สุดยอดนักผจญภัย

    ตระกูลมอนเรียล

    สองวันต่อมา

    แคสเตอร์พาพวกไลท์ท่องเที่ยวที่เมืองไวท์บาเบลจนครบ จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่อาณาจักรไวท์บาเบล

    สองวันมานี้แคสเตอร์คิดว่าจะมีคนของไวเคานต์โยวาซิสมาหาเรื่องพวกเขาแต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครมาหาเรื่องพวกเขาเลย แต่ถึงอย่างนั้นแคสเตอร์ก็ไม่ได้สนใจ เป็นการดีเสียอีกที่จะให้ฝ่ายนั่นมีปัญหากับท่านไลท์ และให้ท่านไลท์สั่งสอนพวกมันสักหน่อย

    ตอนสายๆแคสเตอร์ก็นำทุกๆคนออกมาจากหอคอยแห่งนิรันดร์ 

    จากนั้นแคสเตอร์ก็เดินมาด้านหน้าของพวกไลท์และพูดขึ้นว่า “ ทุกท่านยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรไวท์บาเบล ผมแคสเตอร์ มอนเรียล จะเป็นคนนำทุกท่านเที่ยวเล่นที่อาณาจักรแห่งนี้อย่างเพลิดเพลินและสนุกสนานพร้อมกับอาหารที่แสนอร่อย ” 

    “ ทำตัวมากเรื่องจริงๆไอบ้านี้ ” ไลก้าเข้าไปกอดคอแคสเตอร์พร้อมกับหัวเราะออกมา ส่วนคนอื่นๆเองก็พากันยิ้มให้กับแคสเตอร์

    ในช่วงสองวันมานี้พวกไลท์ก็ได้แคสเตอร์เป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง จึงทำให้พวกไลท์รู้สึกชื่นชอบชายหนุ่มคนนี้แล้ว

    “ ก่อนอื่นเลยผมขอพาทุกท่านไปเที่ยวชมที่บ้านของผมก่อน ” แคสเตอร์พูดขึ้น

    “ เอาสิฉันเองก็อยากจะไปบ้านขุนนางดูมานานแล้ว ” ไลก้าพูดขึ้น

    ไม่นานก็มีรถม้าสองคันมาจอดอยู่ด้านหน้าของทุกคน

    ด้านข้างรถม้ามีสัญลักษณ์อะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งเป็นรูปคฑาจอมเวทย์และมีดอกไม้ชนิดหนึ่งอยู่ด้านหลัง

    “ นี้คือรถม้าของตระกูลมอนเรียลและนี้ก็คือตราสัญลักษณ์ของตระกูลมอนเรียลครับ ” แคสเตอร์อธิบายพร้อมกับชี้ไปที่สัญลักษณ์ข้างรถม้า

    รถม้าเป็นรถม้าขนาดใหญ่สามารถนั่งสี่คนได้แบบสบายๆและไม่อึดอัด

    รถม้าคันแรกเป็นเหล่าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ ส่วนคันที่สองก็เป็นของเหล่าสาวๆ

    การเดินทางใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีก่อนที่จะถึงพื้นที่ของตระกูลมอนเรียล

    บนรถม้าแคสเตอร์เล่าถึงประวัติของตระกูลมอนเรียลให้ฟัง

    ตระกูลมอนเรียลเป็นหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ของในอาณาจักรไวท์บาเบลและยังเป็นหนึ่งในตระกูลจอมเวทย์อีกด้วย เพียงแต่ช่วงยี่สิบปีหลังตระกูลมอนเรียลได้ตกต่ำลงมาก เดิมที่คุณปู่ของแคสเตอร์มีตำแหน่งถึงเคานต์แต่หลังจากที่คุณปู่ของแคสเตอร์เสียชีวิต ตระกูลมอนเรียลก็ตกต่ำลงทันทีและยังโดนกดดันจากตระกูลศัตรูของตระกูลมอนเรียล ทำให้ผู้นำตระกูลคนต่อมาซึ่งก็คือคุณพ่อของแคสเตอร์ไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งเคานต์ของคุณปู่แคสเตอร์ได้ ทำให้ตำแหน่งของคุณพ่อแคสเตอร์คือไวเคานต์ 

