ตอนที่ 2 การพบเจอ
ทางด้านของเหอม่อหลันที่เห็นว่าลูก ๆ ทั้งสามคนได้ออกไปเล่นหิมะตากลมหนาวกันนานมากแล้ว แต่ก็ไม่ยอมพากันกลับเข้ามาในบ้านสักที กลัวว่าจะทำให้ไม่สบายกันเอาได้ จึงเดินออกไปตามลูก ๆ
“หลีเอ๋อร์ อิงเอ๋อร์ ต้าเอ๋อร์ ออกมาเล่นกันนานแล้วนะประเดี๋ยวจะไม่สบายกันเอาได้” ท่านแม่บอกลูก ๆ ทั้งสามคน ที่เห็นท่าทางแล้วจะเล่นกันอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว
“ท่านแม่ ดูสิขอรับข้ากับพี่ใหญ่พี่รองช่วยกันปั้นตุ๊กตาหิมะขึ้นมาได้ตั้งหลายตัว” น้องเล็กโอ้อวดท่านแม่
เหอม่อหลันเองก็มองดูเ้าตุ๊กตาประหลาดที่ลูก ๆ ช่วยกันทำขึ้นมาแล้วก็พูดขึ้นมาว่า “พวกเ้าช่างคิดกันเสียจริง ๆ ดูสิหน้าตาประหลาดนัก”
“เ้าพวกนี้เป็พี่รองที่คิดขึ้นมาขอรับ ข้ากับพี่ใหญ่ก้เลยมาช่วยกันทำด้วย” คำกล่าวของลูกช่ายคนเล็กทำให้ผู้เป็มารดาแปลกใจ
“จริงหรืออิงเอ๋อร์”
“เ้าค่ะท่านแม่ เป็ความคิดของข้าเอง”
“เ้าช่างมีความคิดนัก ในเมื่อเล่นกันจนสนุกแล้วก็รีบกลับเข้าบ้านกันเถิด ข้างนอกนี้อากาศหนาวนักประเดี๋ยวจะไม่สบายกันเอาได้”
“เ้าค่ะ/ขอรับ” ทั้งสามคนตอบรับออกมาพร้อมกัน จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินตามท่านแม่กลับเข้าไปในบ้าน
“สนุกกันหรือไม่ ออกไปเล่นกันเสียนานเชียว จนแม่ของพวกเ้าต้องออกไปตามถึงจะยอมกลับเข้าบ้านกัน” เมื่อทุกคนเดินเข้ามาภายในบ้านแล้วท่านพ่อก็ทักขึ้นมาทันที
“สนุกมากเลยขอรับ ข้ากับพี่ใหญ่พี่รองช่วยกันปั้นตุ๊กตาหิมะขึ้นมาได้ตั้งหลายตัว” น้องเล็กรีบโอ้อวดท่านพ่อทันที
“สนุกกันจนลืมหนาวเลยล่ะสิ”
“ไม่หนาวเลยนะขอรับ ข้ากับพี่ใหญ่อยู่ใกล้พี่รองตลอดเหมือนได้อยู่ใกล้เตาผิงตลอดเวลาเลยขอรับ ^0^”
เมื่อจบคำของลูกชายคนเล็กบุพการีทั้งสองก็รีบหันกลับมามองที่ลูกสาวคนกลางทันที
“อิงเอ๋อร์ เ้าออกไปเจออากาศหนาวจนทำให้ไข้กลับมาอีกใช่หรือไม่” เป็ท่านแม่ที่รีบเข้ามาหาแล้วถามขึ้นด้วยท่าทีร้อนรนและเป็ห่วง
จากที่หลีตี้กล่าวมานั้นทำให้คิดไปเป็อย่างอื่นไม่ได้ นอกเสียจากว่าเพ่ยอิงไม่สบาย แต่ก็ยอมทนหนาวเพื่อที่จะได้เล่นอยู่ด้านนอก
“แม่บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าออกไปจะทำให้ไข้กลับเอาได้ แต่เ้าก็ไม่เชื่อแม่”
“ข้าสบายดีเ้าค่ะท่านแม่” เธอกล่าวบอกท่านแม่ด้วยความสัตย์จริง
