เสียงกรีดร้องยังดังอย่างต่อเนื่อง ภาพที่เห็นประจักษ์แก่สายตาของผู้คน มันคือ สัตว์ขนาดใหญ่ คล้ายแมงป่อง ที่ด้านหลังมีหางพิษขนาดใหญ่ ตรงปลายหางมีลักษณะแหลมเหมือนทวนสีแดงเข้ม ตัวหางยาวม้วนอยู่ด้านบน พวกมันสามารถพ่นใยสีดำออกมาได้ยืดยาวออกมาได้ดุจหนวดปลาหมึกที่ยืดมาจับเหยื่องับเข้ากินได้อย่างแข็งแรง ที่สำคัญพวกมันไม่ได้มีเพียงตัวเดียว มันเหมือนกับมาเป็นกองทัพแมงป่อง
"แมงป่องยักษ์หรือ" หลายคนพึมพำ
เมื่อได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว โดยสัญชาตญาณการอยู่รอด สำนักต่าง ๆ ที่มองอยู่ก็รุกเข้าไปช่วยทันที เจ้าสำนักใหญ่ ๆ ใช้วิถีปราณดาบและกระบี่ส่งเข้าไปยังฝูงแมงป่อง แม้จะทำให้มันบาดเจ็บได้ แต่ก็ยังไม่พอ เหมือนว่าร่างกายของมันจะมีเกราะแข็งหุ้มตัวอยู่ ปราณกระบี่ระดับจักรพรรดิที่ส่งไป ทำให้พวกมันตายได้ไม่มากนัก ส่วนตัวใหญ่ ๆ ไม่สามารถทำอะไรพวกมันได้เลย
สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างคือ เมื่อตัวที่มันตาย หลังมันจะแตกออก และจะมีแมงป่องขนาดเล็กนับแสนตัวคืบคลานออกมา และไม่นานหลังจากที่มันสัมผัสอากาศภายนอกได้ ตัวมันก็ใหญ่ขึ้น เหมือนว่า ปราณธรรมชาติแห่งนี้ เป็นอาหารชั้นดีของพวกมัน
"พวกมันออกมาจากตัวแม่มันแล้ว"
"มันกระโดดไดั ระวังด้วย"
"ระวัง ระวัง พวกมันจับตัวไป"
"มีคนถูกพวกมันจับไปด้วย"
"ช่วยด้วย"
เวลาผ่านไปสองชั่วยาม สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ในตอนนี้มีศิษย์หลายสำนักที่ถูกแมงป่องเหล่านั้นจับตัวไป และวิ่งหายไปในทิศทางในป่า และในอีกส่วน ผู้คนต่างเฝ้าระวังมากขึ้น เพราะไม่คาดคิดว่า แมงป่องตัวใหญ่ จะมีแมงป่องตัวเล็กในร่าง แตกออกมากลายเป็นตัวตัวในไม่กี่อึดใจ เจ้าสำนักและศิษย์เอกที่มีปราณยุทธ์ระดับราชัน สามารถป้องกันตัวและโจมตีสัตว์เหล่านี้ได้ไม่ยากนัก แต่ปัญหาคือมันมีจำนวนมากมายเหลือเกิน
"ปราการเพลิง" ใครคนหนึ่งตะโกนออกมา
"สร้างปราการเพลิงกั้นพวกมันไว้" ใครอีกคนตะโกนรับออกมา
เจ้าสำนักใหญ่หลายสำนักจากดินแดนตงหยาง ช่วยกันสร้างปราการแห่งเพลิงขวางกั้นไว้เป็นแนวยาว เพื่อสกัดกองทัพแมงป่องไม่ให้แพร่กระจายออกจากพื้นที่ส่วนนี้ ปราณเพลิงปะทุขึ้นเป็นแนวยาวขวางกั้นระหว่างกองทัพแมงป่องและผู้คน เมื่อเห็นดังนั้น หลายสำนักจึงช่วยกันใช้ปราณเพลิงรุมเผาร่างแมงป่อง แมงป่องยักษ์จำนวนหนึ่งถูกปราณเพลิงเผาร่างตายอย่างทรมาน เป็นภาพที่สยดสยองน่ากลัว แมงป่องตัวเล็กทะลักออกมาและถูกเผาสด ตายทั้งเป็นอย่างรวดเร็ว
