ซูหวานหว่านคลี่ยิ้มเยาะ น้ำตาของนางไหลออกมาจากหางตาราวกับเป็หยาดฝนพรำที่แท้คำพูดของเฟิงหลิวในตอนนั้นล้วนเป็ความจริงทั้งหมดเฟิงหลิวเป็พี่ชายบุญธรรมของนาง เขาถูกท่านแม่ของนางนำมาเลี้ยงดูั้แ่เด็กเพียงแต่เขามีนิสัยรักอิสระ รักสันโดษ ชอบใช้ชีวิตอย่างเสรีทั้งยังไม่ยอมรับสืบทอดตระกูลซู
หากตอนนั้นเขายอมรับสืบทอดตระกูลซูฐานะของซูหวานหว่านก็คงไม่ใช่เด็กกำพร้าที่ไร้บ้านเดิมให้พึ่งพิงหลังจากที่พ่อแม่บุญธรรมตายเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหวานหว่านใช้เงินเก็บส่วนตัว เอาไปจ้างวานสืบข่าวนางจึงได้รู้ว่าพี่เฟิงหลิวของนาง เอาแต่ติดพันอยู่ในดินแดนหนานเจียง[1]ไม่กลับมาสร้างหลักปักฐานในเมืองหลวงเพื่อเป็ที่พึ่งให้กับน้องสาวคนนี้นางในตอนนั้นอายุได้เพียงหกขวบ รู้สึกเสียใจยิ่งนัก
นางเขียนจดหมายหาเขาหลายฉบับแต่ก็ไม่เคยมีฉบับไหนที่ถูกเขียนตอบกลับมาพี่เฟิงหลิวที่นางเคยคิดว่าอ่อนโยนและแสนดี ช่างเ็านัก
เมื่อเขาเมินเฉยต่อจดหมายของนางนางก็ไม่ได้ติดต่อไปอีก นับั้แ่นั้นนางกับเขาก็ถือว่าขาดการติดต่อจากกันอย่างสมบูรณ์ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง ตอนที่นางอายุย่างเข้าสิบสี่ปี เขากลับเขียนจดหมายถึงนางเวลานี้ต่อให้เขากลับมาเป็ที่พึ่งให้นางได้ นางก็ไม่อยากคุยกับเขาอีกแล้วนางชังเขาที่เขาเป็คนอกตัญญู ไม่รู้บุญคุณของตระกูลซู
ซูหวานหว่านไม่อยากติดต่อกับเขาเพราะนางยังโกรธเขาอยู่ แต่เขาก็มักจะส่งเงิน และอาหารที่นางชอบมาให้เสมอแม้กระทั่งสาวใช้หลายคนในจวนโหวยังเป็เขาที่ส่งมาคอยดูแลนาง
เดิมทีนางก็ไม่รู้ว่าเป็คนที่เขาส่งเข้ามาดูผิวเผินก็เหมือนสาวใช้ทั่ว ๆ ไปที่ถูกรับมาจากโรงทาสทว่าสาวใช้หนึ่งในนั้นดันพลั้งปากบอกความจริงนี้แก่นางนางจึงรู้แจ้งว่าเป็คนของเขาที่ส่งเข้ามาเพื่อให้อยู่เป็เพื่อนนาง
เมื่อกาลเวลาผันผ่านไปเมื่อความโกรธจางหายออกไป สิ่งที่นางถูกปิดหูปิดตาก็เห็นได้ชัดเจนขึ้นจวนโหวแห่งนี้ไม่ได้เลี้ยงดูนางด้วยความรักใคร่เอ็นดูเลยแม้แต่น้อยพวกเขาแค่สูบเืสูบเนื้อจากกองสินเดิมของนางที่มีมากมายก็เท่านั้นสัญญาหมั้นหมายนั่นเป็เพียงข้อผูกมัดที่พวกเขาเอาไว้หลอกล่อนางให้นางยอมอยู่ในจวนสกุลติ้งอย่างว่าง่ายและยอมเชื่อฟัง
เฟิงหลิวพยายามเขียนจดหมายมาตักเตือนนางหลายต่อหลายครั้งแต่นางก็เพิกเฉยเสมอมา หนำซ้ำยังหลอกตัวเองอีกว่า จวนสกุลติ้งดีต่อนางเพียงนี้ชุบเลี้ยงนางมาั้แ่เล็กจนโต อีกทั้งวันหน้านางจะได้กลายเป็สะใภ้ของจวนสกุลติ้งได้กลายเป็ฮูหยินน้อยของท่านซื่อจื่อ พวกเขาย่อมไม่มีวันทรยศนางแน่
มารดาของนางคือบุตรสาวคนโตของตระกูลไป๋ซึ่งเป็หนึ่งในตระกูลการค้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งสุ่ยอันนายท่านไป๋และนายหญิงผู้เฒ่ามีบุตรด้วยกันสามคน ทุกคนล้วนเป็สตรีภรรยารองของนายท่านไป๋มีบุตรสาวหนึ่งคน ตระกูลไป๋ไม่มีบุรุษสืบทอด ต่อมาจึงล่มสลายสมบัติร้านค้าต่าง ๆ ล้วนถูกแบ่งให้บุตรแต่ละคนตามความเหมาะสม
