หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำที่ไหลริน ชีวิตในกระท่อมไม้ซอมซ่อท้ายหมู่บ้านเมฆาขจีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบงันแต่ชัดเจน ความเงียบเหงาและสิ้นหวังที่เคยปกคลุมอยู่ราวกับหมอกหนาได้จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยไออุ่นแห่งความหวังและเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ไม่เคยได้ยินมานานหลายปี
รุ่งอรุณของวันใหม่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมหลังน้อย แต่บรรยากาศยามเช้าในวันนี้แตกต่างไปจาก่เวลาเดียวกันเมื่อหนึ่งเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง อากาศที่เคยหนาวเย็นและอับชื้น บัดนี้กลับดูอบอุ่นและสดชื่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสวยที่หุงใหม่ๆ ผสมกับกลิ่นเนื้อตุ๋นจางๆ ที่ยังคงหลงเหลือจากมื้อค่ำ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง แทนที่กลิ่นยาต้มรสขมและกลิ่นอับของความยากจนที่เคยเป็เ้าของพื้นที่แห่งนี้มาเนิ่นนาน
เยว่ซินกำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟ เธอค่อยๆ รินยาต้มสีน้ำตาลเข้มที่ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรล้ำค่าลงในถ้วยอย่างระมัดระวัง นี่คือยาบำรุงคุณภาพสูงที่เธอซื้อมาจากเมืองชิงเฟิงในราคาถึงหนึ่งตำลึงทองเต็มๆ แตกต่างจากยาเศษสมุนไพรราคาไม่กี่อีแปะที่เคยใช้โดยสิ้นเชิง ทุกครั้งที่ต้ม กลิ่นของมันจะเต็มไปด้วยพลังิญญาจางๆ ที่ช่วยให้ผู้ที่ได้สูดดมรู้สึกสดชื่น
"ซินเอ๋อร์ หอมจังเลยลูก" เยว่หลานที่บัดนี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะอาหารเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม นางกำลังใช้ผ้าผืนใหม่เช็ดหน้าให้อาซานที่เพิ่งตื่นนอน
"ยาชุดนี้ดีจริงๆ เ้าค่ะท่านแม่" เยว่ซินตอบพลางประคองถ้วยยาเข้าไปหา "ดื่มตอนที่ยังอุ่นๆ นะเ้าคะ"
เยว่หลานรับถ้วยยามาดื่มอย่างว่าง่าย แม้ยาจะยังมีรสขมอยู่บ้าง แต่ก็มีความชุ่มคอและให้ความรู้สึกอุ่นซ่านแผ่ไปทั่วร่างกายเมื่อดื่มเข้าไป ไม่เหมือนยาเก่าที่ขมจนบาดคอและไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นางรู้สึกได้ว่าเรี่ยวแรงของตัวเองค่อยๆ กลับคืนมาทีละน้อย อาการไอที่เคยรบกวนทั้งวันทั้งคืนก็ลดลงจนแทบจะไม่ไอเลยในตอนกลางวัน
"พี่ใหญ่! วันนี้มีเนื้ออีกหรือไม่!" อาซานถามขึ้นตาแป๋วหลังจากล้างหน้าเสร็จ
"มีสิจ๊ะ" เยว่ซินหัวเราะเบาๆ "แต่ต้องกินข้าวให้หมดก่อนนะ ถึงจะได้กินเนื้อ" เธอมองหน้าน้องชายก่อนจะยื่นขนมน้ำตาลปั้นรูปกระต่ายที่ซื้อมาจากเมืองให้เขา อาซานรับไปอย่างดีใจแล้วรีบวิ่งไปนั่งที่โต๊ะอย่างเรียบร้อย
เธอมองภาพตรงหน้า ภาพที่แม่ดูมีสุขภาพดีขึ้น ภาพที่น้องชายได้กินอิ่มท้อง ด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข นี่คือผลลัพธ์ที่เป็รูปธรรมจากการทำงานหนักและการลงทุนของเธอ เงินสามสิบตำลึงเงินนั้นได้ถูกนำมาใช้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากอาหารและยาที่ดีขึ้นแล้ว เธอยังใช้เงินส่วนหนึ่งซ่อมแซมหลังคาที่เคยรั่วซึม และที่สำคัญที่สุดคือการซื้อผ้าห่มผืนใหม่ที่หนาและนุ่มฟูมาสามผืนเพื่อเตรียมรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง มันเป็การใช้จ่ายที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่สำหรับครอบครัวที่เคยต้องนอนขดตัวสั่นเทาในคืนที่หนาวเหน็บแล้ว มันคือความหรูหราที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แต่ความสุขและความอิ่มเอมใจเหล่านี้ ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบและความกังวลที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