“จะสบายดีได้อย่างไร ก็หลีเอ๋อร์เพิ่งจะบอกมาว่าอยู่ใกล้เ้าเหมือนอยู่ใกล้เตาผิง”
“ข้าไม่ได้เป็อะไรจริง ๆ นะเ้าคะท่านแม่ ถ้าท่านไม่เชื่อก็ลองจับที่ตัวของข้าดูเถิดเ้าค่ะ” เมื่อเธอกล่าวจบท่านแม่ก็รีบเข้ามาจับที่ตัวของเธอทันที
“ตัวเ้าไม่ได้ร้อนจริง ๆ” เมื่อเป็เช่นนี้ท่านแม่ก็หันไปมองทางน้องเล็กแล้วต่อว่าทันที “หลีเอ๋อร์ เ้าหัดโกหกแม่หรือ”
“ข้าไม่ได้โกหกนะขอรับท่านแม่ ข้าอยู่ใกล้พี่รองแล้วไม่หนาวจริงๆ นะขอรับ” น้องเล็กกล่าวออกมาพร้อมกับน้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“เ้ายังจะโกหกแม่อีกหรือ” เมื่อเห็นท่านแม่โมโหขึ้นมา จึงทำให้แก้มน้องเล็กอาบไปด้วยน้ำตาทันที
“ท่านแม่ขอรับ ข้าเองก็รู้สึกว่าเมื่อเข้าใกล้น้องรองแล้วอากาศอบอุ่นขึ้นมาจริง ๆ นะขอรับท่านแม่” ต้าชุนเอ่ยยืนยันกับท่านแม่ด้วยอีกคนหนึ่ง
เมื่อพี่ใหญ่เอ่ยออกมาเช่นนั้น ท่านแม่ก็หันไปต่อว่าพี่ใหญ่ทันที
“เ้าก็อย่าปกป้องหลีเอ๋อร์นัก ประเดี๋ยวจะเสียคนเอาได้”
“พี่ใหญ่กับน้องเล็กไม่ได้โกหกนะเ้าคะท่านแม่ ข้าออกไปด้านนอกก็ไม่หนาวเลยจริง ๆ เ้าค่ะ อีกทั้งหลายวันมานี้ข้าก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนมีเตาผิงอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา” เพ่ยอิงรีบกล่าวอธิบายออกไปบ้าง
“จะเป็ไปได้อย่างไรอิงเอ๋อร์!!” ท่านพ่อนั่งฟังอยู่นานถามออกมาด้วยความสงสัย
อย่าว่าแต่ทุกคนที่สงสัยเลยเธอเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน...
“หรือว่าจะเป็เพราะกำไลนี่เ้าคะ” เธอยกข้อมือที่สวมกำไลเถาวัลย์ขึ้นมาให้ทุกคนดู
“กำไลที่อยู่ ๆ ก็มาอยู่บนข้อมือของเ้านะหรือ”
“ตอนที่ข้าออกไปด้านนอกข้าก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวออกไปนะเ้าคะ นอกจากใส่เสื้อผ้าหนาๆ กับกำไลวงนี้ที่ติดตัวข้าอยู่ตลอดเวลา”
“หรือกำไลของเ้าจะเป็กำไลวิเศษ” ท่านพ่อเอ่ยออกมาอย่างตกตะลึง
“จะเป็ไปได้หรือเ้าคะ”
สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอได้ลองทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อที่จะได้ใช้งานกำไลวงนี้ เพราะคิดว่ามันเป็กำไลวิเศษจึงสามารถติดตามเธอมายังโลกนี้ได้ แต่เธอก็ไม่สามารถใช้งานมันได้แต่อย่างใด จึงได้แต่คิดว่ามันเป็แค่เพียงกำไลธรรมดาเท่านั้น
“เอาเถิดๆ จะเป็กำไลวิเศษหรือไม่ประเดี๋ยวสักวันเราคงได้รู้เอง”
...