    เนื่องจากไวเคานต์เชสเตอร์เป็นเพียงจอมเวทย์ระดับBเท่านั้นทำให้ตระกูลถูกกัดดันอย่างหนักจากคู่แข่ง แต่โชคดีที่ตระกูลมอนเรียลมีกูเรย์ที่คอยสนับสนุนอยู่ทำให้พวกเขาสามารถประคับประคองตระกูลมอนเรียลได้ และยังไม่ถูกทำลายโดยศัตรูของตระกูลมอนเรียล

    นอกจากนี้ตระกูลขุนนางของอาณาจักรจะมีพื้นที่เป็นของตัวเองและจะอยู่นอกเมืองหลวง ซึ่งพื้นที่ของตระกูลมอนเรียลอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหลวงห่างไปประมาณแปดสิบกิโลเมตร 

    พื้นที่ของตระกูลมอนเรียลเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่สามหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมีประชากรประมาณสองถึงสามพันคน ทำให้สถานการเงินของตระกูลมอนเรียลค่อนข้างมั่นคง

    นอกจากนี้แคสเตอร์ยังเล่าว่าอาณาจักรไวท์บาเบลมีระดับSอยู่สองคนคือหนึ่งผู้บัญชาการทหารและสองคือจอมปราชญ์ของอาณาจักร

    ส่วนสมาคมนักผจญภัยเองก็มีตัวตนระดับSอีกหนึ่งคนที่ถูกส่งมาเพื่อดูแลในส่วนของเมืองหลวง ซึ่งคนๆนี้ไลท์ก็รู้จักซึ่งเขาก็คือ บาลุค นักผจญภัยระดับSที่ไลท์เคยช่วยไว้ที่เมืองคาซัส 

    นอกจากนี้ที่อาณาจักรไวท์บาเบลก็มีดยุคอยู่ถึงสามคนซึ่งแต่ละคนต่างก็แข็งแกร่งในระดับA+ มาควิสมีทั้งหมดแปดคน ส่วนเคานต์มีทั้งหมดสิบสองคน ไวเคานต์ยี่สิบสองคน บารอนสามสิบหกคน 

    เนื่องจากการเดินทางไม่ได้เร่งรีบ รถม้าก็ค่อยๆวิ่งไปอย่างช้าๆทำให้กว่าจะไปถึงพื้นที่ของตระกูลมอนเรียลก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง 

    ตลอดทางไลท์และคนอื่นๆมองบรรยากาศรอบๆเมืองหลวงไวท์บาเบล 

    ตามท้องถนนมีชาวเมืองออกมาซื้อของเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้บรรยากาศในเมืองคึกคักอย่างมาก

    ไม่นานก็มาถึงพื้นที่ของตระกูลมอนเรียล

    พื้นที่ของตระกูลมอนเรียลมีประมาณยี่สิบไร่ แม้ว่าจะไม่ได้ใหญ่โตแต่ก็ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีผู้คนอาศัยอยู่เยอะทำให้คึกคักเป็นพิเศษ

    รถม้าสองคันก็ค่อยๆเข้าไปในตระกูลมอนเรียล 

    ไม่นานก็มีพ่อบ้านแม่บ้านหลายคนออกมาต้อนรับแคสเตอร์

    “ คุณชายน้อยยินดีต้อนรับ ” พ่อบ้านแม่บ้านพากันพูดขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับให้เล็กน้อยเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ 

    เมื่อทุกๆคนได้ยินก็พากันหัวเราะขึ้นมา

    แคสเตอร์หน้าแดงด้วยความอายก่อนที่จะรีบไล่ให้พ่อบ้านแม่บ้านกลับไปทำงานของตัวเอง

    “ ว่าไงคุณชายน้อย ” เดซี่พูดพร้อมกับหัวเราะร่า

    แคสเตอร์อยากจะมุดหลุมหนีไปจริงๆ 

    “ เดซี่เธออย่าไปแกล้งคุณชายน้อยแบบนั้นสิเดี๋ยวก็ถูกทำโทษหรอกนะ ” คอยรุยที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นอย่างหยอกล้อ

    หลังจากที่หยอกล้อกันพอประมาณ ทุกๆคนก็เดินเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ตามแคสเตอร์

    ไม่นานแคสเตอร์ก็พาทุกๆคนไปที่ห้องรับแขก

    ที่ห้องรับแขกตอนนี้มีชายวัยกลางคนรูปร่างสูงท้วม ใบหน้าเหมือนกับแคสเตอร์ราวกับพิมพ์เดียวกัน แน่นอนว่าชายคนนี้คือไวเคานต์เชสเตอร์ 

