บทที่ 46 จมูกหมายังสู้เธอไม่ได้
ที่ร้านอีเหริน ตำรวจไม่ได้ดูรำคาญใจกับการมาสายของฟ่านซีซี พวกเขาแค่แสดงตัวแล้วพาเธอไปด้านข้างเพื่อถามคำถามสองสามข้อ
“ฟ่านซีซี เราขอถามหน่อยได้ไหมว่าเธอรู้ได้ยังไงว่าผักและผลไม้บนรถบรรทุกคันนั้นมีปัญหา ตามที่คนขับรถบรรทุกบอก เขาขับรถตรงมาตลอดทาง จนถึงจุดหมายก็จอด ไม่ได้แวะพักที่ไหนเลย”
ฟ่านซีซีตอบอย่างใจเย็น “ตอนนั้นรถบรรทุกคันนั้นขับผ่านฉัน ฉันได้กลิ่นแปลก ๆ เลยมองตามไปอีกสองสามที ฉันดมกลิ่นได้ดีมาก แล้วฉันก็มีพื้นที่เพาะปลูกอยู่สองแห่ง ฉันค่อนข้างเชี่ยวชาญเรื่องพืช ผัก และผลไม้ต่าง ๆ สีและกลิ่นของผักผลไม้บนรถคันนั้นเห็นได้ชัดว่ามีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน…”
“ตอนนั้นฉันคิดว่า ไม่ว่าปริมาณสารตกค้างจะเยอะจนเป็นอันตรายต่อร่างกายจริง ๆ หรือเปล่า แต่แจ้งตำรวจไว้ก่อนก็อุ่นใจกว่า ผิดก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้ใครกินของพวกนั้นเข้าไปแล้วอาหารเป็นพิษก็พอ ตอนนี้พวกคุณเจอรถคันนั้นแล้ว แสดงว่าคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ”
ผู้กองเฉินกระแอมไอเบา ๆ แล้วพูดอย่างรู้สึกเสียดาย “ถึงแม้ว่าเราจะควบคุมรถคันนั้นไว้ได้ทันเวลา และยึดผักผลไม้ทั้งหมดไว้ได้ แต่ความจริงแล้ว รถบรรทุกคันนั้นได้ขับผ่านเมืองเจียงเฉิง เขตหมี่ตง และเขตหมี่ซีมาแล้ว ผักผลไม้พวกนั้นจะถูกส่งไปตามโรงเรียนประถมและมัธยมต่าง ๆ ด้วย เราแจ้งข่าวไปทันทีก็จริง แต่ที่เมืองเจียงเฉิงก็ยังมีนักเรียนจากสองโรงเรียนที่อาหารเป็นพิษจากการกินผักผลไม้พวกนั้น เมื่อคืนนี้ทั้งพวกเราและคุณหมอจากหลาย ๆ โรงพยาบาลก็ยุ่งกันหัวหมุนเลย”
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณเธอจริง ๆ ทำให้ความเสียหายลดลงเหลือน้อยที่สุด เธอสะดวกไปกับเราเพื่อทดสอบประสาทสัมผัสด้านกลิ่นของเธอหน่อยไหม? พูดแล้วก็ละอายใจอยู่เหมือนกัน พอเกิดเรื่องขึ้น เจ้าของสวนผักก็เอาแต่ร้องโวยวาย บอกว่ามีคนปองร้าย”
“ได้ค่ะ ฉันไปกับพวกคุณก็ได้ เดี๋ยวฉันบอกที่บ้านก่อน”
ฟ่านซีซีเดินกลับเข้าไปในร้านอีเหริน อธิบายให้พ่อแม่และป้าหลิ่วฟังสั้น ๆ
หลังจากที่เฉินเยว่อิงฟังจบ เธอถึงค่อยรู้สึกเบาใจ
เธอเอามือกุมอกแล้วพูดว่า “ตกใจแย่ คิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเสียอีก เจ้าเด็กคนนี้ เมื่อวานกลับมาก็เงียบเชียบ”
หลิ่วซิ่งฟางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขึ้นว่า “เธอไปกลับไว ๆ ล่ะ เดี๋ยวฉันจะให้จิ่นเฉิงไปรับเธอ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ผู้กองเฉินกับพวกเขาคงจะไปส่งหนูเอง”
“ให้จิ่นเฉิงไปรับเถอะ!” ฟ่านจื้อซิงเสริม
ให้ตำรวจมารับส่ง ถึงแม้จะเป็นเรื่องดี แต่ฟังดูแล้วก็ง่ายที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้
ฟ่านซีซีพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อ ขึ้นรถของผู้กองเฉินกับพวกเขาแล้วก็ไป
……
ณ สถานีตำรวจเขตหมี่ซี
หลังจากที่ฟ่านซีซีเข้าไปสี่สิบนาที หมอนิติเวชอาวุโสคนหนึ่งก็มองเธอด้วยความทึ่ง
“ประสาทการรับกลิ่นของเด็กคนนี้ช่างเฉียบคมจริง ๆ จมูกหมายังสู้เธอไม่ได้”
ฟ่านซีซีรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำชมนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
ผู้กองเฉินมองสีหน้าของฟ่านซีซี แล้วเอียงคอหัวเราะ
นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นคุณหมอฉินชมใครแบบนี้!