ในคืนนั้นเอง...เพ่ยอิงฝันเห็นสถานที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง
‘ที่ไหนกันล่ะเนี่ย’
เธอหันไปมองรอบๆ เหล่าพืชพันธุ์ทั้งหลายที่เธอเห็นนั้นสามารถเรืองแสงออกมาได้ด้วย อีกทั้งยังมีหลากหลายสีสันดูสวยงามยิ่งนัก
อีกทั้งเธอยังรู้สึกได้อีกว่าอากาศของสถานที่แห่งนี้ช่างบริสุทธิ์และเย็นสบาย มองไปทางไหนก็มีแต่พืชสมุนไพรแปลกๆ ดอกไม้แปลกๆ เต็มไปหมด มีทั้งที่เธอรู้จักและไม่รู้จัก
เธอเดินสำรวจตามทางเดินไปเรื่อยๆ นอกจากจะพบพวกดอกไม้และสมุนไพรแปลกๆ แล้ว ยังพบพืชผักสวนครัวอีกด้วย เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ พริก และอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งพืชผักสวนครัวเ่าั้มีการเรืองแสงอ่อนๆ ออกมาด้วย
ที่เธอรู้จักพืชผักสวนครัวเ่าั้ได้ก็เพราะว่าเธอเป็ลูกครึ่งไทยจีน แม่เป็คนไทยและพ่อเป็คนจีน ใน่ที่เรียนมัธยม เธอได้ไปเรียนอยู่ที่ประเทศไทยจึงทำให้รู้จักพวกอาหารไทยอยู่เยอะพอสมควร
อีกทั้งยังเคยได้เรียนทำอาหารไทยอยู่่หนึ่งด้วย พอขึ้นมหาวิทยาลัยก็ย้ายกลับมาเรียนที่จีนแต่ก็ยังคงทำอาหารไทยกินเองอยู่บ้าง เพราะติดใจในรสชาติของอาหารไทย
เพ่ยอิงยังคงเดินสำรวจไปตามทางเดินโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ยังคงพบกับพืชพันธุ์แปลกตาไปตลอดทางเดิน
เพ่ยอิงเริ่มเดินลึกเข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่...
จะว่าไปแล้วที่นี่ก็กว้างมากเลยทีเดียว เดินมาตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็นเขตสิ้นสุด
เมื่อเดินมาจนถึงลำธารเธอก็ได้เห็นว่าในลำธารนั้นมีปลาหลากหลายชนิดแหวกว่ายอยู่เต็มไปหมด ทั้งปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็มจากในโลกเดิมของเธอก็มีให้เห็น
ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดพวกปลาน้ำเค็มถึงอยู่ในลำธารแห่งนี้ได้
เธอเดินไปจนกระทั่งได้พบเข้ากับต้นแอปเปิลต้นหนึ่ง
‘โอ้โห! มีแอปเปิลด้วย’ เห็นดังนั้นเธอก็เดินเข้าไปเด็ดแอปเปิลจากต้นมากินทันที
กร๊วบ!!!
