วันรุ่งขึ้นไอเรนี่ตื่นแต่เช้าตรู่... ทั้งตื่นเต้นและกระวนกระวายใจ... เพราะวันนี้เป็นวันที่จะออกเดินทางไปลอนดอนจริงๆ เสียที ขณะที่ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางมิสซิสฮาร์เปอร์ ก็จัดเตรียมกล่องบรรจุอาหารที่จะเอาไปรับประทานในระหว่างทางให้จากนั้น ก็ถึงตอนที่แมนนิ่งพยุงเธอขึ้นนั่งบนรถ ดูเขาไม่อยากปล่อยมือจากเธอง่ายๆ เสียเลย เมื่อเห็นเธอหลบตาลงมองมือ เขาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะปล่อยมือจากเธอและหันไปช่วยเอ็มม่าต่อไปเมื่อขึ้นนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว แมนนิ่งก็เดินไปพูดจาสั่งเสียกับจอห์น และสั่งให้ออกเดินทางได้ ส่วนตัวเขานั้นเคียงข้างไปบนหลังม้าสีดำ“วันนี้อากาศสดใสเหมาะกับการเดินทางอย่างที่สุดเลยนะคะ” เอ็มม่าเอ่ยขึ้นและไอเรนี่ก็เพียงพยักหน้ารับ ทอดสายตามองเหม่อออกไปนอกรถแสงอาทิตย์สาดสว่างไปทั่ว ไม่มีร่องรอยของกลุ่มเมฆหนาทึบที่พาฝนให้ตกลงมาอย่างหนักเมื่อสองสามวันก่อนเลยลอนเขาลดหลั่นกันออกไปสุดสายตาทั้งสองฟาก ต้นไม้แต่งตัวด้วยสีน้ำตาล สีทองและแดง ไกลออกไปจะมองเห็นควันสีเทาลอยกรุ่นขึ้นจากปล่องหินเหนือหลังคาบ้านไร่ พื้นน้ำเป็นประกายสีเงินเมื่อต้องแสงตะวัน ไอเรนี่สูดลมหายใจลึก ได้กลิ่นหอมของไอดินและกองไฟที่เพิ่งก่อขึ้น และยังกลิ่นหอมของขนมปังในตะกร้าที่มิสซิสฮาร์เปอร์เตรียมมาให้อีกด้วยทุกคนร่วมรับประทานอาหารกลางวันกันที่เมดสโดนไอเรนี่ชี้ให้แมนนิ่งดูคฤหาสน์อันเป็นที่พำนักของอาร์คบิชอปซึ่งตั้งอยู่ฟากตรงข้ามกับวิหารแบบโกธิคที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่สิบสี่“...ครั้งหนึ่งที่นั่นเคยเป็นที่อยู่ของอาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์บิวรี่ ที่นั่นมีห้องโถงที่ผนังประดับด้วยไม้สวยงามมาก” เธอพูดเป็นเชิงอธิบาย“รู้สึกว่าคุณก็เป็นนักเดินทางที่มีความรู้ดีคนหนึ่งนี่ครับ” เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเธอมองหน้าเขาอยู่ ไม่แน่ใจที่เขาพูดออกมานั้นเป็นการเยาะหยันในความรู้อันน้อยนิดของเธอหรือเปล่า แต่ไอเรนี่ก็ไม่ยอมให้คำพูดเช่นนั้นมาทำลายบรรยากาศที่ดีในวันนี้ลงได้“ฉันรู้จักเมืองเค้นท์ดีค่ะ คุณแมนนิ่ง เพราะมันเป็นบ้านของฉันเอง และฉันก็เดินทางผ่านไปมาอยู่เสมอ แล้วคุณล่ะคะมาจากไหน? ”“ส่วนใหญ่ผมก็อยู่ลอนดอนนั่นแหละครับ...” เขาตอบยิ้มๆ “แต่ก็มักจะไปพักที่บ้านพักชนบทในเวสเซ็กเสมอ ที่จริงที่ผมพูดเมื่อครู่ไม่ได้ตั้งใจจะดูหมิ่นอะไรเลยนะครับ”เมื่อการเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เอ็มม่าก็ชวนคุยเกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เรื่องที่ต้องไปพำนักในโรงแรมโดยไม่ได้คาดคิด และเรื่องของญาติที่อีกไม่นานก็จะได้พบกัน ในที่สุดหลังจากนิ่งเงียบไปเป็นครู่ เด็กสาวก็เอ่ยขึ้นว่า“ที่จริงคุณแมนนิ่งนี่หล่อมากทีเดียวนะคะพี่ไอเรนี่”เธอออกจะตกใจเมื่อได้ยินน้องสาวเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างกะทันหันเช่นนั้น“คงงั้นละมั้ง” เธอตอบอย่างไม่สนใจ สายตาจับอยู่กับหนังสือบนตัก“ไม่แค่นั้นหรอกค่ะ เขาหล่อจริงๆ นี่ พี่ไม่เห็นด้วยหรอกหรือคะ? ” เอ็มม่าถามซ้ำ“เห็นด้วยสิ” เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มให้น้องสาว “ว่าแต่ตอนนี้ทำไมเธอไม่หลับเสียสักพักล่ะ เรายังต้องเดินทางอีกหลายชั่วโมงทีเดียวนะ”น้องสาวพยักหน้ารับ และไอเรนี่ก็ทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ชื่นชมกับทัศนียภาพของเมืองเค้นท์ที่ได้เห็นอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็พิจารณาบุรุษไหล่กว้างที่ขี่ม้านำอยู่ข้างหน้า อดนึกถึงดวงตาที่มีแววลึกลับคู่นั้นไม่ได้ เธอเห็นด้วยกับน้องสาวที่ว่าเขาเป็นผู้ชายหน้าตาคมสันที่สุดเท่าที่เธอเคยพบเห็นมาไอเรนี่ไม่อยากยอมรับความจริงในเรื่องนี้เลย แม้ว่าจะเป็นการยอมรับกับตัวเองเพียงคนเดียวก็ตาม
ระหว่างการเดินทางที่ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก พี่น้องสองสาวจะงีบหลับเสียเป็นส่วนใหญ่ จนเมื่อเช้าใกล้ตัวเมืองเต็มที แมนนิ่งจึงได้เคาะตรงประตูรถดังๆ ไอเรนี่ลืมตาตื่นขึ้นและได้เห็นเขากำลังมองเข้ามาภายใน รู้สึกอายจนหน้าแดงเมื่อนึกถึงว่าเขาคงมองเธอหลับอยู่นานแล้ว“ข้างหน้านั่นแหละครับคือลอนดอน” เขาชี้มือไปเบื้องทิศตะวันตก ทั้งสองสาวจึงโน้มตัวมองออกไปทางช่องหน้าต่างพื้นที่อันเป็นไร่นากับเนินเขาเป็นลอนคลื่นได้แผ่ขยายตัวออกเป็นที่ราบกว้าง เส้นทางเบื้องหน้าขยายใหญ่ขึ้น ไม่ไกลออกไปเท่าไรนักทั้งสองได้เห็นกลุ่มควันดำลอยขึ้นเหนือขอบฟ้า“ตรงนั้นละครับลอนดอน” แมนนิ่งกล่าวซ้ำ“ตายจริง” เอ็มม่าร้องออกมาอย่างผิดหวัง เมื่อได้เห็นภาพเมืองหลวงแห่งนี้เป็นครั้งแรก“กลุ่มควันดำที่ปรากฏอยู่ตรงขอบฟ้านั่นเป็นควันจากปล่องไฟในกรุงลอนดอน บางครั้งควันพวกนี้จะเป็นหมอกสีเทาหนาทึบทีเดียว” เขาเล่าต่อไปเรื่อยๆ “เพราะฉะนั้น หมอกในตอนกลางคืน บางครั้งก็ไม่ใช่หมอกที่ลอยขึ้นจากแม่น้ำหรอกนะครับ”“แหม ฟังแล้วไม่โรแมนติกเลยนะคะ” เอ็มม่าปรารภ“คงจะไม่หรอกครับ” เขาตอบยิ้มๆไอเรนี่ลับไม่ได้แสดงความเห็นอะไรออกมาเลย แม้ว่าตัวเองจะรู้สึกผิดหวังกับภาพที่เห็นอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่ายังไม่ควรจะตัดสินใจอะไรลงไปเร็วนัก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่ในใจขณะนี้คืออยากจะให้พ่อแม่ได้มาอยู่ที่นี่ด้วย การได้เข้าเมืองพร้อมกันทั้งสี่คนคงจะสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นได้มากกว่านี้ เธอเสียใจนักที่ต้องสูญเสียโอกาสอันแสนดีนั้นไปรถม้าวิ่งผ่านตลาดนัดนอกตัวเมือง และวิ่งไปตามถนนไว้ท์แชพพึลเข้าสู่ตัวเมือง แค่เพียงชั่วครู่เดียวพวกพ่อค้าเร่ก็วิ่งเข้ามาห้อมล้อมรถไว้ ตะโกนขายสินค้าของตนด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนจับใจความไม่ได้ผู้คนพลุกพล่านสับสนอยู่รอบตัว แมนนิ่งบังคับม้าให้วิ่งต่อไปอย่างใจเย็น ระมัดระวังที่จะไม่ให้มันวิ่งไปชนใครเข้า ไอเรนี่รู้สึกใจหายใจคว่ำอยู่ตลอดเวลา ด้วยเกรงว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่ออกจะโชคดีที่ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้น รถม้ายังคงวิ่งต่อไปบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินขนาดใหญ่ กลุ่มฝุ่นลอยตัวขึ้น เอ็มม่าถึงกับไอออกมา ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากปิดจมูกไว้ร้านรวงรายเรียงอยู่สองฟากถนน ป้ายโฆษณาทั้งชื่อร้านและสินค้าเขียนด้วยสีสันจัดจ้าเพื่อเรียกร้องความสนใจของผู้คน อาคารแต่ละหลังสูงตระหง่านจนน่ากลัวจะหักโค่นลงเมนนิ่งให้คำรับรองกับไอเรนี่ว่าอาคารเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว... และจะยังยืนหยัดต่อไปในวันข้างหน้าได้อีกหลายสิบปี