่บ่ายวันนั้น ณ ถ้ำลับหลังม่านน้ำตกที่กลายเป็โลกส่วนตัวของเธอ
เยว่ซินไม่ได้ฝึกฝนพลังิญญาเหมือนทุกวัน แต่นางกำลังนั่งอยู่หน้ากองเหรียญเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ออกไปแล้ว ประมาณยี่สิบตำลึงเงิน
เธอกำลัง "วางแผนอนาคต"
เงินก้อนนี้ดูเหมือนจะมากมาย แต่ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นั้นก็สูงไม่แพ้กัน ค่ายาบำรุงของท่านแม่ตกเดือนละหนึ่งตำลึงทอง หรือสิบตำลึงเงิน นี่คือค่าใช้จ่ายคงที่ที่เธอจะหยุดจ่ายไม่ได้โดยเด็ดขาด ค่าอาหารและของใช้จิปาถะอีกประมาณสองตำลึงเงินต่อเดือน นั่นหมายความว่าเงินที่เธอมีอยู่จะสามารถประคับประคองครอบครัวไปได้อีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
เส้นทางของ "นักบ่มเพาะพฤกษา" นั้นประสบความสำเร็จในก้าวแรก แต่เธอก็ตระหนักถึงปัญหาคอขวดใหม่ในทันที
ผลผลิตชุดแรกของเธอคือผักิญญาระดับต่ำ ซึ่งเป็ที่้าของคนทั่วไปและครัวของตระกูลใหญ่ แต่มันยังไม่ใช่สิ่งที่ทำกำไรได้สูงสุด และที่สำคัญ มันไม่ได้มีสรรพคุณทางยามากพอที่จะช่วยรักษาอาการป่วยของแม่ได้อย่างแท้จริง มันทำได้เพียงแค่บำรุงร่างกายเท่านั้น
หากเธอ้าจะรักษาแม่ให้หายขาด และ้าสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่านี้ เธอจำเป็ต้องยกระดับการผลิตของตัวเองขึ้นไปอีกขั้น
ต้องปลูก สมุนไพริญญา
ความคิดนี้ชัดเจนขึ้นมาในหัวของเธอ หากเธอสามารถปลูกสมุนไพริญญาระดับต่ำ เช่น หญ้าดาวตก หรือแม้กระทั่งหญ้าจันทรา ให้มีคุณภาพสูงกว่าที่หาได้ตามธรรมชาติได้ล่ะก็ มูลค่าของมันจะสูงกว่าผักิญญาหลายเท่าตัวนัก และบางที เธออาจจะสามารถนำมันมาปรุงยาให้แม่ด้วยตัวเองได้ในอนาคต
เป้าหมายใหม่ได้ถูกตั้งขึ้นแล้ว แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้นไม่ใช่เื่ง่าย เมล็ดพันธุ์สมุนไพริญญานั้นหายากและมีราคาแพงกว่าเมล็ดผักิญญาหลายเท่านัก และยิ่งเป็สมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาก็ยิ่งมีราคาสูงลิบลิ่ว
เยว่ซินมองเงินที่เหลืออยู่ มันยังไม่พอ เธอต้องหาเงินเพิ่มอีก
เธอตัดสินใจที่จะเพาะปลูกผักิญญาอีกสองสามรอบเพื่อรวบรวมเงินทุนให้ได้มากพอสำหรับแผนการขั้นต่อไป แผนการที่จะเปลี่ยนจาก "เกษตรกร" ไปสู่ "นักปรุงยา"
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเยว่ซินนั้น แม้จะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนในหมู่บ้านเมฆาขจีที่เล็กและคับแคบแห่งนี้ไปได้
ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
"เ้าเห็นหรือไม่? เยว่ซินซื้อเนื้อหมูชิ้นใหญ่มาจากในเมือง!" "ข้าได้ยินเสียงไอของเยว่หลานน้อยลงไปมาก สงสัยจะได้ยาดีมา" "พวกเขาไปเอาเงินมาจากไหนกัน? ข้าได้ยินว่านางแค่โชคดีเจอสมุนไพรดีๆ ในป่าเท่านั้นเองนะ"
ความสงสัยค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความอิจฉาริษยา โดยเฉพาะในใจของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยพอใจในชะตากรรมของครอบครัวเยว่ซินอยู่แล้ว
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เยว่ซินกำลังเดินทางกลับจากการเข้าป่า (ซึ่งเป็ฉากบังหน้าของเธอ) เธอก็ถูกขวางทางไว้โดยกลุ่มคนที่เธอไม่อยากเจอที่สุด
หวังหู่ยืนกอดอกขวางทางเธออยู่ พร้อมด้วยเพื่อนๆ อีกสองสามคนเหมือนเช่นเคย แต่แววตาที่มองมายังเธอนั้นเปลี่ยนไป จากที่เคยมีแต่ความดูถูกเหยียดหยาม ตอนนี้มันเจือปนไปด้วยความสงสัยและความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
"เฮ้! ภูตไม้" หวังหู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย "ข้าได้กลิ่นเนื้อตุ๋นโชยออกมาจากบ้านเ้าทุกวันเลยนี่ ท่าทาง 'โชคดี' ของเ้าจะยังไม่หมดไปสินะ ไปเจอ 'แอ่งดินลับแล' ที่ไหนมาอีกล่ะ?"