‘กรอบแล้วก็หวานอร่อยมาก’ เพ่ยอิงลิ้มรสของแอปเปิลด้วยความเอร็ดอร่อยจนหมดลูก แล้วเธอก็เดินสำรวจต่อไป
อีกทั้งเธอยังได้พบเข้ากับผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น กล้วย ส้ม องุ่น ลูกพีช เชอร์รี่ และผลไม้ต่างๆ อีกมากมาย
ทำให้เธอกินอิ่มเสียจนพุงกางกันเลยทีเดียว จนกระทั่งเดินมาถึงน้ำตกแห่งหนึ่ง
‘ว้าววว ที่นี่สวยมากกกก ถ้ามีบ้านพักต่างอากาศที่ริมน้ำตกนะ คงดีมากเลยทีเดียว’ แต่ในขณะที่ชื่นชมความสวยงามของน้ำตกอยู่นั้นเธอก็ได้สังเกตเห็นถ้ำหลังม่านน้ำตก
‘เอ๊ะ!! มีถ้ำด้วย จะเข้าไปดูหน่อยดีไหมนะ แต่ว่าั้แ่เดินมายังไม่พบกับอันตรายอะไรเลยนี่นา คงไม่มีสัตว์อะไรแปลกๆ อยู่ในถ้ำหรอกนะ’
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็หาทางเข้าถ้ำด้านหลังน้ำตกทันที มองหาได้ไม่นานก็พบเข้ากับทางเล็กๆ ที่ติดอยู่ข้างน้ำตกเธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในถ้ำทันที
‘ไม่ใช่อะไรหรอกเผื่อจะเจอสมบัติ ฮิฮิ’
ในตอนแรกคิดว่าในถ้ำจะมืดเสียอีก แต่นี่กลับมีหินและตะไคร่เรืองแสงเต็มไปหมดทำให้ในถ้ำสว่างไสวราวกับกลางวัน
เธอเดินเข้าไปตามทางในถ้ำก็ไม่ได้พบเข้ากับอะไรแปลกๆ นอกจากตะไคร่และหินเรืองแสงหลากสีสัน มีทั้งสีขาว สีเหลือง สีฟ้า สีส้ม สีแดง เอาเป็ว่ามีครบทุกสีเลยแล้วกัน
‘นี่ถ้าเอาไปใช้แทนตะเกียงได้ก็ดีสินะ มีเยอะขนาดนี้เอาไปถมที่ได้เลยนะเนี่ย’
ยิ่งเดินเข้าไปลึกอากาศก็ยิ่งชื้นและยิ่งสว่างมากขึ้น เนื่องจากหินเรืองแสงมีขนาดใหญ่มากขึ้นนั่นเอง
เมื่อเดินมาจนสุดทางก็พบเข้ากับหินก้อนใหญ่ มันมีรูปร่างคล้ายกับหินที่แกะสลักเป็รูปเสือที่นอนหมอบอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เมื่อเข้ามาใกล้แล้วก็พบว่ามันใหญ่มาก ความยาวลำตัวน่าจะถึง 10 จั้งเลยทีเดียว
‘เขี้ยวนี่เหมือนจริงมากๆ’ เธอได้ลองเอามือไปลูบที่เขี้ยวเสือดูว่ามันจะคมหรือไม่ ก็ปรากฏว่ามันคมมากจนทำให้เธอโดยเขี้ยวเสือบาด
“โอ๊ย!!” เธอร้องออกมาพร้อมกับดึงมือของตัวเองกลับมาดูทันที
“ใครจะไปคิดว่ามันจะคมขนาดนี้ล่ะเนี่ย เป็แค่หินแท้ๆ” เธอบนออกมาคนเดียว พร้อมกับใช่มืออีกข้างมากดห้ามเืเอาไว้
แต่ในขณะที่เธอสำรวจาแที่นิ้วของตัวเองอยู่นั้น ที่ก้อนหินรูปร่างเสือก็ค่อยๆ เรืองแสงขึ้นมา แต่ด้วยความที่ในถ้ำสว่างอยู่แล้วเพ่ยอิงจึงไม่ทันได้สังเกตว่าจากเสือที่เป็ก้อนหินนั้นค่อยๆ กลายเป็เสือจริงๆ ขึ้นมา
จนในที่สุดหินรูปร่างเสือก็กลายเป็เสือขนาดใหญ่ที่มีความยาวั้แ่หัวตลอดไปจนหางถึง 20 จั้ง ที่มีชีวิต
ด้านของเพ่ยอิงที่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติและลมหายใจของบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเป่ารดหัวเธออยู่ เธอจึงค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นไปมองด้วยสีหน้าซีดเผือด เพราะว่าเดาได้รางๆ แล้วว่าลมที่เป่ารดหัวนั้นอยู่คือลมอะไร
เมื่อแหงนหน้าขึ้นมามองแล้วพบว่าเสือที่เป็หินอยู่เมื่อสักครู่กลับกลายเป็เสือที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ และมันก็ทำให้เธอใจนร้องออกมา
“กรี๊ดดดดดด!!” เธอกรีดร้องจนสลบไปด้วยความใในทันที
...
