“เฮ้อ…ชีวิตก็คือละครเรื่องหนึ่งที่ทุกคนต้องแสดงออกมาให้ดีที่สุดเมื่อละครจบลง คนที่ทุ่มเทในการแสดงก็จะได้รับของตอบแทนที่คุ้มค่า!”
สุราเลิศรสแก้วไวน์สีทอง พัดขนนกสีทองและอาภรณ์สีทองอร่ามเงาร่างที่ซุกซ่อนอยู่ในความมืดก็คือมาเตรัซซี่นักพเนจรอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรเซนิท ดูเหมือนว่านักพเนจรคนนี้ตั้งใจจะโอ้อวดบทกวีของตัวเองออกมาหลังจากร่ายกวีจบก็จิบสุราในแก้วไวน์อย่างพึงพอใจ
ข้างกายของเขามีบุรุษร่างผอมสูงที่สวมผ้าคลุมสีน้ำตาลเข้มยืนนิ่งอยู่เงียบๆ ขณะที่มองการต่อสู้ด้านล่างแบบตาไม่กะพริบ
“เจ้าหนุ่มนั่นช่างน่าสนใจจริงๆ ฮึๆๆ แต่ว่าเจ้าหน้ากากดำนั่นจะใช่ราชาแซมบอร์ดไหมนะ? อืมกลิ่นอายแตกต่างกัน รูปแบบการต่อสู้ก็ไม่เหมือนกัน และยังเป็นนักเวทอีก...ดูเหมือนจะไม่ใช่แต่ก็ดูเหมือนใช่โธ่เอ๊ย นี่เป็นฉากที่น่ารำคาญจริงๆเกิดมาจนอายุปานนี้แล้วยังไม่เคยพบเรื่องที่แปลกแบบนี้มาก่อนเลย...เฮ้ๆๆๆสหาย! เจ้าจะไม่พูดอะไรหน่อยหรือ ข้าพูดมากขนาดนี้แล้ว ต่อให้เจ้าไม่ยินดีที่จะฟังก็ควรที่จะตอบอะไรให้หายค้างคาใจสักหน่อยเถอะ!” นักพเนจรอันดับหนึ่งหันไปโวยวายกับคนข้างๆ
ชายที่สวมชุดคลุมสีน้ำตาลหันมามองมาเตรัซซี่เล็กน้อยจากนั้นก็เปิดปากพูดว่า “อือ”
มาเตรัซซี่“…”
“เมื่อไรคนในวังจะหายป่วยกันนะ?” มาเตรัซซี่จิบเหล้าอีกหนึ่งอึกพลางหาหัวข้อคุยต่อ
“ไม่รู้”
“ไม่จริงน่า เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือ?”
“อือ”
“เฮ้อ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราสองคนก็ไม่เลวร้ายเท่าไรดังนั้นเจ้าช่วยตอบข้ามากกว่าหนึ่งคำได้ไหม”
“ได้”
“…”
……
“ฮึๆดูเหมือนว่าเขายังมีความลับบางอย่างที่ไม่อยากให้ใครรู้เก็บไว้อยู่สินะยอดฝีมือที่อยู่ในสังกัดของเขาจะมีนักเวทอยู่จริงๆ หรือเปล่า? หรือว่าความจริงแล้วนักเวทคนนั้นก็คือเขา? อืมแต่ไม่ว่าอย่างไร นักเวทคนนั้นก็น่ากลัวจริงๆบอลไฟของเขามีพลังโจมตีเทียบเท่ากับนักรบระดับห้าดาวที่ระเบิดพลังโจมตีทั้งหมดพลังแบบนี้น่าจะอยู่ในระดับนักเวทดาวตกหรือเปล่านะ?”
ณห้องโถงชั้นหก
แม่มดสาวแพรีสส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาในขณะที่ยืนอยู่หน้าหน้าต่างใบหน้าสวยเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์น่าหลงใหลออกมา นางไม่ได้พูดรำพันกับตัวเอง
ด้านหลังของแพรีสมีร่างของคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ โต๊ะพร้อมกับเหล้า
คนผู้นี้เป็นชายวัยรุ่นที่สวมเสื้อผ้าธรรมดาๆผมสีดำปล่อยยาวจนถึงเอวและใช้เชือกสีแดงรัดอย่างหลวมๆ ใบหน้าหล่อเหลา จมูกยาว ตาโตคิ้วเฉียงเรียกได้ว่าต่อให้นำคำคุณศัพท์ที่มีความหมายว่างดงามหรือดูดีทั้งหมดมาใส่ในร่างของเขามันก็ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายถึงระดับความหล่อเหลาของเขาได้ ผิวมือที่เรียบลื่นค่อยๆ ยืดออกมาจากแขนเสื้อสีน้ำตาล เพื่อหยิบถ้วยเหล้าที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมา
นี่เป็นเหล้าที่ดีที่สุดกลิ่นของเหล้าที่โชยออกมาทำให้ผู้คนรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ราวกับตกอยู่ในห้วงความฝันอันงดงามได้
แต่เหล้านี้ไม่ได้มีไว้ให้คนดื่ม
เป็นสุนัขดื่มต่างหาก
ลูกสุนัขพิการที่สูญเสียขาหลังทั้งสองข้างกำลังฟุบอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษผู้ที่สตรีทั่วทั้งราชอาณาจักรเซนิทต่างคลั่งไคล้อยากเข้าไปซุกไปแนบแทนลูกสุนัขพิการตัวนี้มันค่อยๆ ยืดลิ้นสีแดงสดออกมาเลียเหล้าเลิศรสอย่างหิวกระหายบางครั้งมันก็เงยหน้ามองเจ้านายของตัวเองตาปริบๆ ก่อนจะเห่า ‘โฮ่งๆๆ’ออกมาอย่างตื่นเต้น ลูกสุนัขตัวนี้ไม่ใช่สายพันธุ์ที่หายากอะไรกลับกัน หากนำมันไปโยนทิ้งไว้ข้างทาง แม้แต่สุนัขจรจัดก็ยังดูดีกว่ามันหลายเท่า
“ฮึ ดื่มช้าๆ หน่อยเถอะ เดี๋ยวสำลักเอาได้นะ!” ชายหนุ่มที่แสนหล่อเหลาพูดหยอกล้อเหมือนกำลังพูดคุยกับสหายเก่า
ด้านหลังของชายคนนี้มีกราเนโรที่สวมชุดเกราะโลหะที่เป็นเครื่องแบบทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรยืนอยู่อย่างเงียบๆเขายืนกายตรงประหนึ่งหอกที่ตั้งตรงในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตัว พลางกำดาบในมือแน่น
นอกจาก 'เคราแดง' แล้วในห้องนี้ยังมีอีกคนหนึ่ง เขาเองก็ยืนกายตรงเหมือนหอกยาวดุจเดียวกับกราเนโร
เพียงแต่ว่าชายคนนี้กลับยืนอยู่ข้างๆ แม่มดสาวแพรีส
ร่างของเขาสวมชุดเกราะสีทองแม้ว่าจะยืนอยู่เฉยๆ แต่กลิ่นอายอันตรายก็แผ่ออกมาจากร่างของเขาไม่หยุดชายคนนั้นคืออัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สิบ 'อัศวินพระอาทิตย์สีทอง' คริส ซัตตันในดวงตาของเขามีเพียงร่างของแพรีสที่ประทับอยู่ในนั้น เขาทำราวกับว่าในห้องนี้มีเพียงตนและแพรีสเท่านั้นหลงใหล เป็นห่วงมอบความรักให้สุดหัวใจ…นี่เป็นอาการที่ผู้ชายจะมีให้เฉพาะสาวในดวงใจเท่านั้นและเขาก็เปิดเผยมันออกมาในสายตาของเขา
“เฮ้ คริส เจ้าจะไม่เปลี่ยนสายตาเวลามองแพรีสหน่อยหรือมันน่าสะอิดสะเอียนเกินไปแล้ว ข้ากับโอกาเห็นทีไรชักอยากจะอ้วกทุกที!” ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาที่กำลังหยอกล้อกับลูกสุนัขพิการกล่าวล้อเล่นออกมา
คำพูดของเขาแฝงไปด้วยความผ่อนคลาย
ชื่อของลูกสุนัขพิการที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาก็คือโอกา
และชื่อของเขาก็เรียกว่าโอกาเช่นกัน
โอกาโดมิงเกวซ
องค์ชายรองโดมิงเกวซผู้มีอำนาจดุจพระอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน ภายใต้สมัยการปกครองขององค์จักรพรรดิยาซินแห่งเซนิท
“เออ...ก็ได้!” อัศวินผู้ตัดสินคริส ซัตตันยืนเอียงๆ เล็กน้อยหากยืนท่านี้จะบังสายตาขององค์ชายรองโดมิงเกวซได้ และด้วยวิธีนี้จะทำให้หนึ่งคนหนึ่งสุนัขมองไม่เห็นดวงตาของเขา และทั้งหมาทั้งนายจะได้ไม่รู้สึกคลื่นไส้อยากอ้วกด้วย
เหตุการณ์ตรงหน้าทำเอาโดมิงเกวซยกมือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ ด้วยท่าทางจนปัญญา
“โอกา เจ้าจะไม่มาดูสหายตัวน้อยของเราสู้หน่อยหรือ? มันน่าสนใจมากๆ เลยนะ!” แพรีสที่ยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าต่างมาตลอดก็หมุนตัวหันมาหาองค์ชายรองการกระทำของนางเหมือนกับกำลังพูดอยู่กับสหายคนหนึ่งไม่ใช่กำลังพูดอยู่กับองค์ชายแห่งราชอาณาจักร
“มีแต่ฆ่าๆๆ น่าสนใจตรงไหนกัน เจ้าดูไปคนเดียวเถอะข้าจะงีบสักหน่อย! ไว้รอฆ่าเสร็จเมื่อไรก็ปลุกข้าแล้วกัน!” พูดจบองค์ชายรองก็เอาหน้าแนบโต๊ะทันที โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเองเลยสักนิดปากของเขาก็เอาแต่บ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดว่า “จริงๆ เลยนะ! คนเป็นองค์ชายเนี่ยควรจะสวมเสื้อผ้าดีๆ กินอาหารแพงๆ เล่นจ้ำจี้กับสาวๆ สวยๆ ทุกคืนไม่ใช่หรือไง แต่นี่อะไร? ดึกดื่นขนาดนี้ยังถูกลากมานั่งดูคนฆ่ากันตายอีก ให้ตายสิ! น่าเบื่อน่าเบื่อ...!”
สำหรับผู้ชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพบุตรไม่ว่าจะทำท่าทางอย่างไรก็ยังคงดูดีอยู่ดี
โอกาน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดก็เพิ่งเลียเหล้าหมดดวงตากลมโตของมันปรือปรอยท่าทางเหมือนเมาเหล้า
จากนั้นหนึ่งคนหนึ่งสุนัขก็พากันหลับไหลท่ามกลางเสียงฆ่าฟันที่ลอยเข้ามาจากด้านนอก
……
……
“เจ้า…ไอ้คนขี้ขลาดตาขาว! ไอ้หมูโสโครก! เจ้าควรจะมีเกียรติของนักเวทเสียบ้าง!หยุดหนีแล้วมาสู้กันเสียที!”
หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเข้าโมหดคลั่งเต็มที่
เขาไล่ตามนักเวทลึกลับที่สวมหน้ากากสีดำอย่างบ้าคลั่งชายตรงหน้าได้เปลี่ยนมุมมองของนักเวทผู้หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีที่พวกเขารู้จักจนหมดสิ้น
ศัตรูตรงหน้าของมันเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกและหนีเก่งเหมือนหนูไม่มีผิด! มันไม่ได้ตั้งใจจะสู้กับเขาตั้งแต่แรกนักเวทตรงหน้าวิ่งวนรอบๆ สิ่งก่อสร้างกับทะเลเพลิง มันหนีเร็วมากนอกจากนี้ ในมือของมันยังสามารถสร้างบอลไฟที่น่าเกรงขามออกมาได้เรื่อยๆบางครั้งมันก็ร่ายคาถาโยนบอลไฟใส่สมาชิกของดาบโลหิตบางครั้งก็โยนไปที่อาคารบ้านเรือนในสำนักงานใหญ่ สองเท้าของมันวิ่งผ่านไปที่ใด ที่นั่นจะมีไฟลุกไหม้ขึ้นมาไม่ช้า ทั้งสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตก็เต็มไปด้วยทะเลเพลิงที่ลุกไหม้สว่างไสว และควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
การดับเพลิงเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์
เพราะเปลวไฟเวทมนตร์ที่น่ากลัวพวกนี้มันดับได้ยากมาก
ไม่ช้าเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตก็เริ่มถอยยามที่ไฟได้เจอกับลม ต่างฝ่ายก็ต่างหนุนนำกัน ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรเปลวไฟก็ยิ่งลุกไหม้ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น
“ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้ รักษาสถานที่สำคัญๆ ไว้ก็พอนักเวทธาตุน้ำทุกคนพยายามดับไฟต่อไป!” หัวหน้าของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่ลอยอยู่กลางอากาศตะโกนสั่งอย่างหงุดหงิด“อดทนไว้ อีกไม่นานทหารแห่งราชอาณาจักรก็จะมาแล้ว…”
“สมควรตาย หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้ากำลังทำให้เกียรติยศของนักเวทต้องมัวหมองไอ้สวะขี้ขลาด ข้าบอกให้หยุด!” หัวหน้าของกองกำลังตะโกนด่าไปพลางวิ่งไล่ตามซุนเฟยไปพลางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
การปล่อยให้นักเวทระดับหกดาวมีโอกาสร่ายคาถานั่นเท่ากับเป็นการฆ่าตัวเอง นี่เป็นหายนะ!
ในเมืองหลวงนักเวทระดับหกดาวมีเพียงไม่กี่คน และทุกคนต่างก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรฐานะสูงส่ง แม้แต่กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตยังพยายามจะตีสนิทด้วยเลยหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องมอบก้อนหินเวทมนตร์และของมีค่าให้แก่นักเวทเหล่านี้ไปเป็นจำนวนมากถึงแม้จะไม่สามารถดึงมาเป็นพวกได้ แต่ก็มั่นใจได้ว่าไม่ใช่ศัตรูกัน นักเวทพวกนั้นให้ความสำคัญแก่ภาพลักษณ์ของตัวเองมากไม่มีใครเป็นเหมือนนักเวทตรงหน้าเลยสักคนนอกจากจะไร้จิตสำนึกของนักเวทระดับสูงแล้วยังไล่สังหารคนด้วยวิธีขี้โกงแบบนี้อีกด้วย
นักเวทย์หน้ากากดำตรงหน้าเป็นใครกันแน่?
หรือว่า…
ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดผุดขึ้นมาในความคิดของชายวัยกลางคนยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกหนาวจับใจ
ทันใดนั้นเอง
“อยากสู้กับข้าหรือ?”
ทันใดนั้น ร่างของนักเวทที่คอยวิ่งวนรอบๆ เพื่อขว้างบอลไฟที่น่ากลัวก็หยุดยืนอยู่บนรูปปั้นหินนักรบ ฉับพลันก็เกิดเปลวไฟลุกไหม้รูปปั้นหินนั้นขึ้นมาเปลวไฟใต้ฝ่าเท้าของเขาดูน่ากลัวมาก มันเหมือนจะสามารถเผาไหม้ได้ทุกสรรพสิ่งมุมปากของหน้ากากสีดำก็ยกยิ้มขึ้นมา จากนั้นก็มีเสียงเหมือนจะเยาะเย้ยขึ้นมาว่า“ฮี่ๆๆ…ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง หากเจ้ารับท่าไม้ตายของข้าได้ข้าจะจากไปทันที!”
ไม่พูดเปล่าความผันผวนของเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งก็กระจายออกโดยที่มีร่างของเขาเป็นศูนย์กลางเปลวไฟที่น่าเกรงขามเริ่มขยายเป็นวงกว้าง
เปลวไฟเวทมนตร์ที่ลุกไหม้รอบด้านดูเหมือนจะตอบสนองต่อคำพูดของซุนเฟยมันระเบิดพลังออกมาอย่างรุนแรง ความร้อนที่น่ากลัวลุกลามไปยังศูนย์กลางของฝูงชน
สีหน้าของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตแข็งกร้าวเขารวบรวมพลังของตัวเองไว้ ในขณะที่รอให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีพลังที่ถูกนักเวทที่น่ากลัวตรงหน้าเรียกขานว่าเป็น ‘ท่าไม้ตาย’การโจมตีนั้นจะต้องเป็นการโจมตีที่ยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าสะท้านดินอย่างแน่นอนเขาเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างของตัวเอง ความตึงเครียดค่อยๆ เพิ่มขึ้นในขณะที่จิตใจจดจ่ออยู่กับการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้นเขาไม่กล้าประมาทเลยสักนิด
---------------