เวลาผ่านไปเกือบเดือน วิถีชิวิตของนักศึกษาที่มหาลัยดำเนินตามปกติ ทุกคนต่างใช้เวลาในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ แต่ทว่าใน่นี้ กลับมีบางสิ่งที่คอยเคลื่อนไหวเงียบ ๆ อยู่ในชีวิตของอรและก้านพลูด้วยเช่นกัน พวกเธอทั้งคู่พยายามจัดการกับเื่ราวในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเตรียมตัวเดินทางไปต่างจังหวัด จนบางครั้งก็หัวหมุนไปกับภารกิจมากมาย
อย่างไรก็ตาม ่นี้ดูเหมือนว่าพวกเธอจะเจอกับเื่แปลกประหลาดที่ยากจะหาคำตอบ ก้านพลูเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องแสนทรมานนั่นทุกคืนอย่างต่อเนื่อง เสียงนั้นค่อย ๆ เข้ามาใกล้และถี่ขึ้นจนแทบจะทุกคืน ในขณะที่อรก็ได้ยินด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่แปลกยิ่งขึ้น…ก้านพลูมักได้ยินถี่กว่าตัวอรเองเสียด้วยซ้ำ พวกเธอเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ และในบางครั้ง อรก็ไม่สามารภเข้าใจสิ่งที่ก้านพลูกำลังประสบได้เลย อรไม่สามารถััในสิ่งที่ก้านพลูััได้อย่างเช่นทุกครา ราวกับว่า สิ่งนั้น กำลังปกปิดอะไรเธออยู่
่เวลาผ่านไปจนถึงวันเดินทางที่ทุกคนต่างรอคอย การเดินทางไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเยี่ยมเยือนบ้านเรือนของ ‘อาจารย์ สุเทพ บุญศิริ’ หมอผีชื่อดังในจังหวัด รวมถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านระแวกอำเภอ ‘กุฉินารายณ์’
บางสิ่งกำลังรออยู่ที่นั่น และบางสิ่งก็กำลังเดินหน้าไปสู่จุดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
"อรุณสวัสดิ์ค่ะเพื่อน ๆ" อรกล่าวทักทายเหล่ากลุ่มนักศึกษาทื่ยืนรออยู่หน้าแท่นรถทัวร์
“แหม พอรู้ว่าได้ไปเที่ยวหน่อย ตื่นเช้ากันเชียวนะ” ก้านพลูแซวเพื่อนหัวแถวด้วยรอยยิ้ม
การเดินทางครั้งนี้ยาวไกลถึง ๘ ชั่วโมง ทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อมั้แ่เช้ามืด บางคนมาถึงสถานที่นัดก่อนเวลาเสียอีก ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะได้ออกเดินทางและััประสบการณ์ใหม่ อรเริ่มนับรายชื่อนักศึกษาตามรหัสเพื่อเช็คว่าทุกคนมากันครบหรือยัง ต่างคนต่างทยอยขึ้นรถหลังจากที่อรเอ่ยชื่อของตน ขณะเดียวกัน สายตาของอรก็กวาดไปทั่วทั้งบริเวณ
“1344 สิรินยา….สิรินยา…”
ไม่มีเสียงตอบกลับใด ๆ
‘หรือว่าจะไม่มา?’
อรขานชื่ออีกครั้ง “สิรินย….”
“เขาขึ้นไปแล้ว” เสียงของก้านพลูดังขึ้นข้าง ๆ
อรหันไปมองตามทิศทางที่ก้านพลูกำลังจ้องอยู่และพบว่า ยา ได้ขึ้นไปนั่งบนรถทัวร์แล้ว
‘ขึ้นไปเมื่อไร?’
อรมองไปยังร่างนั้นบนรถทัวร์ด้วยความสงสัย ก่อนจะขานรายชื่อเพื่อนคนถัดไปต่อ โดยไม่รู้เลยว่า…ก้านพลูที่เมื่อครู่ยังคงร่าเริง กลับมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ณ เวลา ๗ โมงตรง ล้อรถทัวร์คันใหญ่เริ่มเคลื่อนหมุนออกจากรั้วมหา’ลัย อรคว้าไมโครโฟนขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า ทำหน้าที่ราวกับไกด์นำเที่ยวคนหนี่ง
“เอาหละค่ะเพื่อน ๆ ในที่สุดเราก็ได้ออกเดินทางกันแล้ว เย้!”
