บทที่ 9 พบเจอร้านตรงหัวมุมถนน
หิมะยังคงโปรยปรายไม่หยุดซูิเจี๋ยนั่งนิ่งอยู่บนกองหินนานหลายชั่วโมง มือยังคงกำกล่องเล็ก ๆ ที่เก็บจดหมายใบนั้นไว้แน่น ซูิเจี๋ยรู้อะไรบ้าง
แววตาเขามีแต่ความว่างเปล่า ก้มหน้ามองจดหมายพวกนี้ ที่เป็เขาเองที่เขียนเอง...
อารมณ์ที่ว่างเปล่า แต่น้ำตากลับไหลลงบนกระดาษ...
ทีละหยดสองหยด...
ซูิเจี๋ยรู้สึกว่าตรงหน้ามืดมัว จนมองลายมือที่เขียนไม่ชัดเจน แต่ก็ยังรู้ว่านี่คือจดหมายของตัวเอง เป็จดหมายที่เขาเขียนขึ้นอย่างตั้งใจ
พอเช็ดน้ำตา ก็อ่านข้อความในกระดาษบนมือ แล้วก็ร้องไห้ออกมา พยายามอดกลั้นเสียงสะอื้น แต่ยิ่งไม่ร้องออกมา ความเ็ปก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
ซูิเจี๋ยเข้าใจดีว่า จดหมายที่อยู่ในมือนั้น คือฉบับที่เขาส่งไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน “ทำไมถึงเป็แบบนี้ ั้แ่เธอไม่ยอมบอกเบอร์โทรศัพท์ ไม่ยอมบอกที่อยู่ ฉันก็น่าจะรู้แล้วสิ...”
่เวลา: อดีต ปี 2013
“ที่นายบอกก็คือฉันกำลังจะตายงั้นเหรอ?” เฟิงซินจื่อหันไปมองชายแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น
ไป๋อิงนั่งชิวๆ อยู่บนพื้นกำลังกินไอติมเย็นๆ “อืม…”
เมื่อห้านาทีก่อน ไป๋อิงที่นั่งเบื่อๆ อยู่ตรงพื้น พอเห็นเฟิงซินจื่อเดินผ่านมา ก็แน่ใจว่าเธอเหลือบมามองเขา เลยลองพูดดูสักประโยค
“เธอกำลังจะตายเร็วๆ นี้นะ”
ผลก็คือ เฟิงซินจื่อกลับได้ยินจริงๆ แล้วก็หยุดเดิน หันมามองไป๋อิง
ไป๋อิงยิ้มเ้าเล่ห์ พอคิดถึงเื่นี้ ยังดีที่ตอนนี้ไอ้บ้าจีเหยียนไม่อยู่ เลยพูดออกไปตรงๆ “ใช่แล้ว อีกเดี๋ยวเธอก็จะตายแล้ว บางทีเธออาจจะเจอใครบางคนที่เป็ ‘พวกเดียวกัน’ กับเธอ เขาอยากช่วยเธอ ถ้าเธออยากมีชีวิตรอดต่อไปล่ะก็ เธอก็น่าจะรู้ว่าต้องทำยังไง ใช่ไหมล่ะ?”
เฟิงซินจื่อฟังคำพูดของชายตรงหน้า “…งั้นเหรอ…” คำว่า ‘พวกเดียวกัน’ …น่าจะหมายถึงเขาสินะ…ซูิเจี๋ย
สายฝนโปรยปรายตรงหน้าไป๋อิง แต่มันกลับไม่มีเสียงฝนตก ััไม่ได้ถึงความเย็นของหยาดฝน ฝนตกผ่านตัวเขา ทะลุลงพื้น และฝนทุกหยดก็ทะลุลงไปแบบนั้น
ไป๋อิงกะพริบตา “ตอนนี้ เธอจะทำยังไงดีล่ะ? ใกล้จะตายอยู่แล้วนะ แม้แต่จดหมายที่เพิ่งเขียนเสร็จก็ยังไม่ได้ส่งเลย ตอนนี้จะทำยังไงดีล่ะ?”
เฟิงซินจื่อยืนอยู่ตรงหน้าไป๋อิง ในมือถือจดหมายที่เพิ่งเขียนเสร็จไว้แน่น
ท้องฟ้าใน่ปลายฤดูใบไม้ร่วงจะมีลมเย็นโชยมาบางเบา แต่ก็ยังไม่เย็นเท่าความรู้สึกในใจของเฟิงซินจื่อ ความเย็นนั้นแทรกซึมลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า
อย่าว่าแต่จะยืนอยู่ใต้แสงแดด ก็ยังไม่อุ่นเลย
“ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้น?”
