ต้นทางของเสียงนั้นดังมาจากในตัวบ้าน ไม่นานนักเจ้าของของเสียงก็เดินออกมา
เขาคือชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าสามัญเมื่อสังเกตจากการแต่งตัวของเขาแล้วเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่นั้นบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่งอาชีพหลักของเขาคือการทำไร่ มองออกไปจากตัวบ้าน ภายในพื้นที่บริเวณบ้านพื้นที่ปลูกสมุนไพรเสียเป็นส่วนใหญ่
แม้ชายคนนี้จะไม่ได้มีหน้าตาอันหล่อเหลาแต่ลักษณะท่าทางของเขานั้นดูเป็นคนอบอุ่น ยาวที่เขามองไปที่เมย์ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน
เมย์ยิ้มรับชายคนนั้นอย่างอบอุ่นเช่นกันแววตาของเธอส่องประกายความสุขออกมา
เมอร์ลินเมื่อเห็นดังนั้น จู่ๆเขาก็รู้สึกก้าวเท้าไม่ออกภายรอยยิ้มของเมย์นั้นทำให้ร่างกายนี้ไม่กล้าที่จะขยับตัวราวกับว่ากำลังกลัวบางสิ่ง
กลัวหรือ? ทำไมเขาถึงเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา
เทียนหลงในร่างของเมอร์ลินไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนว่าวิญญาณของเด็กน้อยที่ซ่อนอยู่จะปะทุความรู้สึกนี้ออกมาจนร่างกายนี้ไม่สามารถควบคุมได้
เมอร์ลินในตอนนี้รู้สึกกลัว กลัวว่าเมื่อเขาแสดงตัวความสุขของเมย์นั้นจะหายไป เพราะที่ผ่านมาเมอร์ลินในร่างนี้เห็นเมย์ใช้ชีวิตที่มีเต็มไปด้วยความทุกข์ไม่มีเลยซักครั้งที่เมย์จะยิ้มด้วยความสุขอย่างแท้จริงเด็กน้อยในร่างนี้รับรู้ความรู้สึกทุกอย่างของผู้เป็นมารดา
เมย์เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มีชีวิตรันทดเธอนั้นต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการถูกผู้ให้กำเนิดทอดทิ้งจนมีสถานะเป็นคนรับใช้ต่อมาเธอนั้นได้ถูกย่ำยีโดยผู้เป็นนายจนกลายเป็นอนุอย่างไม่ยินยอมครั้นมีลูกชายเธอก็กลับได้พบกับการสูญเสียหญิงสาวคนหนึ่งที่เจอสถานการณ์เช่นนี้นับว่าน่าเวทนาอย่างยิ่ง
ในตอนที่เธอได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการตายของลูกชายคนเดียวของเธอเธอนั้นเสียใจเป็นอย่างมาก ใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ตรมและโศกเศร้าน้ำตาของเธอนั้นหลั่งออกมาแทบจะทุกครั้งที่เธอลืมตาความเศร้าของเธอนั้นไม่สามารถบรรยายออกมาได้
ในเวลานี้เมอร์ลินนั้นมีความกลัว กลัวที่จะปรากฏตัวต่อหน้าเมย์เขากลัวว่าเมื่อเมย์เจอเขาแล้วความสุขของเธอที่มีอยู่ในตอนนี้จะหายไปชีวิตของเขาในตอนนี้ไม่ใช่เมอร์ลินเหมือนกาลก่อนเขานั้นไม่สามารถอยู่กับเมย์ได้ตลอดไป มันยังมีอีกหลายสิ่งที่เขาต้องทำอีกอย่างหนึ่งเขากลัวว่าวันหนึ่งเขาอาจชักพาความเดือดร้อนมาให้เมย์เขากลัวว่ารอยยิ้มของเมย์ในวันนี้จะหายไป
ผู้หญิงคนนี้เหนื่อยมามากพอแล้วเธอควรได้รับความสุข
เมอร์ลินอยากให้เธอได้มีความสุขอย่างเช่นที่เธอเป็นอยู่นี้ไม่แน่ว่าการที่เธอไม่พบเขาอีกมันจึงเป็นทางออกที่ดีกว่า เขาต้องการให้เธอได้มีความสุขในที่ของเธอและเขาจะคอยดูแลเธออยู่ห่างๆเอง
การพบกันของเขากับเมย์อีกครั้งมันคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา
เมอร์ลินค่อยๆ ย่ำเท้าเดินกลับมาหาอาเธอร์ที่รออยู่ใบหน้าของเขาในตอนนี้นั้นดูไม่ดีนัก มันทั้งเต็มไปด้วยความสุขและความเศร้าแววตาของเขาแสดงออกซึ่งความรู้สึกที่ซับซ้อน
อาเธอร์ซึ่งเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบทั้งหมดเขาเข้าใจความรู้สึกของเมอร์ลิน เขามองไปที่เมอร์ลินและแสดงออกด้วยสายตาที่ห่วงใย
"เจ้าจะไม่เข้าไปจริงๆหรอ?"