    “ กว่าจะกลับมาได้นะไอสารเลวน้อย ” ไวเคานต์เชสเตอร์ตะโกนขึ้นเมื่อเห็นแคสเตอร์เดินเข้ามาในห้อง

    แคสเตอร์ได้แต่อับอาย วันนี้เขาถูกทำให้อับอายต่อหน้าพวกท่านไลท์หลายรอบแล้ว 

    “ ท่านพ่ออย่าโกรธไปเลยวันนี้ผมพาแขกพิเศษมาพบท่านพ่อเลยนะ แล้วก็ได้โปรดอย่าว่าผมต่อหน้าแขกเลยได้ไหม ” แคสเตอร์พูดขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง

    “ แขกพิเศษ? ” ไวเคานต์เชสเตอร์มองมาที่พวกไลท์ด้วยความสงสัย เนื่องจากอายุของพวกไลท์ยังดูน้อยมากแล้วจะเป็นแขกพิเศษได้อย่างไง หรือว่าจะเป็นลูกหลานขุนนางของอาณาจักรอื่นงั้นหรอ อื้มต้องใช่แน่ๆ เด็กกลุ่มนี้น่าจะเป็นลูกหลานของขุนนางอาณาจักรอื่นแน่ๆ

    “ พวกเธอเป็นเพื่อนของแคสเตอร์งั้นหรอ? ” ไวเคานต์เชสเตอร์ถามขึ้น

    “ ท่านพ่อๆผมไม่กล้าที่จะไปเป็นเพื่อนของพวกเขาหรอกครับ ” แคสเตอร์รีบปฏิเสธทันที ใครจะกล้าไปบอกกับคนอื่นๆล่ะว่าเป็นเพื่อนกับกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้

    “ ไม่ใช่เพื่อนงั้นหรอ? ” ไวเคานต์สงสัย นอกจากนี้ท่าทีแปลกๆของลูกชายเขาที่เหมือนจะถ่อมตัวมากๆเมื่ออยู่กับคนเหล่านี้ หรือว่าจะเป็นลูกของขุนนางระดับสูงงั้นหรอ อื้มต้องใช่แน่ๆ

    “ ท่านพ่อผมจะแนะนำตัวให้ท่านพ่อรู้จักแล้วกัน ท่านผู้นี้คือท่านไลท์ หัวหน้ากลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ ส่วนคนนี้คือท่านเดซี่ลูกศิษย์ของท่านไลท์ นี้คือท่านไลก้า ท่านเวโรนิก้า ท่านเบเรียล ท่านคอลรุย นี้คือสมาชิกเดธปาร์ตี้ทั้งหมด ” แคสเตอร์แนะนำ

    “ กลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้งั้นหรอ ทำไมชื่อคุ้นหูกันนะ ” ไวเคานต์เชสเตอร์พึมพำออกมาพร้อมกับท่าทีครุ่นคิดอย่างหนัก

    “ ท่านพ่อก็กลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้โด่งดังมาหลายเดือนแล้ว ท่านไลท์คือนักผจญภัยระดับSS  ส่วนสมาชิกคนอื่นๆก็อยู่ในระดับA+กันทั้งหมด ” แคสเตอร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงภูมิใจ 

    เมื่อไวเคานต์เชสเตอร์ได้ยินที่ลูกชายพูดขึ้นเขาก็จำกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ได้ทันทีและไม่แปลกใจเลยที่เขาจะรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ 

    จากนั้นไวเคานต์เชสเตอร์ก็มองดูไลท์และคนอื่นๆก่อนที่จะจำใบหน้าของพวกไลท์ได้

    “ เป็นแขกพิเศษอย่างที่แกบอกจริงๆ ” ไวเคานต์เชสเตอร์พยักหน้ารับและในใจก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ตัวตนระดับSS คือตัวตนที่พิเศษระดับสูงสุด แม้แต่อาณาจักรไวท์บาเบลก็ไม่กล้าที่จะมีปัญหาด้วย 

    “ เดี๋ยวนะ…หรือว่าคนที่ทำร้ายไวเคานต์โยวาซิสคือ ” ไวเคานต์เชสเตอร์คิดออกทันที

    “ ใช่แล้วครับท่านพ่อ ผมจึงบอกไงครับว่าท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ” แคสเตอร์ยิ้มขึ้น 