“เธอไม่รู้เหรอ? ที่เธอเห็นฉันได้น่ะ มันหมายความว่าเธอใกล้จะตายแล้วนะ”
“คุณเป็ยมทูตหรือไง?”
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่คนที่เห็นฉันได้ ก็มีแต่คนที่ใกล้จะตายแล้วเท่านั้น แต่ก็เอาเถอะ ตอนนี้เธอคงจะคิดได้แล้วล่ะว่าจะเอายังไงต่อ ถ้ายังไม่รู้ละก็...มีคนคนหนึ่งที่สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องกับเธอได้”
เฟิงซินจื่อยังไม่ค่อยเชื่อไป๋อิง เพราะเขาอยู่ ๆ ก็โผล่มา แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าคนรอบข้างจะไม่เห็นชายคนนี้จริงๆ เขาเองก็ไม่ได้ดูเหมือนโกหก แต่กลับให้ความรู้สึกอันตรายอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะหน้าตาดีจนคนอื่นอิจฉา แต่เฟิงซินจื่อก็ไม่อาจละเลยอันตรายที่ััได้โดยสัญชาตญาณนี้ไปได้
ไป๋อิงเห็นว่าเฟิงซินจื่อยังไม่เชื่อ แถมยังเริ่มระแวง เขาเลยพูดขึ้นว่า “ไม่เชื่อก็ไม่เป็ไร ตรงนั้นมีร้านขายของเก่าอยู่ร้านหนึ่ง เธอลองเข้าไปดู แล้วจะรู้ทุกอย่างเอง ถึงตอนนั้นก็จะรู้ว่าฉันพูดจริงหรือเปล่า ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรเธอหรอก แค่เห็นว่าเธอยังไม่รู้ตัวว่าใกล้ตาย แล้วยังจะไปส่งจดหมายอีก ฉันเลยรู้สึกสงสารนิดหน่อยก็แค่นั้นเอง” พูดจบ เขาก็กินไอศกรีมคำสุดท้าย แล้วโยนไม้ไอศกรีมทิ้งไปข้างๆ
“ถ้าเป็อย่างนั้น…นายช่วยอะไรฉันสักอย่างได้ไหม?”
“ช่วยอะไร?”
“จดหมายฉบับนี้น่ะ ฉันคงส่งไม่ทันแล้ว นายช่วยส่งให้ได้ไหม...”
เฟิงซินจื่อมองไปยังทางที่ไป๋อิงชี้ แต่พอหันกลับมาอีกที ไป๋อิงก็หายตัวไปแล้ว
หายไปไหนแล้ว?
เธอยังคงลังเลแต่ก็ก้าวขาเดินไปทางร้านขายของเก่า เมื่อเปิดประตูเข้าไป เสียงกระดิ่งลมก็ดังขึ้น พอเธอก็เดินเข้าไปในร้าน
ไป๋อิงที่ยืนมองเฟิงซินจื่อเดินเข้าไปในร้านอย่างเงียบๆ
ถ้าเป็ไปตามเส้นเวลาเดิม เฟิงซินจื่อกับซูิเจี๋ยจะไม่มีวันได้พบหรือเกี่ยวข้องกันเลย แต่เพราะก่อนหน้านั้นไป๋อิงโผล่ออกมาก่อนเวลา และเข้าเล่นงานจีเหยียนจนาเ็สาหัส แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าเฟิงซินจื่อจะช่วยชีวิตจีเหยียนที่าเ็ได้ ตรงจุดนี้เลยทำให้เกิดเื่ราวหลังจากนั้นทั้งหมด
จีเหยียนที่เห็นว่าเฟิงซินจื่อยิ่งนับวันก็ยิ่งโดดเดี่ยว แถมอารมณ์ด้านลบยังทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยความคิดแบบพ่อแก่ ๆ ของจีเหยียน เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น จึงสร้างรูหนอนขนาดเล็กไว้ที่ตู้จดหมายหน้าบ้านของเฟิงซินจื่อ ซึ่งสามารถส่งจดหมายถึงใครบางคนในอีกสิบปีข้างหน้าได้ ที่มีสภาพจิตใจใกล้เคียงกับเฟิงซินจื่อ
ต่อมาเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ซูิเจี๋ยก็ได้ค้นพบความจริงทั้งหมด เขาจึงไปหาอันหยู่ และเริ่มเดินทางข้ามเวลาเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง แล้วอันหยู่ก็เดิมพันกับไป๋อิง
ตอนนี้สิ่งที่ไป๋อิงบอกกับเฟิงซินจื่อ ก็เพื่อให้เธอรู้สึกะเืใจ หวังจะเปลี่ยนชะตากรรมการตายของตัวเอง หรือไม่ก็ให้เธอไม่ส่งจดหมายนั้น แต่ความจริงมันเป็แค่ความคิดเท่านั้น เป็ไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น ไป๋อิงรู้อยู่แก่ใจั้แ่ต้น แต่ในเมื่อพนันไปแล้ว เขาก็ไม่อยากแพ้
สิ่งที่ไป๋อิงทำได้ จึงมีแค่ทำให้เฟิงซินจื่อะเืใจเท่านั้น
ไป๋อิงมองดูไม้ไอติมที่เขาโยนทิ้ง ถูกเหยียบย่ำโดยผู้คนไม่รู้กี่คน จากนั้นฝนสีดำก็เริ่มตกลงมา ทะลุผ่านพื้น ทะลุผ่านฝูงชน ทะลุผ่านตึก แต่กลับมีเพียงหยดเดียวที่ตกกระทบใส่ตัวไป๋อิง ทำให้เสื้อคลุมสีขาวของเขาเปื้อนกลายเป็สีดำ
่เวลา: ปัจจุบัน ปี 2018
เสียงฝนที่ตกลงมาเบา ๆ ค่อย ๆ กลายเป็สายฝนที่ตกกระหน่ำ
อันหยู่ลืมตาขึ้น ดึงม่านลายเข็มนาฬิกาสีดำขนาดใหญ่เปิดออก ได้ยินเสียงฝนตกกระทบ เสียงฝีเท้าผู้คนที่เริ่มเดินขวักไขว่ เสียงเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ฉวนกำลังทำความสะอาด และเสียงนาฬิกาตั้งพื้นที่เดินเป็จังหวะ
"ฝนตกแล้วสินะ..."
"คุณชาย เป็อะไรหรือเปล่าคะ?"
"ไม่มีอะไร...ฉวน เธอคิดว่าไอ้หมอนั่น ไป๋อิงจะทำเื่ดี ๆ เป็บ้างไหม?”
"คุณชาย ในเมื่อคุณคิดได้แบบนี้ ฉันว่าเขาก็คงทำแน่ค่ะ ถึงแม้ว่าคุณก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาทำไม่มีทางเปลี่ยนอะไรได้ และคุณก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือคะ ว่าจุดจบของเื่นี้จะเป็ยังไง”
อันหยู่ฟังเสียงนาฬิกาตั้งพื้นพลางเคาะโต๊ะหนังสือเบา ๆ สายตาจับจ้องข้อความในหนังสือตรงหน้า แล้วพิมพ์บางอย่างลงในโน้ตบุ๊ก "ใช่แล้ว...ในเมื่อรู้ตอนจบอยู่แล้ว แล้วจะเดิมพันกันไปทำไมล่ะ?" หรือเพราะความเห็นใจ?
ฉวนยังคงเก็บกวาดร้านขายของเก่าอยู่ ขณะนั้นเสียงกระดิ่งประตูก็ดังขึ้น
ฉวนยิ้มต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มองศา 45 องศาแล้วพูดขึ้นว่า "สวัสดีค่ะผู้มาเยือน ไม่ทราบว่าคุณ้าให้ทางเราทำอะไรดีคะ คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าการมาที่นี่หมายถึงอะไร?”
สายฝนที่เคยตกหนักเริ่มซาลง แต่ก็ยังคงตกอยู่ อากาศใกล้ฤดูใบไม้ร่วงมักจะเป็แบบนี้เสมอ ฝนตกไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้บรรยากาศหม่นหมอง
่เวลา : อดีต ปี 2013
ทันทีที่เฟิงซินจื่อเปิดประตู เธอก็เปิดนาฬิกาทราย แล้วเห็นภาพตัวเองกำลังเดินบนถนนพร้อมนาฬิกาทรายในมือ และถูกรถบรรทุกสีแดงพุ่งชนจนเสียชีวิต
ไป๋อิงเปิดประตูเข้ามา สะบัดผมที่เปียกน้ำฝน "กลับมาแล้วเหรอ”
ฉวนยื่นผ้าขนหนูให้ไป๋อิง ซึ่งเขาก็รับมาเช็ดผมมา อันหยู่มองไป๋อิงที่เปียกปอน "เป็ยังไงบ้าง สืบเจอแล้วใช่ไหมว่าใครเป็คนทำ?"
ไป๋อิง "ก็เกือบจะรู้แล้วล่ะ เป็ไอ้บ้าที่ชื่อจีเหยียนนั่นแหละ ตอนที่ฉันไปถึงเขาก็โดนทำร้ายแล้วก็ได้รับการช่วยเหลือจากเฟิงซินจื่อ หลังจากนั้น จีเหยียนก็ตอบแทนเฟิงซินจื่อด้วยการสร้างรูหนอนเล็ก ๆ ไว้ที่ตู้จดหมาย ก็เลยเกิดเื่ทั้งหมดตามมา”
อันหยู่ที่ดูเหมือนกำลังครุ่นคิด "จีเหยียนงั้นเหรอ...นายคงรู้สินะว่าเขาเป็ใคร แล้วดูจากที่นายเรียกเขาแบบนั้น ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกนายจะไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ”
“โอ๊ย~ อันหยู่ตัวน้อยของฉันนี่ฉลาดขึ้นทุกวันเลยนะเนี่ย จีเหยียนน่ะมันก็แค่คนบ้าพลังงี่เง่าเท่านั้นแหลาะ แถมยังพวกโรคจิตเป็พวกชอบสะกดรอยตามอีก เจอมันแล้วต้องรีบหนีนะ หมอนั่นแค่ได้ข้อมูลนิดหน่อยก็เดาทุกอย่างออกหมดแล้ว”
“ที่พูดมานี่ฟังดูเก่งสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่เหรอ?” อันหยู่ยังไม่ค่อยเชื่อ เพราะปกติคำพูดของไป๋อิงไม่น่าเชื่อถือ
แต่สีหน้าของไป๋อิงก็เปลี่ยนเป็จริงจังทันที "ความสามารถของหมอนั่นคือ'มิติเวลา' ส่วนของนายคือ'เวลา'พวกนายเป็คู่ตรงข้ามกัน ต้องระวังไว้ให้ดีนะ นี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่น หมอนั่นอาจจะแข็งแกร่งกว่าฉันก็ได้”
อันหยู่เริ่มรู้สึกกังวล โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าความสามารถของจีเหยียนคือ'มิติเวลา'
"นายรู้ไหมว่าหมอนั่นเป็ใคร คนที่มีพลังควบคุมมิติ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ อาจจะเป็ระดับที่เหนือกว่าาาไปแล้วก็ได้”
ไป๋อิงที่เมื่อครู่ยังดูจริงจัง ตอนนี้กลับกลายเป็ท่าทางยียวนกวนประสาทอีกครั้ง พร้อมพูดแบบหยอกเล่นว่า "ก็ไม่รู้สินะ...จีเหยียนน่ะฉันไม่ได้เจอมานานแล้วด้วยสิ หมอนั้นก็หายไปดื้อ ๆ ด้วย”
อันหยู่ที่เห็นท่าทางกวนประสาทของไป๋อิงก็อดไม่ได้ที่จะอยากซัดสักหมัด "เงียบไปเลย!”
ไป๋อิงเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เลยหันไปถามอันหยู่ "อ้อ! แล้วซูิเจี๋ยมาที่นี่ได้ยังไงเหรอ?”
อันหยู่ "โดยทั่วไปแล้ว คนที่จะมาที่นี่ได้ต้องรู้จักร้านขายของเก่านี้มาก่อน และต้องเชื่ออย่างสุดใจ แถมยังต้องมีวาสนาอีกด้วย ฉันดูจากประวัติและดวงชะตาของซูิเจี๋ยแล้ว ไม่ได้มีวาสนากับที่นี่เลย แถมเขายังเป็แค่คนธรรมดา...” ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งคิดหนัก "แล้วซูิเจี๋ยรู้จักร้านนี้ได้ยังไงกันนะ?” พูดจบก็มองไปที่ไป๋อิง
ไป๋อิงเห็นอันหยู่มองมา เลยรีบพูดขึ้นว่า "มองฉันทำไมล่ะ ฉันไม่ได้ย้อนเวลากลับไปนะ อย่ามามองแบบนี้ ฉันไม่มีทางติดต่อกับซูิเจี๋ยได้หรอก แล้วก็ไม่มีใครมองเห็นฉันด้วย มีแค่คนที่กำลังจะตายเท่านั้นถึงจะเห็นได้"
อันหยู่พอได้ยินแบบนั้นก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ "งั้น ที่นายพูดกับเฟิงซินจื่อไปทั้งหมด ก็เพื่อให้เธอมาที่นี่ เพื่อให้เห็นภาพตัวเองตาย และรู้สึกะเืใจใช่ไหม?"
"โธ่ ดูเหมือนว่านายจะรู้หมดแล้วสินะ งั้นก็คงรู้ใช่ไหมว่าทำไมถึงต้องให้เธอมา?”
พอเห็นไป๋อิงทำหน้าบ้องตื้นกลบเกลื่อน อันหยู่ก็ถอนหายใจเบา ๆ "อาจจะเพราะเห็นใจเธอสินะ...”
ไป๋อิงจ้องมองอันหยู่ "เหรอ งั้นก็ต้องรู้สินะ ว่าความเห็นใจที่ช่วยชีวิตคนหนึ่ง อาจเป็เหตุผลให้คนอีกคนต้องตาย นายเองก็รู้ดีอยู่แล้ว ว่างานนี้...ห้ามมีความเห็นใจเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด”