาดมหึมา ปรากฏมนุษย์อยู่เก้าชีวิต ปรมาจารย์ทั้งห้าและศิษย์เอกของพวกเขา สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสนุกสนานผ่านใบหน้าของเหล่ารุ่นเยาว์ซึ่งดูสดใสและมีชีวิตชีวา

     

            "พวกนี้คือหิมะล่ะ!! มันทั้งเย็นทั้งแข็งเลย" บาโมท์กล่าวพลางขยำกองหิมะในฝ่ามือ

     

            ในขณะที่การ์กันต์กำลังถือก้อนหิมะขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ ชายหนุ่มกู่ตะโกน "เฮ้! โตชิน...!!"

             

            โตชินหันขวับตามเสียงเรียก บังเกิดเสียงดัง แปะ!! ลูกบอลหิมะกระทบใส่ใบหน้าของโตชินเข้าอย่างจัง ความหนาวเย็นแผ่ซ่านพลางร่างกายสั่นวูบเพียงชั่วครู่

     

            "บังอาจนักนะเจ้าการ์กันต์!!" โตชินเร่งรวบมวลหิมะตามพื้นอย่างรวดเร็ว หวังปาใส่การ์กันต์กลับเพื่อแก้แค้น

     

            "เจ้าพวกนี้นี่ ยังคิดว่าตัวเองเป็นเด็กสิบขวบกันหรืออย่างไร?" เหมยหลินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

     

            "เหมยหลิน!!" เสียงสายหนึ่งดังขึ้น เพียงไม่นาน เสียงกระทบดัง แปะ!! ก็ตามมาทันที

     

            ลูกบอลหิมะกระทบเข้ากับใบหน้าหญิงสาวอย่างไม่ทันตั้งตัว อาจเป็นเพราะรู้สึกผ่อนคลายจนเกินไป ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมจึงมิอาจรับรู้ถึงลูกบอลหิมะที่พุ่งเข้ามา

     

            "เฮ้ย! อะไรเนี่ย!!"

     

            บังเกิดเสียงหัวเราะจากเหล่าบุรุษหนุ่มซึ่งแน่นอน ผู้ที่ลงมือกระทำก็คือบาโมท์นั้นเอง ด้วยความโกรธของหญิงสาว เธอกลับกระทำการผิดแปลกจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิงพลันชักดาบออกมาไล่วิ่งล่าอยู่บนก้อนหิน

     

            "พวกเราหนีเร็ว! เหมยหลินกริ้วแล้ว ฮะฮ่าาา"

     

            ท่ามกลางความสนุกสนาน บรรยากาศของเหล่าปรมาจารย์กลับสลับขั้วราวฟ้ากับดิน กลิ่นอายของความจริงจังตลบอบอวลอยู่โดยทั่วจนรู้สึกอึดอัดถึงกระนั้นเหล่าศิษย์เอกกลับไม่สามารถสัมผัสถึงความรู้สึกของเหล่าปรมาจารย์ได้เลย

     

            "ฝู่ชิง---นี่มันอะไรกัน เพราะเหตุใดถึงสัมผัสเหล่าสัตว์อสูรไม่ได้เลยสักตัว" ปรมาจารย์ยูไคเอ่ยขึ้นเบาๆ ใบหน้าดุดันนั้น กลับกลบเกลื่อนความหวาดผวาเอาไว้

     

            "ข้าจะไปรู้กับเจ้าด้วยรึ ชั่วชีวิตสองพันกว่าปีมานี้ข้าก็เพิ่งจะได้สัมผัสกับเหมันตฤดูครั้งแรก ไม่ใช่พวกเจ้าก็เป็นเช่นนั้นหรอกรึ?" ปรมาจารย์ฝู่ชิงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่ถูกโยนความผิดมาให้ ใครจะไปคาดคิดว่าฤดูกาลที่แท้จริงของมิติภูเขาศตวรรษจะเป็นเหมันตฤดู เขารู้เพียงแค่การเจาะม่านพลังเพื่อเข้าสู่มิติก็เท่านั้น!!

     

            "ท่านพี่ยูไค ท่านพี่ฝู่ชิง ท่านทั้งสองอย่าได้ทะเลาะกันเลย ข้าพอรู้เรื่องผ่านๆเกี่ยวกับเหมันตฤดูมาบ้าง" ปรมาจารย์ธูมัสกล่าวด้วยใบหน้าเกรงใจอยู่ไม่น้อย ยามสองปรมาจารย์สุดแกร่งกล้าโต้เถียงกัน เขาเลยไม่กล้าเอ่ยปากโต้เถียงด้วยเท่าไหร่นัก

     

            ทันทีที่ปรมาจารย์ธูมัสกล่าวออกไป ปรมาจารย์ยูไคและปรมาจารย์ฝู่ชิงพลันหันขวับมองราวกับพยัคฆ์มองเหยื่อ ปรมาจารย์ธูมัสกลืนน้ำอายเฮือกใหญ่ก่อนค่อยๆ กล่าวอย่างใจเย็น "ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องราวเท่าไหร่นักเพราะท่านเฮนโรวก็บอกข้าเอาไว้อีกทีเช่นกัน"