เยว่ซินหยุดเดิน เธอมองหน้าหวังหู่นิ่งๆ โดยไม่ตอบอะไร
"ว่ายังไงล่ะ!" เพื่อนคนหนึ่งของหวังหู่ตะคอกขึ้น "อย่ามาทำเป็หยิ่งไปหน่อยเลย แค่มีเงินขึ้นมานิดหน่อยก็ทำเป็เชิดใส่คนอื่นแล้วรึ? บอกมานะว่าเ้าไปเอาเงินมาจากไหน! ขโมยของใครมารึเปล่า!"
เยว่ซินถอนหายใจออกมาเบาๆ ในใจ "วาสนาของข้า ์ประทานให้" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยที่สุด "หากพวกท่านอยากมีวาสนาบ้าง ก็ลองสวดภาวนาดูสิ"
คำตอบที่กวนประสาทและไม่แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยนั้นทำให้หวังหู่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "ปากดีนักนะ! เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใครกัน?!"
เขาเดินตรงเข้ามาหาเยว่ซินด้วยท่าทางคุกคาม "ข้าว่าเ้าไม่ได้โชคดีหรอก แต่เ้าต้องไปเจอสมบัติอะไรบางอย่างมาแน่ๆ! เอาออกมาให้พวกข้าดูซะดีๆ!"
หวังหู่ยื่นมือหมายจะมาคว้าถุงผ้าที่เอวของเยว่ซิน
ในอดีต เยว่ซินคงจะหวาดกลัวจนตัวสั่นและรีบวิ่งหนีไปแล้ว แต่ตอนนี้ ไม่ใช่
แม้ภายนอกเธอยังคงยืนนิ่งด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แต่ภายในร่างกายนั้น พลังิญญาระดับต้นขั้นที่ห้าได้โคจรอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้คิดจะต่อสู้ เพราะนั่นจะเป็การเปิดเผยความลับของเธอ แต่เธอก็จะไม่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ อีกต่อไป
ขณะที่มือของหวังหู่กำลังจะเอื้อมมาถึงตัว เยว่ซินก็ถ่ายพลังิญญาส่วนหนึ่งลงไปที่เท้าทั้งสองข้างอย่างเงียบเชียบ ทำให้ร่างกายของเธอยึดติดกับพื้นดินราวกับหยั่งรากลึกลงไป
ผลั่ก!
มือของหวังหู่ปะทะเข้ากับไหล่ของเยว่ซินอย่างจัง เขาคิดว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ ผอมแห้งคนนี้จะต้องกระเด็นไปอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
ร่างของเยว่ซินไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย! ราวกับว่าเขากำลังผลักต้นไม้โบราณต้นหนึ่งอยู่
"โอ๊ะ!" หวังหู่ร้องออกมาด้วยความใและเสียหลัก เขาเซถอยหลังไปสองสามก้าวเกือบล้มลงไปกองกับพื้น ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาจากฝ่ามือราวกับไปกระแทกกับหินแข็งๆ มา
"อะไรกัน ?" เขามองเยว่ซินอย่างไม่เชื่อสายตา
"ข้าไม่ได้ทำอะไรนะ" เยว่ซินพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ท่านเดินไม่ระวังเอง"
"เ้า!" หวังหู่ทั้งโกรธทั้งอับอาย เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การที่ต้องมาเสียท่าให้คนที่ตัวเองดูถูกมาตลอดต่อหน้าเพื่อนๆ นั้นเป็เื่ที่ยอมรับไม่ได้
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ เสียงทรงอำนาจของหญิงสูงวัยก็ดังขึ้นมาก่อน
"หวังหู่! กำลังทำอะไรอยู่!"
ป้าหวังเดินหน้าตึงเข้ามา นางมองเยว่ซินด้วยสายตาเ็า ก่อนจะหันไปดุหลานชาย "กลับบ้าน! อย่ามาเสียเวลาอยู่กับคนไร้ค่าแถวนี้!"