    “ เข้าใจแล้ว ” ไวเคานต์เชสเตอร์พยักหน้ารับและรู้สึกสบายใจขึ้นมา

    ไวเคานต์เชสเตอร์เรียกพ่อบ้านมาพร้อมกับสั่งให้ไปนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้กับพวกไลท์ทันที

    “ ทุกท่านบ้านของผมอาจจะเล็กไปบ้างหวังว่าพวกท่านจะไม่รังเกียจนะครับ ” ไวเคานต์เชสเตอร์พูดขึ้นด้วยความเคารพ 

    “ ไม่เป็นไรๆพวกเราไม่ได้คิดมากในเรื่องนั้นหรอก ” ไลท์และคนอื่นๆไม่ได้คิดอะไรพวกนี้เลย 

    ในฐานะนักผจญภัยบางครั้งพวกเขาก็ต้องนอนในป่าไม่ก็นอนบนดินกินกลางทรายทำให้พวกเขาไม่ได้เป็นคนติดความหรูหราอะไรเลย เพราะฉะนั้นการที่ได้อยู่ในคฤหาสน์หรูๆแบบนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว

    “ งั้นเดี๋ยวผมจะให้แคสเตอร์พาทุกท่านเดินชมคฤหาสน์นะครับ ” ไวเคานต์เชสเตอร์พูดขึ้นกับพวกไลท์ จากนั้นก็หันไปมองแคสเตอร์และพูดขึ้นว่า “ ลูกพาแขกเดินชมคฤหาสน์ให้หมด…อ่อพาไปชมห้องเก็บสมบัติของพ่อด้วย ” 

    แคสเตอร์ที่ได้ยินว่าท่านพ่อจะให้พาชมห้องเก็บสมบัติก็ตกใจ เพราะว่าห้องเก็บสมบัติเป็นห้องที่ท่านพ่อค่อนข้างหวงและไม่ให้ใครเข้าไปด้านในเลยด้วยซ้ำและเวลาทำความสะอาดก็จะเป็นท่านพ่อเองที่เป็นคนทำเองทั้งหมด

    “ ไม่ใช่ว่าท่านพ่อไม่ชอบให้ใครเข้าไปในห้องเก็บสมบัติไม่ใช่หรอ? ” แคสเตอร์ถามด้วยความสงสัย

    “ ไอลูกโง่แกทำตามที่ฉันบอกก็พอ ” ไวเคานต์เชสเตอร์เขกหัวแคสเตอร์ด้วยความไม่พอใจก่อนที่จะหยิบกุญแจห้องเก็บสมบัติออกมาให้กับแคสเตอร์

    หลังจากที่ให้กุญแจห้องเก็บสมบัติไปแล้วไวเคานต์เชสเตอร์ก็เดินออกจากห้องรับแขกไป 

    แคสเตอร์เองก็นั่งคุยกับพวกไลท์สักพักหนึ่งก่อนที่จะพาพวกไลท์ชมคฤหาสน์ของเขา

    คฤหาสน์ตระกูลมอนเรียลเป็นคฤหาสน์สไตล์ยุโรปถูกสร้างโดยหินอ่อนสีขาว มีความสูงถึงสามชั้นและมีห้องนอนมากกว่าสิบห้อง และยังมีพ่อบ้านแม่บ้านมากถึงสิบห้าคน

    รอบๆบ้านมีทั้งสวนดอกไม้ น้ำพุ มีบ่อน้ำขนาดใหญ่และมีศาลาข้างๆบ่อน้ำ

    “ เป็นคฤหาสน์ที่สวยจริงๆ ” ไลท์และคนอื่นๆพากันชื่นชม

    “ ไม่เลยๆคฤหาสน์หลังนี้นับว่าเป็นคฤหาสน์หลังเล็กๆเท่านั้นครับ เนื่องจากตำแหน่งขุนนางของท่านพ่อเป็นเพียงแค่ยศไวเคานต์เท่านั้น ถ้าหากเป็นยศเคานต์ก็จะมีหลังใหญ่และพื้นที่มากกว่านี้อีกครับ ” แคสเตอร์อธิบาย

    ไลท์และคนอื่นๆเองก็เข้าใจขึ้นมา

    จากนั้นแคสเตอร์ก็พาทุกคนไปยังห้องเก็บสมบัติ 

    “ ห้องเก็บสมบัติได้เก็บสมบัติมาตั้งแต่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลมอนเรียล แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ตกต่ำของตระกูลทำให้ต้องขายสมบัติบางอย่างไปแต่ก็พอมีเหลืออยู่บ้าง เพราะเหตุนี้ท่านพ่อจึงหวงห้องเก็บสมบัติเป็นพิเศษ ” แคสเตอร์พูดพร้อมกับพาพวกไลท์ลงไปยังชั้นใต้ดิน 