แต่กระนั้นเธอก็ยังอดกลัวไม่ได้เมื่อมองจากที่นั่งในรถแทบจะไม่เห็นท้องฟ้าสีครามเลย เพราะตรงที่พอจะเป็นช่องว่างก็ถูกม่านหมอกควันสีเทาบดบังเสียสิ้น ราวใกล้จะถึงเวลาค่ำอยู่ตลอดเวลารถม้าจำเป็นต้องเคลื่อนไปช้าๆ เพราะบนท้องถนนมีผู้คนเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ต้องหยุดลงอย่างกะทันหัน ทั้งนี้เพราะเกิดมีคนเดินตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดซึ่งทำให้จอห์นถึงกับตะโกนใส่หน้าคนที่เดินอย่างไม่ระมัดระวังด้วยความโมโห แต่ไม่มีใครให้ความสนใจกับเขาเด็กน้อยห้าคนวัยต่างๆ กัน แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นหน้าตาเนื้อตัวสกปรกมอมแมม วิ่งเข้ามาที่รถแบมือขอเงินอยู่ตรงหน้าต่างรถ ไอเรนี่ล้วงมือลงไปในถุงเงิน หยิบเศษเหรียญออกมากำมือหนึ่งโยนออกไปให้“ใจดีเหลือเกินนะ” แมนนิ่งซึ่งจับตามองดูการกระทำของเธออยู่เอ่ยขึ้น“อาจจะใช่ค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เมินหน้าไปเสียทางหนึ่ง แต่แล้วก็ลืมความขุ่นข้องหมองใจเสียสิ้น เมื่อตื่นตาตื่นใจกับสี เสียง และภาพตรงหน้าเสียงที่เธอกำลังได้ยินอยู่ในขณะนี้ดังสนั่นจนน่ากลัวคละเคล้ากันอยู่ทั้งเสียงร้อง เสียงตะโกน เสียงล้อเกวียนที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดอยู่กับถนน เสียงเห่าของสุนัขที่วิ่งไล่กันอยู่หลายต่อหลายครั้งที่เธอได้เห็นผู้คนทั้งชายหญิงที่สีหน้าบอกความว่างเปล่าในชีวิต แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสกปรกซุกนั่งอยู่หน้าประตูอาคาร ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีภาพเช่นนี้ปรากฏให้เห็นในตัวเมือง บางคนก็คุ้ยเขี่ยอยู่กับกองขยะ ความสมเพชเวทนาแล่นเข้าจับใจกลิ่นไอก็เช่นเดียวกัน ดูมันไม่บริสุทธิ์สะอาดเหมือนเมืองในชนบทเอาเสียเลย เอ็มม่าต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นอุดจมูกอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เพราะหน้าต่างรถถูกเปิดทิ้ง สีหน้าของเธอคงจะเคร่งขรึมมากเมื่อเหลือบตาขึ้นมองแมนนิ่งอีกครั้ง“ผิดหวังมากหรือครับ คุณคาร์เลตั้น? ”“ก็...นิดหน่อยค่ะ” เธอตอบอย่างยอมรับ“มันคงไม่ใช่เมืองในความฝันของคุณเลยนะครับ”“ฉันไม่เคยมีเมืองในความฝันหรอกค่ะ” เธอตอบพลางเชิดหน้าขึ้น ใจหนึ่งอยากจะปรามให้เขารู้จักอยู่ในที่ทางของตัวเองเสียบ้าง แต่ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร จึงเลือกใช้วิธีไม่สนใจกับคำพูดเชิงเสียดสีของเขา ซึ่งเธอรู้ว่าเขาตั้งใจจะพูดเพื่อยั่วให้โกรธ แต่ทำไมเขาจะต้องทำเช่นนั้น เป็นสิ่งที่เธอไม่อาจรู้ได้“หวังว่าญาติของเราคงจะไม่อยู่แถบนี้หรอกนะคะ” เอ็มม่าเอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ“ไม่หรอก พี่มั่นใจว่าเขาจะต้องอยู่ในถิ่นที่ดีกว่านี้มาก” แม้น้ำเสียงจะหนักแน่น แต่สายตาของเธอก็บอกความหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย“ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลุดเกทคือที่ตั้งของนิวเกท” แมนนิ่งเอ่ยขึ้นข้างตัว “และผมก็คิดว่าคงไม่ต้องบอกกระมังครับ ว่านิวเกทมีชื่อเสียงทางด้านไหน”เอ็มม่าตัวสั่นขึ้นมาอีก และไอเรนี่ก็จับตามองคุกที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลอย่างใช้ความคิด