ปกติเขาจะด่าคนซะมากกว่า
“หนูน้อย เคยคิดอยากจะเรียนหมอนิติเวชบ้างไหม? โตขึ้นจะได้เป็นหมอนิติเวชที่เก่งกาจ” คุณหมอฉินพูดด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ค่ะ” ฟ่านซีซีตอบกลับอย่างไม่ลังเล
คุณหมอฉินหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาดูอย่างจริงจัง “จมูกดีขนาดนี้ แถมในข่าวยังบอกว่าตั้งใจอยากจะเข้าเรียนแพทย์อีก ไม่เรียนนิติเวชก็น่าเสียดายแย่”
ฟ่านซีซีเอามือกุมขมับ “ไม่ใช่แค่จมูกดีนะคะ ดวงตาหนูก็ดี การสังเกตก็เฉียบคม อาจจะเรียนแพทย์คลินิก หรือประสาทวิทยา อะไรทำนองนั้นก็ได้ค่ะ”
“โอ๊ย น่าเสียดาย สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นของหมอนิติเวชชั้นยอดเชียวนะ” คุณหมอฉินส่ายหัวอย่างเสียดาย
ต้นกล้าที่ดีขนาดนี้ ถ้าได้ฝึกฝนตั้งแต่เด็กคงจะดีไม่น้อย น่าเสียดายจริง ๆ!
ฟ่านซีซีไม่พูดอะไรต่อ พูดมากไปเดี๋ยวก็ผิดอีก
ว่าตามตรง เธอไม่ค่อยสนใจเรื่องนิติเวชสักเท่าไร
สิ่งที่เธอต้องการคือการได้อยู่เคียงข้างพี่จิ่นเฉิงอย่างมีความสุข เป็นเด็กน้อยแสนน่ารักของเขา
ส่วนเรื่องราวสยองขวัญพวกนั้น ปล่อยให้มันอยู่ห่าง ๆ เธอไว้จะดีกว่า
“เอาล่ะ ไม่บังคับแล้ว งั้นเสี่ยวเฉิน พาเด็กคนนี้ไปจัดการเรื่องสำคัญกันเถอะ! เด็กคนนี้สายตาดี มีความสามารถในการสังเกต แถมยังจมูกไว พาเธอไปสวนผักตระกูลหลิวที่เมืองเจียงเฉิง เธออาจจะช่วยนายหาความจริงได้”
ผู้กองเฉินเบิกตากว้างด้วยความดีใจ “เยี่ยมเลย! ฟ่านซีซี งั้นไปเมืองเจียงเฉิงกับพวกเรารอบหนึ่งได้ไหม?”
