บทที่15-1 ร่ายรำกระบี่
หวังหนิงหลงมองน้องเล็กของตนเองนั่งกินอาหารมื้อเช้าด้วยรอยยิ้มที่สดใสอีกทั้งนางยังแต่งหน้าและทำผมเป็นพิเศษมากกว่าวันอื่นๆ เขารู้ดีว่า เหตุใดน้องสาวถึงมีอาการเยี่ยงนี้ด้วยวันนี้นางจะไปเยี่ยมคุณชายจิ่งเทียนที่คฤหาสน์ตระกูลหลิวถึงแม้ว่าสมองของเขาจะรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่พี่สามได้บอกแก่เขาเมื่อวานแต่นางเป็นน้องสาวที่เขารักและเอ็นดูมากที่สุดไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้ง่ายๆ
หลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้าเสร็จแล้ว หวังหมิงซินเดินออกมาส่งพี่ชายไปทำงานที่หน้าจวนนายอำเภอเมื่อรถม้าของพี่ชายได้เคลื่อนตัวออกไปแล้ว หวังหมิงซินจึงขึ้นไปนั่งบนรถม้าของตนเองแล้วสั่งให้คนขับรถม้าตรงไปที่ร้านขนมฉิงเล่อก่อน โดยให้สาวใช้ตัวน้อยลงจากรถม้าไปนำขนมจำนวนหนึ่งเพื่อมอบเป็นของฝากให้กับคนป่วยเมื่อรถม้าของหวังหมิงซินไปถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิวเป็นท่านพ่อบ้านเจิ้งที่ออกมาต้อนรับ
“คารวะคุณหนูหมิงซินขอรับ”
“ท่านพ่อบ้านเจิ้งข้าต้องขอรบกวนท่านด้วย เมื่อวานพี่อี้โจวบอกกับข้าว่า น้องจิ่งเทียนไม่สบายวันนี้ข้าจึงมาขอเยี่ยมเยียนคนป่วย”
“เชิญคุณหนูหมิงซินที่ห้องโถงรับแขกขอรับข้าจะให้คนไปแจ้งแด่คุณชายจิ่งเทียนขอรับ”
“ขอบคุณท่านพ่อบ้านเจิ้ง”
ท่านพ่อบ้านเจิ้งได้ฟังคำบอกกล่าวของคุณหนูหวังหมิงซินจึงเข้าใจได้ในทันทีว่า เหตุใดวันนี้คุณชายใหญ่ของตนจึงมีอาการแปลกๆ ตั้งแต่เช้าเริ่มจากสวมใส่อาภรณ์ที่ดูประณีตไม่เหมือนกับชุดที่ใส่อยู่บ้านเหมือนวันอื่นๆสายตาจ้องมองมายังประตูใหญ่ด้านหน้าจวนอยู่ตลอดเวลา แต่อาการเยี่ยงนี้ของคุณชายใหญ่ทำให้เขารู้สึกดีใจปลื้มปิติยิ่งนัก
เมื่อเขานำทางคุณหนูหวังหมิงซินไปถึงห้องโถงรับแขกก็ได้พบกับคุณชายใหญ่ของตนเองที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วเขาจึงนึกชื่นชมอาฝูผู้เป็นคนรับใช้ส่วนตัวของคุณชายใหญ่ที่ทำงานได้คล่องแคล่วและรวดเร็วยิ่งนักสามารถสืบข่าวและแจ้งแก่คุณชายใหญ่ให้มารอคุณหนูหวังหมิงซินได้ทันท่วงที
“คารวะพี่อี้โจวเจ้าค่ะ” หวังหมิงซินยอบกายคารวะชายหนุ่ม
“ตามสบายเถิดน้องหมิงซิน เจ้ารอสักครู่เทียนเอ๋อร์กำลังมา” ชายหนุ่มกล่าวบอกหญิงสาวด้วยรอยยิ้มละมุน
“เจ้าค่ะพี่อี้โจว”