เช้า...
เพ่ยอิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เธอหันไปมองรอบๆ ตัวของเธอด้วยความหวาดระแวง จนได้พบว่าเธออยู่ในบ้านหลังเดิมแล้วก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“เฮ้อ~ นึกว่าจะโดนเสือกินไปซะแล้ว ดีนะที่เป็แค่ความฝัน” เธอกล่าวออกมากับตัวเองพร้อมกับเอามือมาลูบอกไปด้วย
“ขวัญอ่อนเสียจริงๆ เลยนะเ้า” จู่ๆ ก็มีเสียงพูดขึ้นมาในหัวของเธอจนทำให้เธอใ
“ใครน่ะ! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!!” เพ่ยอิงทำท่าทางหวาดระแวง พร้อมกับหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาต้นเสียงที่ดังขึ้นมา
“ข้าอยู่ตรงนี้”
“ตรงนี้นี่ตรงไหน” เธอยังคงหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาเ้าของเสียง
“มองลงมาที่ข้อมือของเ้าสิ” เสียงนั้นกล่าวออกมาด้วยความเหนื่อยใจ เพ่ยอิงจึงก้มลงมองกำไลไม้ที่เธอใส่อยู่บนข้อมือแล้วอุทานขึ้นมาว่า
“กำไลพูดได้หรือ!! 0[]0” แล้วเธอก็ทำหน้าตกอกใ
“เ้าเป็กำไลวิเศษที่พูดกับข้าใช่ไหม” เธอถามออกมาด้วยความตื่นเต้น
“เ้านี่ช่างโง่เขลาเสียจริงๆ กำไลที่ไหนมันจะพูดได้กันล่ะ” เมื่อสิ้นเสียงนั้นที่กำไลข้อมือของเธอก็เรืองแสงออกมาแล้วก็มีแมวน้อยสีขาวน่ารักตัวหนึ่งออกมายืนอยู่ตรงหน้าของเธอ ทำให้เธออดที่จะตะลึงไม่ได้
“อย่าบอกนะว่าเป็เ้า ที่พูดกับข้าน่ะ O_O” เธอถามแมวน้อยตรงหน้าทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็ยังถามเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้เข้าใจผิดไปเอง
“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็ใครไปได้เล่า!!”
เ้าแมวน้อยเชิดหน้าด้วยความหยิ่งยโส เพราะตัวมันเป็ถึงเทพสัตว์ตนหนึ่ง แต่บังเอิญกระทำผิดเพียงเล็กน้อยโดยการก่อความวุ่นวายไปทั่วทั้ง์ บ้างก็ไปท้าตีท้าต่อยกับเทพสัตว์ตนอื่น บ้างก็ชอบทำลายข้าวของของผู้อื่น แล้วยังไม่รู้จักสำนึกผิด แค่ก!