ฟ่านซีซีรู้สึกหดหู่ใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยอมตกลง
ก่อนขึ้นรถตำรวจ เธอกำลังจะโทรหาพี่จิ่นเฉิง แต่ไม่ทันได้กดโทรออก เธอก็เห็นพี่จิ่นเฉิงยืนอยู่ที่ประตู
เธอรีบวิ่งไปหา “พี่จิ่นเฉิง ฉันจะไปเมืองเจียงเฉิง”
จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เขาฟังคร่าว ๆ
ฟ่านจิ่นเฉิงยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบา ๆ “ไปเถอะ กลับมาเร็ว ๆ ล่ะ โทรหาฉันด้วยตอนกลับมา”
“อืม”
ตอนที่ฟ่านจิ่นเฉิงออกไป ฟ่านซีซีก็ขึ้นรถตำรวจไปที่เมืองเจียงเฉิงแล้ว
ฟ่านจิ่นเฉิงมองรถตำรวจที่กำลังแล่นออกไป ดวงตาของเขาฉายแววเอ็นดูและภูมิใจ
เด็กน้อยของเขาเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังใจดีเสมอ
……
ณ เมืองเจียงเฉิง สวนผักตระกูลหลิว
ทันทีที่เห็นผู้กองเฉินกับพวกเขา เถ้าแก่หลิวก็ร้องไห้โฮออกมา “ผมไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงในผักผลไม้ชุดนี้ ผมรู้ว่าผักชุดนี้จะถูกส่งไปโรงเรียนแปดแห่ง ผมจะทำแบบนั้นได้ยังไง ผมไม่มีทางทำลายชื่อเสียงตัวเองหรอก! ผู้กองเฉิน คุณต้องช่วยผมสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างด้วย!”
ผู้กองเฉินปวดหัวไม่น้อย เพราะเถ้าแก่หลิวมาร้องไห้ที่สถานีตำรวจของพวกเขาสองสามรอบแล้ว ครั้งนี้ก็มาอีก ผู้ชายตัวเบ้อเร่อ ทำไมถึงได้มีน้ำตามากมายขนาดนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ผักจากสวนของเขาถูกนำไปตรวจสอบแล้ว และพบว่ามีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานอย่างร้ายแรง
ตอนนี้พวกเขากำลังตามหาเบาะแส ตามหาหลักฐาน แต่ทว่าคนคนนี้กลับเอาแต่ร้องไห้ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ขณะที่ผู้กองเฉินกำลังครุ่นคิด ฟ่านซีซีก็เอ่ยขึ้นว่า “ยาฆ่าแมลงถูกฉีดพ่นเมื่อสามวันก่อน น่าจะราว ๆ วันพุธ บ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง ผู้กองเฉินช่วยตรวจสอบหน่อยว่าช่วงเวลานั้นมีใครอยู่ที่สวนผักแห่งนี้บ้าง”
ทันทีที่เธอพูดจบ เถ้าแก่หลิวที่อยู่ด้านข้างก็สูดน้ำมูกแล้วพูดว่า “พวกเรารดน้ำผักผลไม้ทุกวันตอนเที่ยง โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน”
“เครื่องมือที่พวกคุณใช้รดน้ำผักผลไม้อยู่ที่ไหน พาหนูไปดูหน่อย”
เถ้าแก่หลิวชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าเด็กสาวที่พูดเป็นคนที่มากับผู้กองเฉิน เขาจึงรีบพูดว่า “อยู่ทางนี้ ตามฉันมา”
สถานที่เก็บเครื่องมือทำสวนอยู่ไม่ไกลจากสวนผัก ภายในมีของมากมาย บัวรดน้ำ ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ทั้งหมดกองรวมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ กลิ่นก็เหม็นมาก
ฟ่านซีซีขมวดคิ้ว แล้วเดินเข้าไปข้างใน มองดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ชี้ไปยังบัวรดน้ำสองใบที่วางอยู่ริมสุด “ในบัวรดน้ำสองใบนี้มีกลิ่นยาฆ่าแมลงเหมือนกับที่เจอในผักผลไม้ จากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ น่าจะเป็นของที่ใช้ไปเมื่อสามวันก่อน”
ผู้กองเฉินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง รีบสั่งให้คนไปเอาบัวรดน้ำสองใบนั้นออกมา
ในตอนนั้นเอง ฟ่านซีซีที่เดินเข้าไปข้างในก็พูดขึ้นอีกครั้งว่า “ผ้าเช็ดมือบนพื้นผืนนี้มีคนใช้ มันมีกลิ่นยาฆ่าแมลงเหมือนกัน คนคนนั้นน่าจะเผลอทำยาฆ่าแมลงเปื้อนมือ เลยมาล้างมือ และเช็ดมือที่นี่”
ผู้กองเฉินตกใจ รีบสั่งให้คนไปเก็บผ้าเช็ดมือบนพื้นอย่างระมัดระวัง