“เย้!” เสียงะโตอบกลับอย่างดีใจของเพื่อน ๆ ดังลั่นไปทั่วคันรถ บรรยากาศคึกคักราวกับการเดินทางครั้งนี้คือวันหยุดยาวแสนรื่นรมย์
“เราจะเดินทางกันประมาณ ๘ ชั่วโมงนะคะ ใครปวดหนักปวดเบา ห้องน้ำอยู่ข้างล่าง ช่วยกันรักษาความสะอาดด้วยนะ แล้วเราจะแวะพักกินข้าวกันที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตอนนี้พักผ่อนกันให้เต็มที่ รู้ว่าตื่นเช้ากันมาก”
อรพูดพลางยิ้มกว้าง แต่ในขณะนั้นเอง สายตาของเธอกลับไม่ละไปจากหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ท้ายสุดของรถ เธอมีสีผมสีส้มเพลิงโดดเด่น ขัดกับใบหน้าที่เรียบเฉย เ็าราวกับรูปปั้นและไม่เอ่ยปากพูดใด ๆ ตลอดเวลา
อรยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางไมค์และเดินกลับมานั่งข้างก้านพลูบริเวณหัวรถ
“นี่มึงเป็อะไรเนี่ย?” อรถามขึ้นทันที่ที่นั่งลง
“ปะ…เปล่า” ก้านพลูตอบกลับเสียงเบา
“มึงได้ยินเสียงนั่นอีกแล้วหรอ?”
“เปล่า…”
อรถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “งั้นกูคงช่วยอะไรมึงไม่ได้นะ มึงก็รู้ว่า่นี้กูไม่เห็นเหมือนที่มึงเห็น”
เธอพูดพลางมองใบหน้าซีดเผือดของเพื่อนรักที่นั่งสั่นเทา ปิดหูแน่นเหมือนพยายามตัดเสียงบางอย่างออกจากหัว
ระหว่างทาง บรรยากาศบนรถยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงเพลงจากคาราโอเกะ บ้างก็หลับไปเพราะความง่วงที่สะสมกันมาั้แ่เช้า
เว้นแต่เพียงคนเดียว
หญิงสาวผมสีส้มเพลิง ยังคงนั่งนิ่งเฉยเงียบงันท่ามกลางบรรยากาศครื้นเครง เธอเงียบเสียจนราวกับเงาดำที่ไม่้าให้ใครรับรู้การมีตัวตน
การเดินทางยาวนานจนในที่สุด รถก็แวะปักที่จุดพักรถจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้เหล่านักศึกษาได้ลงพักทานข้าวและซื้อของกินติดขึ้นรถ
อรแอบเหลือตามองยาอยู่เสมอ…
เธอไม่แม้แต่จะขยับ
ไม่ลงไปกินข้าว ไม่เข้าห้องน้ำ
นั่งอยู่ที่เดิมราวกับเป็ส่วนหนึ่งของเบาะนั่งนั้น
“อ่ะ เราซื้อมาฝาก”
อรยื่นถุงขนมให้หญิงสาวที่นั่งนิ่งอยู่บนรถ ยาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองถุงขนมในมือของอรสลับกับมองหน้าอรอย่างสงสัย
“เราเห็นยาไม่ลงไปกินอะไรเลย กลัวจะหิว…กินหน่อยเถอะนะ เรายังต้องเดินทางอีกไกลเลย”
ไม่มีคำตอบกลับจากยา เธอเพียงแค่หันหน้ากลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง “ยา….” อรเอ่ยเสียงแ่
“อร!!!”
เสียงก้านพลูะโเรียกมาจากหัวรถ ทำเอาอรกับยาหันไปมองต้นเสียงพร้อมกัน แต่ก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง กลุ่มเพื่อน ๆ ก็ต่างทยอยกลับกันขึ้นมาบนรถ
อรจำต้องลุกเดินกลับไปยังที่นั่งของตน แต่ก่อนจะจากเธอไม่ลืมที่จะวางถุงขนมไว้ข้างเบาะที่ยานั่ง เผื่อว่าเธอจะรู้สึกหิวขึ้นมาสักนิด
การเดินทางยังคงดำเนินอย่างเนิบช้า บรรยากาศในรถทัวร์สลับกันไประหว่างเสียงหัวเราะคิกคัก กับความเงียบที่โรยตัวลงมาเป็่ ๆ คล้ายทุกคนเริ่มเหนื่อยล้าจากระยะทางที่ทอดยาวนาน
ไม่นานนัก รถก็เข้าสู่เขตจังหวัดกาฬสินธุ์ เสียงล้อที่เคยกลิ้งไปบนทางหลวงราบเรียบ เริ่มเปลี่ยนเป็เสียงกระทบของพื้นถนนขรุขระ เมื่อรถเลี้ยวแยกออกจากถนนใหญ่ เข้าสู่ถนนสายรองค่อย ๆ แคบลง…แคบลงทีละน้อย
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง
จากตึกสูงแน่นขนัดในเมืองใหญ่ กลายเป็บ้านชั้นเดียว เรือนเรียบ บ้านไม้ยกพื้นหลังเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่สองข้างทาง
เสียงเครื่องยนต์ดังสะท้อนในความเงียบของชุมชน ราวกับเป็เสียงแปลกปลอม
นักศึกษาหลายคนเริ่มรู้ตัวว่าการเดินทางใกล้ถึงจุดหมาย ต่างคนต่างชะโงกหน้ามองออกไปนอกตัวรถด้วยความตื่นเต้น
สองข้างทางเริ่มเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่แน่นทึบ เรือนยอดไหวเอนไปตามแรงลม ถนนเริ่มลึกเข้าไปในผืนป่าที่ไม่ถูกรบกวน บาง่เป็ถนนดินแดง ไม่มีร่องรอยของคอนกรีตแม้แต่น้อย แสงอาทิตย์เริ่มแ่ลง ท้องฟ้าเปลี่ยนสีจากทองนวลกลายเป็หม่นเทา ่เวลาโผล้เพล้เริ่มเข้ามา บรรยากาศรอบข้างกลายเป็เงาสลัวที่ปกคลุมไปทั่ว เส้นทางข้างหน้าเริ่มพร่ามัว
พรึ่บ
“รถเป็อะไรหรอคะลุง?” เสียงหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาถามขึ้น เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ รถก็หยุดนิ่งสนิทไปเสียอย่างนั้น พร้อมกับได้ยินเสียงสตาร์ทรถซ้ำ ๆ ขึ้นมาอย่างรัว ๆ
“บ่ฮู้คือกัน จู่ ๆ รถกะดับ” ลุงคนขับตอบกลับเสียงแหบแห้ง
“มึง!” เสียงก้านพลูเอ่ยขึ้นเรียกอรที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าของเธอเริ่มซีด ความรู้สึกที่แปลกและหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วตัว ก่อนที่เธอจะเริ่มสั่นเทา มือทั้งสองข้างยกขึ้นปิดหู ดวงตาปี๋จนเกือบจะหลับสนิท ร่างกายของเธอเริ่มเอนไถลลงไปกับเบาะรถ
“อืม…ใจเย็น…ก็แค่พวกผีห่า สัมภเวสี” อรพูดเสียงเบาราวกับปลอบประโลม เธอนั่งนิ่งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ แต่ภายในกลับแฝงไปด้วยความตระหนก
พวกมัน…เหล่าผีร้าย…ได้มารวมตัวในที่แห่งนี้
รถของพวกเธอหยุดอยู่กลางดงผีป่ำ เส้นทางที่เหล่าพวกเธอผ่านมานั้น เต็มไปด้วยิญญาที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด
รอบ ๆตัวรถล้วนแต่เป็ิญญาที่ล่องลอยไปมา บ้างก็เป็ผีสาง บ้างก็เป็สัมภเวสีหรือแม้กระทั่งผีตายโหงที่ร่างกายเน่าเปื่อย
พวกมันยืนอยู่รอบ ๆ ตัวรถ ตาเหลือกเพ่งมองด้วยสายตาอาฆาต ร้องหวนด้วยเสียงแหบแห้งเหมือน้าเข้า แต่ไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้ เพราะสร้อยพระที่พ่อของอรให้ไว้คอยคุ้มครองเหล่าคนบนรถอยู่
“อิหล่า!!” ลุงคนขับร้องเรียกด้วยความตะหนก ก่อนจะรีบขึ้นมาที่ชั้นบนของรถอย่างรวดเร็ว เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขากำลังขับผ่าน ดงผีป่ำ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็ดงที่เต็มไปด้วยผีห่าร้ายแรง จึงตัดสินใจวิ่งขึ้นมาขอความช่วยเหลือจากอร
ในขณะเดียวกัน เพื่อน ๆ ที่เหลือต่างก็นั่งงงกันอยู่ประจำที่ ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พวกเขายังคงไม่เห็นอะไร แต่ความเงียบงันที่ปกคลุมทำให้รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
‘เพียงแค่รถเสียไม่ใช่หรือ?’
ภาพที่คุ้นตาของเหล่าเพื่อน ๆ ได้กลับมาอีกครั้ง การบริกรรมคาถาบางอย่างของอรได้เกิดขึ้นบนรถทัวร์ คาถา อาคมที่ถูกท่องอย่างน่าขนลุก แต่เหมือนกับจะไม่ได้ผลนัก เหล่าผีห่าต่างถอยกันไปทีละก้าวเพียงเท่านั้น แต่ก็ยังไม่หายไป
“ฮืออออออ…..” เสียงร้องไห้ของก้านพลูเริ่มดังขึ้นข้าง ๆ อรที่กำลังท่องอาคมไล่ผีห่าไปอย่างหนัก พวกมันเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากพวกเรายังจอดอยู่ที่นี่นานเท่าไร เหล่าิญญาก็ยังคงมาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ทันใดนั้น ก้านพลูได้ลืมตาขึ้นมาเล็กน้อยและสายตาของเธอก็จับจ้องไปยังบริเวณรอบ ๆ ตัวรถ พวกมัน…เหล่าผีที่ล้อมรอบรถนี้อยู่…กำลังตอมกันเหมือนฝูงผึ้งที่พุ่งเข้าหาน้ำผึ้ง มันมืดจนเธอแทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากเงามืดที่เกาะกลุ่มไปทั่ว
เธอรู้สึกถึงความเย็นะเืเพราะกลิ่นเหม็นเน่าที่มาจากภายนอก เสียงของผีเปรต เสียงของิญญาที่ดังแว่วเข้ามาในหูของเธอจนแทบจะเป็บ้า
“ไสหัวไป!”
เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้น รุนแรงและก้องกังวาลจนสะท้อนเข้าไปถึงกระดูกดำ ราวกับดังก้องมาจากทุกทิศทางพร้อมกัน อรและก้านพลูสะดุ้งเฮือกมองหน้ากันด้วยแววตาตื่นตระหนก
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าที่แฝงไปด้วยอำนาจ…และไม่ใช่เสียงคนบนรถ
สำเนียงท้องถิ่นที่แปลกประหลาดจนทำให้ขนลุกวาบขึ้นมาทั้งหลัง
ทันใดนั้น เหล่าสัมภเวสีที่ตอมแน่นอยู่รอบตัวรถก็กู่ร้องโหยหวนพร้อมกัน ก่อนจะพากันกรูถอยออกไปราวกับมีสิ่งใดบางอย่างข่มขวัญพวกมันไว้
เ้าป่าเ้าเขา?
อรนึกในใจอย่างสับสน หากเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างที่เธอคิดจริง เธอควรที่จะััหรือมองเห็นท่านได้ แต่ครั้งนี้กลับไม่มีสัญญาณใด ๆ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยพลังงานหรือแม้กระทั่งต้นเสียง
ก้านพลูค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเมื่อััได้ว่าพวกมันถอยไปแล้ว
แต่หัวใจของเธอกลับไม่สงบลงเลย กลับเต้นถี่ด้วยความรู้สึกบางอย่าง
‘ทำไมพวกมันถึงมากขนาดนี้…มากเหมือน…’
เธอเคยเห็นเหตุการ์แบบนี้มาก่อน ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้.
“บ่มีหยังแล้วจ๊ะลุง ไปกันต่อเถาะ” อรหันไปบอกลุงคนขับที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
แกลองลงไปสตาร์ทรถและพบว่าสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ รถทัวร์จึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากดวงมรณะนั้น เสียงเครื่องยนต์ที่กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง
ก้านพลูหันไปมองรอบ ๆ รถ
เพื่อน ๆ ในคณะส่วนใหญ่ยังคงมีสีหน้าสงสัย บ้างถาม บ้างเงียบ บ้างพยายามกลบเกลือนด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ แม้ภาพนี้จะชินตาของเหล่าหมู่คณะ แต่ก็แปลกใหม่สำหรับมนุษย์ธรรมดาเช่่นกัน
ก้านพลูค่อย ๆ ชันเข่านั่งบนเบาะและหันไปมองด้านท้ายของขบวนรถ ทันใดนั้น แววตาคู่หนึ่งจ้องตอบกลับมาทันที
ดวงตานั้นนิ่งสนิท
ไม่กะพริบ
ไม่ไหวติง
มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่ยกขึ้นตรงมุมปาก
ยิ้มที่แฝงไปด้วยความ ‘น่ากลัว’
ก้านพลูรีบเบือนหน้าหนีกลับที่นั่งประจำโดยไม่หันไปมองอีกเลย หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุกอก
“อะไรวะ?” อรถามขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นเพื่อนรักมีท่าทีลุกลี้ลุกลน
“เปล่า…” ก้านพลูตอบ แต่แววจาไม่อาจปิดบังความไม่สบายใจ
อรไม่เซ้าซี้ เธอเพียงแต่ค่อย ๆ หันไปมองที่ท้ายรถ…ยังคงเห็นร่างของหญิงสาวผมส้มเพลิงนั่งอยู่ที่เดิม
นั่งนิ่ง
ไม่ไหวติง
มองออกไปนอกหน้าต่าง
ไม่มีใครสามาารถคาดเดาอารมณ์หรือความคิดจากใบหน้าเรียบเฉยนั้นได้เลย
ไม่เลย…