     

            -------

     

            เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้ว

     

            "เฮนโรวเจ้าอ่านอันใดอยู่?" ชายวัยกลางคนเจ้าของผมสีน้ำตาลเอ่ยถามด้วยใบหน้าฉงนสงสัย เบื้องหน้าปรากฏเป็นชายวัยกลางคนอีกคน เผ้าผมสีทองอร่ามเหมาะสมกับผิวอันขาวผ่องของเขา ใบหน้าดูหล่อเหลาเอาการ ในฝ่ามือถือหนังสือเล่มหนาเตอะดูทรอมโซ่

     

            "นี่นะหรือ?" ชายวัยกลางคนคนนั้นกล่าวพลางปิดหนังสือลง ก่อนใบหน้าจะแสยะยิ้มพลันร่ายคำ

     

            "ยามฟ้ากระจ่างใสไร้หมู่มวลเมฆบดบัง สัตว์ร้ายจะออกล่านับหมื่นตัว เข้าจู่โจมศัตรูต่างเผ่าพันธุ์อย่างไร้ปราณี หากสิ่งมีชีวิตภูมิปัญญาตนใดได้หลงไปพบเจอ สรรพสัตว์จะเพ่งเล็งเป็นเป้าหมายเดียวและจะเกิดการต่อสู้อันยาวนานจนไม่มีโอกาสให้พักช่วงหายใจ

     

            ถึงกระนั้นความน่ากลัวที่แท้จริงกลับมิใช่กาลช่วงฟ้ากระจ่างใส ยามใดที่หมู่มวลเมฆก่อตัวกันจนบดบังน่านนภาจนไร้แสงทอส่องสู่ผืนธรณี สรรพสัตว์นับล้านตัวจะตื่นขึ้นจากการจำศีลจากห้วงกาลนาน ไล่กวาดล้างทุกชีวิตจนกลับสู่การดับสูญและเริ่มนับหนึ่งใหม่ตามกฏสังสารวัฏดังเดิม" เจ้าของผมสีทองอธิบาย

     

            "เจ้าพูดอะไรออกมา?" ใบหน้ายิ่งฉงนสงสัยขึ้นไปอีก

     

            "ฮะฮ่าาา เรื่องราวเกี่ยวกับเหมันตฤดูน่ะ ถ้าเจ้าไปพบเจอมันก็จงหนีอย่างสุดชีวิตซะล่ะ มิฉะนั้นต่อให้เจ้ามีสิบชีวิตก็ไม่เพียงพอหรอก"

     

            -----

     

            "ยามฟ้ากระจ่างใส... ยามมวลเมฆบดบังนภา... ถ้อยคำเหล่านั้นมันอะไรกัน" ปรมาจารย์ฝู่ชิงเอ่ยกล่าวด้วยใบหน้าฉงน ภูมิปัญญาของเขาย่อมไม่เป็นสองรองใคร ทว่า กลับไม่สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับมันได้เลย

     

            "ทำใจซะเถอะฝู่ชิง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเฮนโรวนั้นกุมความรู้เอาไว้มากมายนัก" ปรมาจารย์ยูไคกล่าวปลอบใจ เขาย่อมเข้าใจตัวของฝู่ชิงเป็นอย่างดี ต่อหน้าภูมิปัญญาจากบันทึกอันเก่าแก่ที่เฮนโรวครอบครอง ไม่ว่าพวกเขาจะค้นคว้าไปมากเพียงใดก็คงไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวของความรู้ที่เฮนโรวมี

     

            "ฮะฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าพูดถูกยูไค ไว้กาลนั้นมาถึงพวกเราคงจะได้ตั้งวงก๊กเหล้าพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งเจ็ดคน" ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกซึ้งราวกับหวนคำนึกถึงอดีตอันงดงาม

     

            รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของปรมาจารย์ยูไคอย่างอดไว้ไม่ได้ "โฮ่ๆ กาลนั้นจะต้องมาถึงแน่ วันที่พวกเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง..."

     

            .

            .

            .

     

            ณ มิติภูเขาศตวรรษ ณ ทิศเหนือ

     

            ท่ามกลางถ้ำน้ำแข็งขนาดใหญ่ย่อมๆ ตลอดทางที่มีก้อนน้ำแข็งเรียงรายพลันค่อยๆ ลดจำนวนลงจนจับสังเกตเห็นได้ชัด ยิ่งเดินลึกเข้ามาในส่วนในยิ่งสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คุ้นเคยประหนึ่งเสี้ยวชีวิต ทว่า บริเวณโดยรอบกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณจนผิดประหลาด

     

            "ทำไมกัน! ทั้งที่รู้สึกว่าอยู่ใกล้แค่นี้แท้ๆ" กาติรัสกล่าวอย่างหงุดหงิดพลันควนหากลิ่นอายที่อยู่ใกล้เสียราวกับอยู่ปลายจมูก

     

            "นายท่านเจ้าคะ! นั่นไงเจ้าคะ!!"


     

    ..สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:6,093 พลังกาย:594,900 พลังเวทย์:1,300,435 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