    หลังจากที่เข้ามาในห้องเก็บสมบัติ พวกไลท์ก็พากันประหลาดใจเพราะภายในห้องเก็บสมบัติถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ 

    แคสเตอร์พาชมพร้อมกับอธิบายในสิ่งที่เขารู้ สิ่งไหนที่ไม่รู้เขาก็จะบอกว่าไม่รู้ เพียงแต่สิ่งที่เขารู้มีไม่กี่อย่างเท่านั้น 

    ไลท์และคนอื่นๆเดินชมสมบัติด้วยความสนใจ เนื่องจากสมบัติทุกอย่างในห้องแห่งนี้มีพลังเวทย์ที่หนาแน่นอย่างมาก ซึ่งมันสามารถนำมาเพิ่มพลังบ่มเพาะให้กับพวกเขาได้

    “ แคสเตอร์พ่อของนายจะขายสมบัติเหล่านี้ไหม?  ” ไลก้าถามขึ้น

    “ อันนี้ผมเองก็ไม่ทราบครับ คงต้องไปถามท่านพ่อดูว่าจะขายหรือไม่” แคสเตอร์ตอบ 

    “ งั้นก็ช่างมันเถอะ ” ไลก้าส่ายหน้า

    หลังจากที่ชมห้องเก็บสมบัติจนพอใจแล้วแคสเตอร์ก็คิดที่จะพาพวกไลท์ไปเดินเล่นรอบๆพื้นที่ตระกูลมอนเรียล 

    “ จริงสิทุกคนอยากไปชมพื้นที่ของตระกูลมอนเรียลไหมครับ? ” แคสเตอร์ถามขึ้น

    “ นายหมายถึงสามหมู่บ้านที่อยู่ในการดูแลของตระกูลของนายใช่ไหม? ” ไลก้าถามขึ้น

    “ ใช่ๆ ” แคสเตอร์พยักหน้า

    “ จริงสิแคสเตอร์หลักจากนี้ไม่ต้องเรียกพวกเราว่าท่านหรอก พวกเราก็เป็นคนเหมือนกับนายเพราะงั้นพวกเราก็ไม่ได้วิเศษไปกว่านายหรอก ” ไลท์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    แคสเตอร์ที่ได้ยินก็รู้สึกตื่นตันใจขึ้นมา 

    “ แต่ว่ามันจะเป็นการไม่ให้เกียรต์พวกท่าน… ” แคสเตอร์ลังเล 

    “ ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น พวกเราเองก็นับว่านายเป็นเพื่อนคนหนึ่งเพราะงั้นเพื่อนกันเขาไม่เรียกเพื่อนว่าท่านหรอกนะ ” ไลท์ปฏิเสธ 

    “ เอาแบบนี้สิแคสเตอร์ แกก็เรียกลูกพี่ไลท์สิเหมือนกับที่ฉันเรียก ” ไลก้าพูดขึ้น

    “ ลูกพี่งั้นหรอ? ” ดวงตาของแคสเตอร์เปร่งประกายขึ้นมา

    “ เข้าใจแล้วลูกพี่ไลก้า ” แคสเตอร์เป็นคนปรับตัวเก่งเพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกลูกพี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    “ งั้นนายก็เรียกพวกเราว่าลูกพี่ก็ได้ ” เวโรนิก้าพูดด้วยรอยยิ้ม คนอื่นๆเองก็เห็นด้วย 

    “ ครับลูกพี่ ” แคสเตอร์หัวเราะด้วยความยินดี 

    “ งั้นพวกเราไปที่หมู่บ้านของตระกูลนายแล้วกัน ฉันเองก็อยากจะไปกินอาหารพื้นบ้านที่นายบอกว่ามีแต่ในหมู่บ้านของนายเท่านั้น ” ไลก้าพูดขึ้นพร้อมกับเลียริมฝีปากไปด้วย 

    “ งั้นก็ไปเลย ” แคสเตอร์ยิ้มพร้อมกับสั่งให้พ่อบ้านเตรียมคนและรถม้าให้พร้อมเพื่อที่จะเดินทางไปที่หมู่บ้านของตระกูลมอนเรียล