ที่ข้าถูกลงโทษเพียงเพราะข้าไปหยิบยืมยาวิเศษที่หนึ่งพันปีถึงจะทำออกมาได้สักเม็ด และยาเม็ดนี้ก็เพิ่งทำเสร็จขึ้นมาได้ไม่นาน เนื่องจากอีกไม่กี่วันจะถึงงานจัดเลี้ยงฉลองเพื่อมอบยาวิเศษเม็ดนี้ให้กับองค์เง็กเซียนฮ่องเต้
แหม~ ข้าก็แค่ยืมมาก่อน มิได้ตั้งใจขโมยแต่อย่างใด
ว่ากันว่ายาวิเศษนี้กินเข้าไปแล้วจะอายุยืนยาว ไม่เจ็บไม่ป่วย ข้าจึงอยากได้มาลองชิม จึงได้แปลงกายไปเป็นาง์เพื่อไปหลอกล่อคนเฝ้าหม้อยา อีกทั้งยังมอมเมาด้วยสุราเมรัยจนคนเฝ้าหม้อยาสลบไสลไม่ได้สติ หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปขโมย เอ้ย!! หยิบยืม ยาวิเศษมากิน
ถ้าขอดีๆ ก็ไม่ให้น่ะสิ
เมื่อเื่นี้ได้ยินไปถึงหูขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระองค์จึงไปขอให้เ้าแม่หนี่วาช่วยจัดการให้ เ้าแม่หนี่วาจึงทำการลงโทษข้าโดยการผนึกพลังของข้าเอาไว้ถึงเก้าส่วนแล้วสาปให้เป็หินอยู่ภายในถ้ำของมิติในกำไลวงหนึ่ง จากนั้นก็โยนลงไปโลกมนุษย์เพื่อรอคนที่มีวาสนากับข้ามาปลดปล่อย และต้องอยู่ทำความดีและรับใช้เ้าของไปจนสิ้นอายุขัยตามกาลเวลา
“ว้าว >.< เ้าแมวน้อยเ้าออกมาจากกำไลวงนี่ได้อย่างไร” เพ่ยอิงจ้องมองแมวน้อยแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยความตื่นเต้น
“เ้าใช้ตาข้างไหนของเ้ามองกันถึงได้เห็นว่าข้าเป็แมว” เ้าแมวน้อยกล่าวออกมาด้วยความโมโหที่เธอเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็แมวทั้งที่มันเป็เสือที่น่าเกรงขาม
“ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเ้าเป็แมวนี่นา” เธอเถียงกลับไป
“ข้าคือพยัคฆ์ขาว นามว่าไป๋หู่” เ้าแมวน้อยเชิดหน้าเอ่ยออกมาด้วยความเย่อหยิ่ง
แต่จะดูอย่างไรก็เห็นเป็แมวชัดๆ ไม่ได้เห็นเค้าโครงของความเป็เสือเลยแม้แต่น้อย
“ข้าคือเสือที่เ้าเห็นเมื่อคืนอย่างไรเล่า”
“จริงหรือ!! ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าเมื่อคืนไม่ใช่ความฝันใช่หรือไม่”
“เมื่อคืนที่เ้าเอานิ้วเข้ามาทำให้เขี้ยวข้าบาดจนเืออก กลายเป็ว่าตอนนี้ข้าผูกพันธะสัญญากับเ้าแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าสถานที่เมื่อคืนก็คือในกำไลของข้าใช่หรือไม่” เธอเอ่ยถามเ้าเสือน้อยตรงหน้าออกไปด้วยความตื่นเต้น
“ใช่”
“แล้วข้าจะต้องทำอย่างไรถึงจะเข้าไปในกำไลมิติของข้าได้อีก” เธอเอ่ยถามออกไปด้วยความตื่นเต้น เพราะถ้าเข้าไปได้เธอกับครอบครัวก็ไม่ต้องทนกินธัญพืชหยาบต้มที่ไม่มีรสชาติ และแทบจะมองไม่เห็นเมล็ดนั่นอีกต่อไป
“เ้าก็แค่ตั้งสมาธิแล้วคิดว่าจะเข้าไปในกำไลมิติก็แค่นั้น”
“ง่ายถึงเพียงนี้!!” เธออุทานออกไปด้วยความเหลือเชื่อเพราะไม่คิดว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้
แล้วเหตุใดเธอถึงไม่คิดวิธีแบบนี้ได้ั้แ่ทีแรกกันนะ เธอจะได้ไม่ต้องทนกินธัญพืชหยาบต้มที่ใสจนแทบจะเห็นแต่น้ำอยู่ได้ตั้งหลายวัน...