เมอร์ลินส่ายศีรษะอย่างอ่อนโยนแต่ใบหน้าของเขาก็ยังปรากฏรอยยิ้มที่ดูเหมือนไม่ยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกยินดีมากนัก ในระหว่างนั้นทั้งสองจึงมีแต่ความเงียบ
เรื่องของครอบครัวล้วนเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหวสำหรับมนุษย์
อาเธอร์ซึ่งถือว่าเมอร์ลินเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเขาเมื่อเจอกับเหตุการณ์นี้เขานั้นจึงได้แต่เคารพการตัดสินใจของเมอร์ลิน
ไม่นานทั้งสองก็เดินจากไป โดยที่เมอร์ลินได้ขอให้อาเธอร์ปิดเรื่องการกลับมาของเขาเป็นความลับเขาไม่ต้องการให้เมย์รับรู้ อาเธอร์ได้รับปากกับเขาอย่างไม่เต็มใจนักเพราะอีกใจหนึ่งเขาก็รู้สึกสงสารเมย์เหมือนกัน
ต่อมาเมอร์ลินถูกอาเธอร์ชักชวนให้ไปพักอยู่กับเขาแต่เมอร์ลินกลับปฏิเสธอาเธอร์ไป
เมอร์ลินบอกกับอาเธอร์ว่าเขานั้นมีที่พักอยู่แล้วแต่ก่อนที่จะแยกจากกัน เขาได้คุยกับอาเธอร์ในเรื่องที่เขาต้องการที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนเวทย์อารากอนอาเธอร์นั้นก็ได้รับปากกับเมอร์ลินว่าจะเป็นธุระให้
ด้วยอำนาจของดยุกโควและเอริก การจะฝากใครสักคนเข้าโรงเรียนเวทย์อารากอนนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก
จากการสังเกตของอาเธอร์ เขาเห็นว่าด้วยฝีมือของเมอร์ลินในตอนนี้นั้นมีศักยภาพพอที่จะเข้าเรียนที่นั่นได้อย่างไม่ยากเย็นแม้จะไม่ต้องใช้เส้นสาย ด้วยความสามารถของเมอร์ลินก็สามารถเขาเรียนที่นั่นได้อย่างง่ายๆ
อาเธอร์วิเคราะห์ไอพลังเวทย์ที่อยู่ในร่างของเมอร์ลินเขาพบว่าเมอร์ลินนั้นอยู่ในระดับสูงสุดของผู้ใช้เวทย์แล้วอีกเพียงครึ่งก้าวเขาก็จะสามารถเป็นนักเวทย์ผู้หนึ่งได้แล้ว
เมอร์ลินยังมีความห่างชั้นกับอาเธอร์อยู่หนึ่งขั้นแต่เมื่อดูจากฝีมือการต่อสู้ของเมอร์ลินแล้ว เขาก็เชื่อว่าเพื่อนของเขาคนนี้สามารถเข้าเรียนในชั้นปี2 ของโรงเรียนเวทย์อารากอนได้อย่างสบายๆ
อาเธอร์ตั้งใจนำเรื่องนี้ปรึกษากับเอริกผู้เป็นอาจารย์ของเขามันดูเหมือนว่าอาจารย์ของเขาจะถูกใจในตัวของเมอร์ลินไม่น้อย
ดังนั้นแล้วการจะให้เอริกจัดการเรื่องเข้าเรียนในโรงเรียนแห่งนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล
วันต่อมาเมื่ออาเธอร์ได้คุยเรื่องนี้กับเอริกเอริกก็ตอบรับที่จะช่วยเหลือเมอร์ลินอย่างที่อาเธอร์คาดการณ์ไว้
เอริกนั้นได้เสนอตัวออกหน้าเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ให้อย่างไม่มีการอิดออกด้วยชื่อเสียงของเขา เพียงเขาเอ่ยปากออกมา ทางโรงเรียนเวทย์อารากอนนั้นไม่มีทางที่จะปฏิเสธแน่นอน
ทั้งนี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเอริกนั้นมีเงื่อนไขอย่างหนึ่งให้เมอร์ลินทำเขาบอกกับเมอร์ลินว่าก่อนที่เมอร์ลินจะออกเดินทางให้เมอร์ลินมาพบกับเขาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง
จากนั้นเมอร์ลินจึงตกลงว่าจะเดินทางไปยังโรงเรียนเวทย์อารากอนในอีก3 วันข้างหน้า
พวกเขาทั้งสองเอ่ยลา และนัดพบกันอีก 3 วันที่บ้านของเอริก
เมื่อแยกกับอาเธอร์แล้ว เมอร์ลินเลือกชายป่าบริเวณชานเมืองเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของเขานั่นเพราะด้วยนิสัยของการเป็นผู้ฝึกตนการสูดรับไอดินกลิ่นฟ้าย่อมเป็นผลดีต่อการบ่มเพาะของเขา
เมอร์ลินเดินมายังสถานที่แห่งหนึ่งและเลือกที่จะใช้พลังปราณกระบี่ที่ก่อตัวเป็นรูปร่างขุดเจาะพื้นดินจนกลายเป็นหลุมโพรงอันใหญ่ไม่นานเขาก็นำตัวเองเข้าไปในนั้นและสร้างอักขระเวทย์ปกปิดทางเข้า
ด้วยพลังอักขระเวทย์ของเขาซึ่งใช้เวทย์มิติลวงตาวงเวทย์ลวงตาสามวงที่ทับซ้อนกันนั้นเพียงพอที่จะลวงตาและปิดกันมันจากบุคคลภายนอกได้หากไม่ใช่จอมเวทย์ผู้หนึ่งแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่สามารถสังเกตหลุมโพรงหลุมนี้ได้
เมอร์ลินต้องการปิดด่านฝึกตนเขาต้องการปิดด่านเพื่อทำบางอย่างและไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้าฌาณเป็นระยะเวลานาน
เหตุที่เขาต้องทำเช่นนี้ แทนที่จะไปพักอย่างสุขสบายที่ปราสาทของอาเธอร์นั่นเพราะเขายังมีบางสิ่งที่ต้องทำ บางสิ่งที่ไม่สามารถให้คนภายนอกได้รับรู้ได้มันจะเป็นการยุ่งยากหากเขาต้องมาคอยระวังการจับผิดของผู้คน
การปลีกตัวออกมาจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
เมื่อจัดการกับเรื่องที่พักอาศัยเรียบร้อยแล้วเมอร์ลินได้จัดการส่งข้อความไปยังมาติน เขานั้นสั่งการให้มาตินรับซื้อสมุนไพรจากไร่ของเมย์ในราคาที่ดีกว่าที่อื่นโดยที่เขาให้มาตินหักเงินในส่วนของเขาไว้เพื่อทดแทนส่วนต่างที่ขาดหาย และเขายังได้สั่งให้มาตินส่งคนมาดูแลเมย์และสามีใหม่ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย
จากนั้นเมอร์ลินก็ได้ใช้เวลาทั้งหมดของเขาทำความเข้าใจในศาสตร์รูปแบบอำนาจของพลังอักขระภายในโพรงถ้ำอันมืดมิดแห่งนี้เขาได้ทดลองใช้อำนาจของรูปแบบพลังอักขระในการวางรูปแบบเก็บเสียงป้องกัน และปิดผนึกอีกด้วย
การที่เมอร์ลินอยู่ในความมืดและเงียบนั้นเป็นผลดีต่อการทำความเข้าใจของเอาเป็นอย่างมาก
การปิดตาและดับเสียงสามารถสร้างสมาธิให้แก่เขาได้อย่างยอดเยี่ยม
จนเขาสามารถสร้างความเข้าใจในทักษะรูปแบบอำนาจอักขระได้อย่างรวดเร็วความเชี่ยวชาญในการใช้รูปแบบอำนาจอักขระนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง เมอร์ลินออกจากโพรงถ้ำได้อย่างตรงเวลาเนื่องด้วยตัวของเขานั้นไม่จำเป็นต้องกินหรือนอนดังเช่นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ด้วยความสามารถที่ดีบวกกับสมาธิอันเป็นเลิศจึงทำให้เขาสามารถคำนวณเวลาเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยม
เมื่อเมอร์ลินออกมาจากโพรงถ้ำนั้นเขาก็สะบัดมือทำลายที่อยู่ชั่วคราวของเขาจนไม่เหลือภาพเดิม ด้วยอำนาจของขั้นก่อลำต้นเขาสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