ไป๋เมิ่งซี ผู้เป็มารดาของซูหวานหว่านได้รับสมบัติร้านค้ามากที่สุดเพราะเป็คุณหนูใหญ่ของตระกูลไป๋่อายุวัยสาวของท่านแม่นางล้วนหมกมุ่นอยู่กับการทำการค้าทั้งสิ้นใน่เวลานั้นพันธมิตรคู่ค้าที่ดีที่สุดของท่านแม่คือนายท่านกวน กวนรุ่ยเสวียน
แน่นอนว่าเมื่อท่านแม่ของหวานหว่านตายไปสมบัติร้านค้าเ่าั้ย่อมตกทอดเป็ของซูหวานหว่านโดยชอบธรรมทว่าหวานหว่านอายุน้อยเกินกว่าจะเข้าใจเื่ทั้งหมดนี้จิ่นซ่างหวยจึงสวมหน้ากากเป็ท่านป้าผู้แสนดีอาศัยช่องโหว่นี้ในการเอาเปรียบเด็กที่ยังไม่รู้ประสาเช่นนาง
ร้านค้าสินเดิมที่อยู่ในมือของจิ่นซ่างหวยทำเงินให้จวนโหวในแต่ละปีไม่ใช่น้อยพวกเขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการบริหารร้าน เพียงมารับเงินแล้วก็จากไปพวกเขาทุกคนไม่มีใครรู้เลยสักนิด ว่าระยะหลังมานี้ ร้านค้าทั้งหมดนั่นมีเฟิงหลิวเข้ามาแทรกแซง และคอยควบคุมดูแลอย่างลับ ๆ
เฟิงหลิวเขามักจะเขียนจดหมายขอให้นางออกจากจวนโหว ขอให้นางเอ่ยปากยกเลิกการแต่งงานในจดหมายทุกฉบับที่เขาเขียนถึงนาง ล้วนย้ำชัดว่าคนที่นี่ไม่มีใครจริงใจกับนางหากนางอยากมีชีวิตที่ดี อยากแต่งงานกับบุรุษดี ๆ สักคน เขาจะเป็คนจัดการให้นางเองอีกทั้งคำทิ้งท้ายหลังจดหมาย ยังเขียนระบุไว้เสมอ ว่ามิให้นางเรียกเขาว่าคุณชายกวนเหมือนเฉกเช่นคนอื่นให้เรียกขานเขาว่าท่านพี่เท่านั้น
แต่เพราะนางไม่เคยรู้แหล่งที่อยู่ของเขาอย่างแน่ชัดและคิดว่าเขาคือคนอกตัญญูต่อตระกูลซู นางจึงไม่อยากเชื่อฟังคำพูดของเขาในยามที่ตระกูลซูเจอวิกฤต ้าให้เขาเป็ผู้สืบทอด เขากลับหายหัวไม่ไยดีแล้วตอนนี้เล่า จะทำเป็มาห่วงใยนางไปเพื่ออะไร
ตอนนั้นนางโง่เขลาตามไม่ทันเล่ห์กลคนอื่น ทว่าตอนนี้นางหูตาสว่างแล้ว เป็จริงดังที่เฟิงหลิวพูดคนที่จวนสกุลติ้งไม่มีใครจริงใจต่อนางเลยสักคน พวกเขาไม่คิดให้นางเป็ฮูหยินเอกของหลัวหยางั้แ่ต้นอีกทั้งตอนนี้ยังจะยัดเยียดให้นางเป็อนุ ไม่ยอมให้นางออกจากจวนโหวก็เพื่อตั้งใจจะฮุบสินเดิมของนาง พวกเขาน่ารังเกียจขนาดนี้ยังกล้าพูดว่าหวังดีและมีบุญคุณต่อนางอยู่อีกหรือ
แค่คำว่า อนุภรรยาเพียงคำเดียว ก็ทำให้เด็กสาวผู้โง่งมเช่นนางได้สติแจ่มชัดมากถึงขนาดนี้
“บุญคุณงั้นหรือเ้าคะพูดคำนี้ออกมา ท่านป้าไม่รู้สึกกระดากปากบ้างหรือ ท่านไม่อยากให้ข้าออกไปจากจวนโหวอ้างว่าข้าควรไว้หน้าพวกท่าน แท้จริงแล้วเป็เพราะอยากรักษาหน้าหรือเพราะอยากได้เงินปันผลจากร้านค้าสินเดิมของข้ากันแน่เื่นี้ท่านอย่าคิดว่าข้าไม่รู้เชียวนะเ้าคะ เมื่อก่อนข้ายังเล็กนักทั้งยังไร้เดียงสาเพียงนั้น จึงไม่รู้เื่ร้านค้าสินเดิมนึกว่ามีแค่ทรัพย์สินในหีบ ที่ไหนได้กิจการค้าขายของท่านแม่ข้าท่านได้เงินปันผลมานับสิบปีแล้ว นั่นก็เพียงพอแล้วกระมังเ้าคะสำหรับค่าเลี้ยงดูเด็กกำพร้า”