พ่อบ้านเจิ้งที่ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้านายรู้สึกตกตะลึงยิ่งนัก นับตั้งแต่วันที่บิดาและมารดาของคุณชายได้จากไปรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณชายใหญ่ก็ได้อันตรธานหายไปด้วยแต่วันนี้รอยยิ้มของคุณชายใหญ่ได้คืนกลับมาแล้วเขาเฝ้ามองดูการพูดคุยของทั้งสองคนด้วยความอิ่มเอมใจผ่านไปสักพักเสียงคุณชายเล็กของบ้านได้ดังขึ้น
“คาระพี่หมิงซินขอรับ”หลิวจิ่งเทียนเอ่ยคารวะหญิงสาว
“น้องจิ่งเทียนอาการป่วยของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” หวังหมิงซินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ดีขึ้นมากแล้วขอรับวันนี้ข้าไม่มีอาการไอและเจ็บคอแล้วขอรับ” หลิวจิ่งเทียนตอบคำถามของหวังหมิงซิน
“ดียิ่งนัก” หวังหมิงซินเอ่ยด้วยความโล่งใจ
“แต่ข้าเสียดายที่เมื่อวานมิได้ไปร่วมงานจึงมิได้เห็นรูปวาดและได้ฟังการบรรเลงพิณของพี่หมิงซินขอรับ” หลิวจิ่งเทียนได้รับฟังการบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงจากพี่ชายของตนเองเขารู้สึกเสียใจและเสียดายยิ่งนักที่มิได้ไปร่วมงานนี้ด้วย
“มิต้องเสียดายไปหรอก เอาไว้วันหลังพี่วาดรูปเป็นของขวัญให้น้องจิ่งเทียนดีหรือไม่” หวังหมิงซินเอ่ยกับเด็กชาย
“ดียิ่งขอรับ ขอบคุณพี่หมิงซินขอรับ”หลิวจิ่งเทียนรู้ดีว่า ฝีมือการวาดรูปของหญิงสาวยอดเยี่ยมมาก ของขวัญชิ้นนี้ถูกใจเขายิ่งนัก
“แต่วันนี้พี่นำขนมที่เป็นของชอบของเจ้า จากร้านฉิงเล่อมาฝากเจ้าด้วย”หวังหมิงซินรับขนมจากซิ่งฮวา แล้วยื่นไปให้เด็กชาย
“ขอบคุณขอรับ” หลิวจิ่งเทียนรับขนมจากมือของหวังหมิงซินด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นแนวฟันที่เรียงตัวอย่างสวยงาม
‘ลูกชายของครอบครัวนี้ช่างมีรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งพี่ชายและน้องชาย มิรู้ว่า เมื่อน้องจิ่งเทียนโตขึ้นจะเป็นภมรที่ลวงล่อเหล่าดอกไม้งามได้มากสักเพียงใด’
แต่สำหรับคุณชายใหญ่ของบ้านนี้ หวังหมิงซินคงไม่อาจปล่อยให้ออกไปล่อลวงดอกไม้ดอกใดได้อีกเพราะนางจะเป็นดอกไม้ที่ล่อลวงภมรให้ลุ่มหลงจนไม่อาจบินไปที่ใดได้อีก
หลังจากหวังหมิงซินและหลิวจิ่งเทียนพูดคุยกันอย่างออกอรรถรสประมาณสองเค่อเสียงของชายหนุ่มผู้เป็นประมุขใหญ่ของบ้านเอ่ยขึ้นว่า
“เทียนเอ๋อร์ เจ้ายังไม่หายดีอาจเหนื่อยล้าได้ เจ้าควรกลับเข้าไปพักผ่อนได้แล้ว”
“ข้ายังไม่เหนื่อยเลยนะขอรับพี่ใหญ่ข้ายังอยากคุยกับพี่หมิงซินต่อขอรับ”
“แต่พี่ว่าเจ้าควรกลับไปพักผ่อนที่ห้องได้แล้ว”ชายหนุ่มเอ่ยกับน้องชายด้วยเสียงเข้ม
“แต่ว่า...”