จากนั้นแต่ละสำนักจึงแบ่งกำลังมุ่งหน้าตามกลุ่มแมงป่องที่กรูกันกลับเข้าไปในป่า รวมถึงสำนักวั่งซูด้วยเช่นกัน
เนื่องจากการสู้รบระหว่างแมงป่องใช้เวลานานกว่าปกติ ทำให้มีศิษย์แต่ละสำนักบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่ละสำนักจึงต้องแบ่งกำลังพลเข้าไปเพ่ื่อช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้น ในส่วนของสำนักเทพสวรรค์ จงฮวา หนิงเซียน หนานซื่อ จงหมาน จงซื่อ และศิษย์เอกจำนวนหนึ่ง เข้าไปช่วยและพากลับไปยังเรือเหาะ หลังจากแมงป่องถอยกลับเข้าไปในป่า สำนักต่าง ๆ จึงพากันเข้าไปช่วยเหลือศิษย์ที่บาดเจ็บหลังปราการเพลิงที่ยังคุกรุ่น
**********************************
ลึกเข้าไปในป่า สำนักต่าง ๆ มุ่งตามแมงป่องยักษ์ที่จับตัวศิษย์ของตนเข้าไป จำนวนแมงป่องเหล่านี้ มีนับพันตัวที่วิ่งกลับเข้าไปในป่า ไม่รู้แน่ชัดว่าไปที่ใด จึงพยายามตามพวกมันอยู่ห่าง ๆ ผ่านไปราวเกือบหนึ่งชั่วยาม ก็ปรากฏซากอารามขนาดใหญ่ เศษหินขนาดใหญ่จำนวนมาก
"ที่นี่น่าจะเป็นอารามโบราณที่เล่าขานกันมา"
"พวกมันกรูเข้าไปในซากอารามนั้น"
"ศิษย์ข้าก็อยู่กับพวกมัน"
"ศิษย์ข้าอยู่นั่นไง อยู่ในไยตาข่ายด้านใน"
"ศิษย์ข้าก็ด้วย"
"เราจะทำยังไงดี"
ผู้คนต่างหารือคิดอ่านจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร ในเวลานั้นเอง สำนักหงส์เพลิงตัดสินใจบุกเข้าไปช่วยศิษย์ตนเอง จากนั้นสำนักใหญ่อื่น ๆ จึงตามเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเข้าไปในอารามโบราณ แมงป่องส่วนหนึ่งยังคงกรูเข้าไปในห้องขนาดใหญ่และหายไปในประตูชั้นใน ทั้งหมดจึงรีบเร่งตามเข้าไป เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป สิ่งที่ต้องแปลกใจคือ ไม่มีแมงป่องใด ๆ ปรากฏแม้แต่ตัวเดียว หากแต่เป็นผู้คนที่มีหน้าตา แขนขา รูปร่างลักษณะเดียวกับผู้คนในดินแดนตงหยาง และในห้องก็มีกรงขังศิษย์ที่ถูกจับมา กรงนี้เป็นกรงไยตาข่ายสีดำ
"พวกแมงป่องมันหายไปไหน"
"พวกนี้เป็นใครกัน"
เจ้าสำนักหยวนมังกรกล่าว พลางหันไปรอคำตอบจากเจ้าสำนักอสุนีหิมะและเจ้าอารามไตรวิหค แต่ก็ไม่มีคำตอบใด ๆ กลับมา
ทว่ายังไม่ทันจะถามอะไรต่อ รอบตัวสำนักต่าง ๆ กลับปรากฏไยตาข่ายสีดำ พุ่งเข้ามาคลุมร่างทุกคนอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าที่จะตั้งตัวทัน ไม่มีใครรอดพ้นการดักจับของตาข่ายแม้แต่คนเดียว ที่สำคัญยิ่งดิ้น ไยมันจะยิ่งรัด และด้วยความตกใจ ศิษย์สำนักอารามไตรวิหก สำนักหยวนมังกร สำนักเทพสวรรค์ สำนักหงส์เพลิง สำนักวั่งซู หลายคนพยายามดิ้นรน และเมื่อเห็นว่าทำไม่ได้ ก็ยิ่งดิ้นรน แม้จะพยายามใช้ปราณไฟ ปราณน้ำแข็ง มีด หรือดาบ ก็ทำลายไม่ได้