หวังหู่มองเยว่ซินด้วยสายตาอาฆาตแค้น "เ้า ฝากไว้ก่อนเถอะ!" เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย
เยว่ซินมองตามแผ่นหลังของพวกเขาไปเงียบๆ หัวใจของเธอเต้นระรัว ไม่ใช่จากความกลัว แต่จากความตื่นเต้น นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้ใช้พลังเพื่อปกป้องตัวเอง แม้จะเป็เพียงการป้องกันตัวเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม
แต่เธอก็รู้ดี ว่าเื่มันยังไม่จบแค่นี้แน่ ความสำเร็จของเธอได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความอิจฉาและความเกลียดชังลงในใจของพวกเขาแล้ว และมันกำลังรอวันที่จะเติบโตขึ้นมาเป็ปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม
ชีวิตที่สงบสุขที่เธอใฝ่ฝัน ดูเหมือนว่าจะต้องใช้ความแข็งแกร่งในการปกป้องมากกว่าที่เธอเคยคิดไว้
เยว่ซินกลับถึงบ้านด้วยสีหน้าที่ครุ่นคิดอย่างหนัก
"มีอะไรหรือลูก? สีหน้าไม่ดีเลย" เยว่หลานที่กำลังนั่งสานตะกร้าอยู่เอ่ยทักขึ้นอย่างรวดเร็ว นางสังเกตเห็นความผิดปกติของบุตรสาวได้เสมอ
เยว่ซินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเื่ที่ถูกหวังหู่หาเื่ให้ฟัง โดยข้ามรายละเอียดเื่ที่เธอใช้พลังไป
เยว่หลานถอนหายใจออกมาเบาๆ นางวางงานในมือลงแล้วดึงตัวบุตรสาวให้นั่งลงข้างๆ "แม่รู้ว่าเื่แบบนี้ต้องเกิดขึ้นสักวัน"
"ทำไมล่ะเ้าคะ? เราไปทำอะไรให้พวกเขารึ?"
"เราไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกลูก" เยว่หลานลูบหัวบุตรสาวอย่างอ่อนโยน "แต่ความอิจฉาของคนนั้นน่ากลัวเหมือนไฟป่า ยิ่งเรามีชีวิตที่ดีขึ้น มีแสงสว่างมากขึ้นเท่าไหร่ ไฟแห่งความอิจฉาก็จะยิ่งลุกลามเร็วขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เคยหวังดีกับเราอยู่แล้ว"
นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุตรสาว "จำคำแม่ไว้นะซินเอ๋อร์ เมื่อเ้าต้องเผชิญหน้ากับหินผา อย่าพยายามเป็ค้อนที่แข็งแกร่งเพื่อจะทุบทำลายมัน แต่จงเป็สายน้ำที่อ่อนโยนที่สามารถไหลอ้อมผ่านมันไปได้"
"หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ?"
"หมายความว่า ไม่จำเป็ต้องไปปะทะกับพวกเขาตรงๆ" เยว่หลานอธิบาย "จงทำตัวให้ต่ำเข้าไว้ อย่าโอ้อวดในสิ่งที่เ้ามี ให้พวกเขาดูถูกและมองข้ามเ้าไปเหมือนเดิมนั่นแหละดีที่สุด ความปลอดภัยของเ้าและอาซานสำคัญกว่าศักดิ์ศรีใดๆ ทั้งสิ้น เข้าใจหรือไม่?"
คำสอนของแม่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง มันสอดคล้องกับความคิดของเยว่ซินที่้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและไม่เป็ที่จับตามองอย่างสมบูรณ์แบบ
"ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะท่านแม่"
บทสนทนานั้นทำให้เยว่ซินตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงการมีพลังทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่มันยังหมายถึงการมี "ปัญญา" ที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะใช้พลังนั้น และเมื่อไหร่ที่ควรจะซ่อนมันไว้ในเงามืด
คืนนั้น หลังจากที่ท่านแม่และอาซานหลับไปแล้ว เยว่ซินก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงแข็งๆ ของเธออย่างเงียบงันภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ผุพัง เธอไม่ได้โคจรพลังเพื่อฝึกฝน แต่ปล่อยให้จิตใจสงบนิ่งและทบทวนคำสอนของแม่ในวันนี้
"จงเป็สายน้ำที่อ่อนโยนที่สามารถไหลอ้อมผ่านมันไปได้"
เธอมองร่างของสองคนที่เธอรักที่สุดซึ่งกำลังหลับใหลอย่างสงบภายใต้ผ้าห่มผืนใหม่ที่อบอุ่น ภาพนี้คือสิ่งที่เธอต้องปกป้องไว้ให้ได้ คือเหตุผลที่เธอต้องแข็งแกร่งขึ้น แต่ความแข็งแกร่งนั้นไม่จำเป็ต้องแสดงออกอย่างเกรี้ยวกราดเสมอไป
เส้นทางของเธอยังอีกยาวไกล และมันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เธอเคยหวังไว้ แต่ตอนนี้ เธอมั่นใจแล้วว่าตัวเองกำลังเดินมาถูกทาง