“คุณชายเล็กขอรับ ท่านยังไม่หายดีเชื่อฟังคุณชายใหญ่เถอะขอรับไว้คราวหน้าค่อยพูดคุยสนทนากับคุณหนูหมิงซินใหม่ก็ได้ขอรับข้าเชื่อว่าคุณหนูหมิงซินย่อมต้องมาเยี่ยมเยียนคุณชายอีกแน่นอนขอรับ”พ่อบ้านเจิ้งเอ่ยกับคุณชายเล็กของตน
“ใช่จ้ะ พี่จะมาเยี่ยมน้องจิ่งเทียนบ่อยๆ”หวังหมิงซินเอ่ยรับคำของพ่อบ้านเจิ้ง
“ก็ได้ขอรับวันนี้ข้าไปพักผ่อนก่อนนะขอรับพี่หมิงซิน” หลิวจิ่งเทียนจำใจยอมรับ
“เชิญจ้ะ”
พ่อบ้านเจิ้งเดินนำทางคุณชายเล็กที่ยังอาลัยอาวรณ์อยากอยู่สนทนาต่อกับหญิงสาวไปยังห้องนอนของเจ้านายด้วยตนเอง เพราะเขาต้องการความมั่นใจว่า จะไม่มีผู้ใดไปรบกวนการสนทนาระหว่างคุณชายใหญ่และคุณหนูหวังหมิงซิน
เมื่อหวังหมิงซินเห็นว่าพ่อบ้านเจิ้งได้พาน้องจิ่งเทียนเดินออกจากห้องโถงรับแขกแล้วนางจึงหันไปหาเป้าหมายแล้วเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยเสียงหวานเสนาะหูว่า
“พี่อี้โจวเจ้าคะพวกเราไปนั่งที่ศาลาในสวนดอกไม้กันเถอะเจ้าค่ะข้าชอบดอกไม้ที่ปลูกอยู่ตรงนั้นมากเจ้าค่ะ”
หลิวอี้โจวยิ้มและพยักหน้าเป็นการตอบรับให้กับหญิงสาวจากนั้นทั้งคู่จึงเดินเคียงข้างกันไปยังจุดหมาย เมื่อหวังหมิงซินและชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ผ่านไปชั่วพริบตาน้ำชาและขนมสาลี่ตุ๋นน้ำผึ้งได้ถูกยกลำเลียงขึ้นมาที่โต๊ะ
“ขนมสาลี่ตุ๋นน้ำผึ้งของโปรดของน้องหมิงซิน กำลังร้อนอยู่ เจ้ารีบกินเสียเถิด”
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่อี้โจว”
หลังจากหวังหมิงซินกินขนมของโปรดเสร็จแล้วจึงเอ่ยถามชายหนุ่มว่า
“เมื่อวานพี่อี้โจวชอบเสียงพิณของข้าหรือไม่เจ้าคะ”
“ชอบสิ ข้าชอบมากด้วย”
หลิวอี้โจวย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานภาพที่ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของเขาโฉมสะคราญผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองเฉิงตือนั่งโดดเด่นอยู่บนเวทีพร้อมกับเสียงบรรเลงเพลงพิณไพเราะเสนาะหูที่ทำให้ชายหนุ่มจำนวนมากในงานถูกตรึงสายตาไว้ โดยไม่อาจละสายตาจากหญิงงามได้เลยเมื่อวานเขาอยากจะดึงตัวนางลงมาจากเวทีแล้วนำไปเก็บไว้ที่อื่นเพื่อให้รอดพ้นจากสายตาของหมู่ภมรเหล่านั้น
“เช่นนั้นข้าจะเล่นพิณตามที่สัญญาไว้เมื่อวานเจ้าค่ะวันนี้ข้าจะเล่นเพลงเพื่อพี่อี้โจวคนเดียวเท่านั้นเจ้าค่ะ” หวังหมิงซินกำลังรุกไปที่ชายหนุ่มตามคำแนะนำของพี่สาว
ชายหนุ่มที่ความร้อนกำลังแผ่ลามไปทั่วใบหน้าหันไปกล่าวเพื่อกลบเกลื่อนความอายกับคนรับใช้ส่วนตัวว่า
“อาฝูเจ้าจงไปนำพิณของท่านแม่มาให้คุณหนูหมิงซินได้บรรเลงเพลงเถิด”
“ขอรับคุณชาย”