"ไยนี้มีพิษ" เจ้าสำนักเทพสวรรค์กล่าวหลังจากสังเกตเห็นไยตาข่ายที่รัดที่ร่างกายของศิษย์เริ่มมีรอยไหม้สีดำ และรอยไหม้เหล่านั้น ไหม้ลึกลงไปตามชั้นด้านในของผิวหนังอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายไยตาข่ายก็รัดแน่นเข้า แน่นเข้า ความเจ็บปวดจากพิษที่เข้าสู่ร่างก็ทำให้ปวดแสบ ปวดร้อน ทรมาน และสุดท้ายในเวลารวดเร็วคนเหล่านั้นขาดใจตายจากการทนพิษบาดแผลไม่ไหว
"อย่าขยับ ขยับตัวให้น้อยที่สุด" เจ้าสำนักหงส์เพลิงตะโกนบอกทุกคน
******************************
"พวกเจ้าเป็นใคร"
"เข้ามาทำร้ายพวกเราทำไม" เสียงดังจากมุมหนึ่งของห้องดังออกมา
"พวกเจ้าเป็นใคร" เจ้าสำนักวั่งซูถามกลับไป
"ปล่อยพวกเราเดี๋ยวนี้" เจ้าสำนักหยวนมังกรคำรามออกไปด้วยความโกรธ
"หุบปากของเจ้า"
"เจ้าไม่มีสิทธิ์ออกคำสั่งกับข้า" เสียงดังกังวาลดูมีอำนาจดังมาจากด้านหนึ่งของห้อง
"พวกเราเป็นเผ่าพันธุ์เซียนจี"
"พวกเรามาจากมิติแห่งดินแดนอังไห่ ส่วนหนึ่งของดินแดนพวกเรา ถูกมหาวาตะภัยพัดทำลายและดูดเข้ามาที่นี่ และเมื่อพวกเราเข้ามาสักพัก พวกเจ้าหลายร้อย หลายพันคนก็บุกเข้ามา และฆ่าพวกเราอย่างเลือดเย็น"
"พวกเราพยายามบอกพวกเจ้าว่าพวกเราไม่ต้องการทำร้ายใคร แต่ไม่มีใครสนใจเลย" ร่างสูงใหญ่วัยชราเดินออกมาด้านหน้าผู้คนที่เข้ามาในอาราม
"พวกเราไม่ได้ทำร้ายใคร แต่พวกเจ้ากลับพยายามเข้ามาปล้นพวกเรา ทำร้ายพวกเรา พวกเราจึงต้องป้องกันตัว"
"พวกเราไม่ใช่คนพวกนั้นแน่นอน"
"ที่จริง ... พวกเรามาเพราะรู้ว่าที่นี่มีการร่วงหล่นของดวงดาว" อี้เอิน เจ้าสำนักวั่งซูกล่าว
"พวกเราไม่ได้ทำร้ายพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับทำร้ายและจับศิษย์พวกเราเข้ามา พวกเราจึงจะเข้ามาช่วยเท่านั้น" เจ้าสำนักอสุนีหิมะกล่าว
"ที่ข้าเห็นมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น .... "
"ข้าเห็นเจ้า เจ้า เจ้า เจ้า และก็เจ้า เป็นอย่างน้อย ที่ปลิดชีวิตสังหารอาวุโสเผ่าพันธุ์ข้าอย่างเลือดเย็น" ผู้นำชราเผ่าพันธฺุ์เซียนจีชี้ไปที่เจ้าสำนักแต่ละคน
"ข้าเห็นกับตาของข้าเอง"
"ไม่ต้องกลัวไป ... ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าในตอนนี้หรอก"
"พวกเจ้าจะต้องได้รับการลงทัณฑ์ที่เจ็บปวดทีละน้อย ๆ"
"จับพวกมันไปห้องขังทัณฑกาลใต้ดิน"
"ข้าจะทรมานพวกมันให้ตกตาย" ผู้นำชราเผ่าพันธฺุ์เซียนจีกล่าวด้วยความโกรธ