คำพูดของซูหวานหว่านช่างร้ายกาจนักที่ผ่านมาคนในจวนติ้งโหวเข้าใจมาโดยตลอดว่านางคือเด็กสาวหัวอ่อนไร้เดียงสาที่รู้ความคนหนึ่งบัดนี้นางได้เผยตัวตนที่แท้จริงออกมาจนหมดเปลือกบทบาทเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาและว่าง่าย ก็แค่ภาพลักษณ์หนึ่งที่นางอดทนอดกลั้นที่จะเป็ก็เพื่อให้ได้รับความรักความเอ็นดูจากคนในจวนว่าที่สามีก็เท่านั้น
ในเมื่อตำแหน่งสะใภ้จวนติ้งโหวนางไม่ได้เป็แล้วเช่นนั้นจะมีประโยชน์อันใดให้นางต้องฝืนทนเป็สตรีอ่อนหวานเช่นนั้นอีก
จิ่นซ่างหวยที่ได้ฟังคำพูดตอกหน้าของเด็กสาวแซ่ซูใบหน้าของนางก็ถึงกับแข็งค้างราวกับถูกตบฉาดใหญ่กลางห้องโถงริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยชาดสีแดงสดสั่นระริกอย่างคนประหม่า
"จะ...เ้าพูดเหลวไหลอันใด จวนติ้งโหวสูงส่งปานนี้จะไปฮุบสมบัติของเด็กกำพร้าเช่นเ้าได้อย่างไร วาจาสามหาว ช่างอกตัญญูนัก"จิ่นซ่างหวยพยายามเถียงข้าง ๆ คู ๆส่วนติ้งจี้เหอนั้นออกอาการโกรธจัดจนใบหน้าที่แสร้งทำเป็อ่อนโยนในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็บิดเบี้ยวงองุ้มอย่างสุดทน
"หากพวกท่านไม่ได้เจตนาฮุบสมบัติเช่นนั้นก็คืนโฉนดร้านค้าและกุญแจคลังสินเดิมของข้ามาเถิดเ้าค่ะ"ซูหวานหว่านแบมือออก แววตาของนางกระจ่างใสไร้ความหวาดกลัวอีกต่อไป"แต่หากท่านป้าบ่ายเบี่ยงพรุ่งนี้เช้าข้าจะให้หลงจู๊จากร้านค้าตระกูลไป๋มาขอตรวจบัญชีย้อนหลังสิบปีที่จวนโหวถึงเวลานั้นชาวเมืองหลวงคงได้เห็นว่าความเมตตาที่พวกท่านมีให้เด็กสาวกำพร้าแท้จริงมีมูลค่าเท่าใด เมื่อเวลานั้นมาถึงหากพวกท่านยังจะยืนกรานไม่ยอมคืนของให้แก่ข้า ข้าก็จะไปที่กรมตุลาการ”
ซูหวานหว่านไม่ได้ตะคอกเสียงดังลั่นไม่ได้ใช้อารมณ์ในการพูดคุยแต่น่าแปลกที่คำพูดของนางกลับทำให้คนทั้งสามออกร้อนออกหนาวจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้
"ซูหวานหว่าน!เ้ากล้าข่มขู่มารดาข้าหรือ บิดาของข้าก็นั่งอยู่ตรงนี้ ไยเ้าไม่ไว้หน้าเขาบ้าง"ติ้งหลัวหยางตวาดลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธเขาไม่เคยรู้เื่สินเดิมพวกนี้มาก่อน แต่เห็นท่าทางท่านแม่กับสีหน้าของท่านพ่อแล้ว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าแท้จริงเื่ราวนั้นเป็เช่นไร
ท่านพ่อของเขาปกติไม่ใช่คนเงียบขรึมเช่นนี้และไม่ใช่คนที่จะอดทนกับการถูกป้ายสียิ่งจะปล่อยให้เด็กสาววัยเพียงสิบห้าปีมาทำตัวกำแหงอยู่ต่อหน้าเช่นนี้ยิ่งเป็ไปไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่า! สิ่งที่นางพูดออกมานั้นจะเป็ความจริงทั้งหมด
"ข้าเพียงทวงของของข้าคืนใช่ข่มขู่เสียเมื่อไหร่" ซูหวานหว่านหันไปมองบุรุษที่นางเคยหลงผิดคิดว่าชอบเขาจนหมดหัวใจด้วยคิดว่าเมื่อก่อนนางจะแต่งเป็ภรรยาของเขา นางจึงภักดีต่อเขาไม่ถือสาในคำพูดเชิงดูแคลนของเขา
แต่อดีตมันผ่านพ้นไปแล้วนางไม่หลงใหลบุรุษเช่นเขา และไม่ปรารถนาที่จะเกี่ยวดองกับจวนสกุลติ้งอีกต่อไป
แม้ตระกูลซูของนางจะล่มสลายไปแล้วแต่นางจะไม่ยอมลดคุณค่าตัวเองด้วยการยอมแต่งเป็อนุประดับเรือนของบุรุษคนไหนเด็ดขาด!
[1]ดินแดนหนานเจียง南疆ความหมายคือชายแดนใต้