หลังจากจัดการกับที่อยู่ของเขาเรียบร้อยแล้วเขาก็ออกเดินทางทันที
เมอร์ลินตรงไปยังบ้านของเอริกอย่างไม่รีบเร่ง
เด็กน้อยอายุ 12 แต่รูปร่างวัย 10 ขวบนั้นเดินทางอย่างสบายอารมณ์
การปิดด่านระยะเวลาสั้นๆ ครั้งนี้ทำให้เขาสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ของการใช้รูปแบบอำนาจอักขระได้อย่างดีเยี่ยมนั่นจึงทำให้เขามีอารมณ์ที่ดี
ไม่นานเมอร์ลินก็มาถึงบ้านของเอริกที่เป็นจุดหมาย
เมื่อเข้าไปในบ้านเมอร์ลินก็ได้พบกับอาเธอร์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
พวกเขาทั้งสองได้ทักทายและพูดคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่พักหนึ่งหลังจากนั้นเสียงของเอริกจะดังออกมา
เอริกได้เรียกให้เมอร์ลินเข้าไปคุยในห้องทำงานของเขาโดยที่ได้ทิ้งให้อาเธอร์ได้นั่งคอยอยู่ในห้องนั่งเล่น
“สวัสดีตอนเช้าท่านเอริก” เมอร์ลินกล่าวคำทักทายต่อเอริกอย่างมีมารยาท
“สวัสดีเด็กน้อยเช้านี้เป็นเช้าที่ดีเจ้าว่าไหม” เอริกยิ้มและพูดคุยอย่างผู้ใหญ่ใจดี
“ครับ ...” เมอร์ลินตอบรับสั้นๆ และหยุดนิ่งไป
เอริกเมื่อท่าทางของเมอร์ลินเขานั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าเด็กน้อยผู้นี้ไม่ต้องการที่จะกล่าวคำไร้สาระพวกนี้
เอริกยิ้มและเอ่ย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าเด็กน้อยอย่างเจ้านี่ช่างอารมณ์ร้อน ไม่เป็นไรอย่างนั้นเรามาเข้าเรื่องกัน”
เมื่อพูดจบเอริกก็สับเปลี่ยนอารมณ์ของเขาในทันทีจากชายแก่ร่างยักษ์ที่หยอกล้อใจดีเปลี่ยนเป็นท่าทีที่เคร่งขรึมในทันตา
มือใหญ่ของเอริกล้วงเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขาเขาหยิบจดหมายสองฉบับออกมาแล้วยื่นมันให้กับเมอร์ลิน
“เจ้าจงนำจดหมายสองฉบับนี้ไป” เอริกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแล้วพูดต่อ
“จดหมายสองฉบับที่อยู่ในมือเจ้านั้นฉบับหนึ่งเป็นหนังสือแนะนำการเข้าเรียนโรงเรียนเวทย์อารากอนของเจ้า ส่วนอีกฉบับคือจดหมายที่เจ้าต้องทำการส่งมันให้ถึงมือผู้อำนวยการของโรงเรียนโดยตรงนอกจากจดหมายแนะนำตัวของเจ้าแล้วจดหมายอีกฉบับหนึ่งนั้นอย่าคิดที่จะเปิดดูมันเป็นอันขาดหากเจ้าไม่เชื่อฟังเจ้าอาจโดนเวทย์คำสาปที่กำกับไว้ทำร้ายเอาได้ การเปิดจดหมายฉบับนี้จำเป็นจะต้องมีรหัสลับและผู้ที่จะเปิดมันได้จะต้องเป็นจอมเวทย์ขึ้นไปเท่านั้น"
เอริกหรี่ตาลงและเอ่ยต่อ
“อย่าให้ความอยากรู้ทำร้ายเจ้าจงจำไว้ให้ดี”
เมอร์ลินสูดหายใจเข้าไปครั้งหนึ่งแล้วเอ่ยออกมา
“ข้าจะจำคำท่านไว้ และข้าต้องขอขอบคุณท่านมากสำหรับความช่วยเหลือนี้”
ทั้งสองได้พูดคุยเรื่องทั่วไปอีกเล็กน้อยก่อนที่เมอร์ลินจะลุกขึ้นแสดงความเคารพและเดินจากไป โดยทิ้งเอริกไว้กับแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน