บทที่8 ััที่อุ่นใจ
“หลานเอ๋อร์...เ้าลูกคนนี้...พูดจาอะไรเช่นนั้น”ฉู่อี้เหรินเอ่ยปรามออกมา ก่อนจะหันไปยิ้มอย่างขอโทษขอโพยให้หยางตงหยางอีกครั้ง “องค์ชายหยางเ้าอย่าถือสาหลานเอ๋อร์เลยนะ เด็กคนนี้โดนตามใจเสียจนเคยตัวต่อไปคงต้องให้ท่านช่วยสั่งสอนนางแทนเสียหน่อยแล้ว”
“ท่านแม่...นี่ท่านว่าข้าหรือ...ท่านพ่อ...ท่านดูสิเวลานี้ท่านแม่กลับเข้าข้างคนอื่นไปเสียแล้ว ท่านพ่อต้องช่วยลูกนะ”ฉู่อันหลานตัดพ้ออย่างแง่งอนออกมา พร้อมหันไปหาฉู่ม่อเย่อย่าง้าหาพวก
หยางตงหยางได้แต่นั่งอมยิ้มโดยไม่ปริปากพูดสิ่งใดออกมาความรู้สึกอบอุ่นของครอบครัวที่เขาไม่เคยได้พบพานทำให้บัดนี้หัวใจของเขาพองฟูขึ้นมาอย่างรู้สึกตื้นตัน
“หลานเอ๋อร์...เ้าโตจนออกเรือนแล้ว...ฟังท่านแม่เ้าเสียบ้างเถิด”ฉู่ม่อเย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่คำกล่าวกลับโอนเอนไปยังฮูหยินของตนอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านพ่อ...”ฉู่อันหลานพ้อออกมาเมื่อทั้งบิดาและมารดาต่างไม่เข้าข้างตนเองนางจึงสะบัดหน้าหันไปจ้องมองหยางตงหยางตาเขม็งด้วยความไม่พอใจ
หยางตงหยางสบตากับฉู่อันหลานจึงหัวเราะหึๆในลำคออีกครั้ง เขายกมือขึ้นคีบกับข้าวบนโต๊ะแล้ววางลงบนถ้วยของฉู่อันหลาน “เ้าทานเถิด”
ฉู่อันหลานค้อนขวับใส่ชายหนุ่ม แล้วก็ได้เห็นรอยยิ้มที่ปรากฏที่มุมปากของเขาในชั่วแวบหนึ่งนางเผลอกลืนน้ำลายลงคอ หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว ใบหน้าที่ปกตินั้นเรียบเฉยออกไปทางเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลาบัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ ออกมานั่นยิ่งทำให้ใบหน้าที่ดูหล่อเหลากลับยิ่งมีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลมากยิ่งขึ้นไปอีก
ฉู่อันหลานกระแอมออกมา พร้อมรีบเบือนหน้าหนีนางเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานข้าวอย่างไม่ปริปากสิ่งใดอีก
หยางตงหยางก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มกว้างออกมานี่สินะที่เรียกว่าครอบครัว ััที่แสนอุ่นใจเช่นนี้ทำให้เขาอดนึกอิจฉาฉู่อันหลานอย่างเสียมิได้แต่เขาเองก็นึกขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เขาได้มีโอกาสัักับมันแม้จะเป็่เวลาสั้นๆ เช่นนี้ก็ตาม
เวลาใกล้เที่ยง ฉู่อันหลานและหยางตงหยางก็เดินกลับเข้ามาภายในเรือนฉู่อันหลานนั้นมีสีหน้าที่บึ้งตึงเล็กน้อยนางกระแทกตัวลงนั่งที่เก้าอี้อย่างไม่พอใจนัก
ผิดกับหยางตงหยางที่แสดงสีหน้าสดใสและดูอารมณ์ดีเป็อย่างมาก“คุณหนูฉู่...ข้าอยากพาเ้าไปที่แห่งหนึ่ง” หยางตงหยางกล่าวพร้อมกับใบหน้าที่ดูมีเลศนัย
ฉู่อันหลานหรี่ตาลงเล็กน้อย “องค์ชายเช่นท่าน...มีที่แห่งใดที่จะพาข้าไปด้วยหรือ”
คำพูดเหน็บแนมดังกล่าวส่งผลให้หยางตงหยางถึงกับใบหน้าเคร่งขรึมลงไปเขาเบือนหน้าพร้อมกับกำมือแน่นด้วยความไม่พอใจ
ฉู่อันหลานชะงักค้างเมื่อตนเองได้พูดจาเกินเลยไปเสียแล้วอันที่จริงน่าแค่นึกหมั่นไส้ชายหนุ่มเพียงเท่านั้นจึงเผลอพูดจาให้เขารู้สึกเจ็บแสบเสียหน่อยแต่ไม่คิดว่าคำพูดดังกล่าวจะไปสะกิดปมในใจของเขาเข้าให้อย่างจัง
“เอ่อ...เช่นนั้นพวกเราก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด...”ฉู่อันหลานตัดบทออกไป พร้อมสั่งให้หลงจูจัดเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม
หยางตงหยางยิ้มเยาะขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทีโอนอ่อนของฉู่อันหลานเขาถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินไปด้านหลังฉากเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเช่นกัน
รถม้าแล่นเข้าไปภายในตลาดจนกระทั่งจอดสนิทอยู่ด้านหน้าสถานที่แห่งหนึ่ง “หออี้หรู”
ฉู่อันหลานเงยหน้าขึ้นมองด้านหน้าหออี้หรูความสงสัยของนางก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ที่แห่งนี้มิใช่ร้านอาหารโดยทั่วไปหากแต่เป็สถานที่รวมตัวของเหล่าขุนนางและคหบดี การที่หยางตงหยางจะพานางไปที่นี่ย่อมต้องมีเจตนาอื่นแอบแฝงเป็แน่
หยางตงหยางไม่รอช้า เขาจูงมือฉู่อันหลานเดินเข้าไปด้านในทันทีเขาพานางตรงไปยังห้องส่วนตัว้าสุด ฉู่อันหลานเกร็งขืนอย่างระแวดระวังดวงตากลมโตจ้องมองชายหนุ่มด้านหน้าอย่างไม่วางตาแม้ว่านางจะเต็มไปด้วยข้อกังขามากมายแต่เพราะความอยากรู้ทำให้นางยอมอ่อนข้อให้เขาอย่างมาก
“ท่านมีอะไรก็รีบว่ามาเถิด” ฉู่อันหลานโพล่งออกมาเมื่อทั้งสองเอาแต่นั่งเงียบกันอยู่พักใหญ่
หยางตงหยางไม่ตอบในทันทีเขายกถ้วยชาแตะริมฝีปาก ดวงตาจ้องมองกำแพงห้องด้านข้างอย่างเงียบงัน
จากนั้นเพียงครู่เดียว หยางตงหยางก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมดึงร่างของฉู่อันหลานอย่างถือวิสาสะร่างบางปลิวไปตามแรงดึง ก่อนจะแนบกายติดผนังด้านข้างที่คั่นระหว่างห้อง
“ท่านคิดจะทำสิ่งใด”ฉู่อันหลานโวยวายขึ้นมาอย่างใเมื่อััดังกล่าวแนบชิดจนเกินงามไปเสียแล้ว นางพยายามผลักอกของเขาให้ออกห่างในทันที
หยางตงหยางจ้องมองดวงตาคู่งาม เขายกมือขึ้นปิดปากหญิงสาวเอาไว้บัดนี้ใบหน้าของคนทั้งสองแนบชิดใกล้กันเพียงลมหายใจเป่ารด
“อย่าส่งเสียงดัง...”
ก่อนที่ฉู่อันหลานจะได้ขัดขืนต่อเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งห้องด้านข้าง
เสียงนั้นทำเอาฉู่อันหลานชะงักค้างไปในทันทีเสียงทุ้มต่ำที่แสนจะคุ้นเคยกำลังหยอกเย้าอยู่กับสตรีนางหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด นางขยับกายออกห่างจากกำแพงอย่าง้าชั่งใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ฉู่อันหลานเบิกตากว้างพร้อมจ้องมองหยางตงหยางอย่างมีคำถามสองมือกำแน่นด้วยความประหม่ากับสิ่งที่เขาพยายามแสดงให้นางได้รับรู้
“ท่านหมายความว่า...”
“หากคุณหนูฉู่ไม่กล้ารับความจริง...เช่นนั้นพวกเราก็กลับจวนกันเถิด”หยางตงหยางกระซิบแ่เบาที่ริมใบหูของนางอย่างยั่วยุ
“ใครว่าข้าไม่กล้า...ท่านเงียบปากไปเสียเถิด”ฉู่อันหลานที่โดนยั่วยุก็เกิดทิฐิขึ้นมานางเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับแนบใบหูไปที่กำแพงกั้นนั่นอีกครั้ง
หยางตงหยางยกยิ้มขึ้นมาอย่างเ้าเล่ห์พร้อมกับฉวยโอกาสแนบลำตัวเข้าหาร่างบางโดยทำทีเป็ตั้งใจฟังเสียงจากห้องตรงข้ามเช่นกัน
ฉู่อันหลานที่กำลังจดจ่ออยู่กับห้องด้านข้างก็มิได้เฉลียวใจนักบัดนี้สติและสมาธิของนางพุ่งตรงไปยังห้องด้านข้างไปจนสิ้นแล้ว