จินหยางรวบรวมสติกลับมาอีกครั้งเข้าไปตรวจสอบศพของเด็กชาย เขาใช้เวลานานเกือบครึ่งเค่อจึงได้รับรู้ว่าเด็กชายถูกวางยาเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นอสูรกายของสำนักทลายฟ้า ทันใดนั้นเองพวกเขาก็ได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากทางท้ายของเมือง ทั้งหมดรีบเร่งฝีเท้าไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียง เมื่อมาถึงพบเห็นซากศพจำนวนมากเกลื่อนพื้นกลิ่นเหม็นของคาวเลือดฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เป็นซากศพของชาวเมืองเกือบร้อยคนทั้งหมดตกตายเช่นเดียวกับเด็กหนุ่ม จินหยางรีบแผ่ลมปราณออกจากร่างไม่ถึงสามลมหายใจเชาก็สัมผัสบางอย่างกำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองทางด้านหลัง จินหยางรีบถีบเท้าพุ่งติดตาม กลุ่มของจางหลงเองรีบติดตามจินหยางอย่างไม่ลดละไม่นานพวกเขาก็พบเจอกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนสวมชุดสีดำกำลังควบคุมตัวชาวเมืองเกือบร้อยคนอยู่ในเกวียนลากขนาดใหญ่
“ยังมีคนรอดชีวิตอยู่อีกรึ?”
“อย่าสนใจสวะพวกนั้น พวกเจ้าสองคนรีบพวกชาวบ้านพวกนี้ไปตรวจสอบที่สำนักโดยด่วน ตัวบัดซบพวกนี้ข้าจะจัดการ”
ชายฉกรรจ์สองคนรีบกระโดดขึ้นเกวียนลาก จินหยางรีบแผ่ลมปราณออกมาจากร่างเพื่อกดดันชายฉกรรจ์ทั้งสี่
“พวกเจ้ายังไปไหนไม่ได้”
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ถูกแรงกดดันจากจินหยางกดทับลงไปคุกเข่าลงกับพื้น จางหลงถึงกับสบถออกมาเพื่อมองเห็นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง
“บัดซบพวกมันเป็นคนจากสำนักกระบี่วิญญาณ”
จินหยางถีบเท้าพุ่งเข้าหาชายฉกรรจ์ทั้งสี่พร้อมกับจี้สกัดจุดเคลื่อนไหว
“เหตุใดพวกเจ้าถึงต้องขนย้ายพวกชาวบ้านพวกนี้ออกไปจากเมือง”
ชายฉกรจ์ทั้งสี่ต่างนิ่งเงียบไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาออกมาแม้แต่ครึ่งคำ จินหยางเดินเข้าหาชายฉกรรจ์หนึ่งเขาฟาดฝ่ามือขวาไปที่ศีรษะของชายผู้นั้นอย่างถนัดถนี่ เปรี้ยง! ศีรษะถึงกับแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เลือดสีแดงและไขสมองสาดกระจายเต็มพื้น
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าสิบลมหายใจเพื่อตอบคำถามของข้า หาไม่เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งสามคนจะมีสภาพเช่นเพื่อนของเจ้า”
จางหลงให้พวกเฉินจิน เข้าไปช่วยชาวเมืองลงมาจากเกวียนลาก จินหยางรอจนครบสิบลมหายใจแต่ก็ยังไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาสิ่งใดมา จินหยางเดินเข้าไปหาชายฉกรรจ์อีกผู้หนึ่งเขายกฝ่ามือขวาขึ้นมา เป็นต้าหมิงที่เอ่ยวาจาออกมาห้ามเสียก่อน
“ใจเย็น ๆ ก่อนจินหยาง ข้ามีวิธีให้พวกมันตอบคำถามของเจ้าได้”
จินหยางหันไปมองต้าหมิงที่เดินเข้ามาล้วงบางอย่างในอกเสื้อออกมาเป็นขวดยาสีขาวนวลหนึ่งขวด ต้าหมิงเทเม็ดยาในขวดยาออกมาหนึ่งเม็ดยัดเข้าไปในปากชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ผ่านไปเกือบสิบลมหายใจต้าหมิงก็เริ่มสอบสวนชายฉกรรจ์ที่เขาป้อนยา ชายฉกรรจ์เอ่ยวาจาตอบทุกคำถามที่ต้าหมิงสอบถามทั้งหมดตื่นตกใจไม่น้อยในสิ่งที่ชายฉกรรจ์เอ่ยวาจาออกมา สำนักกระบี่วิญญาณถูกสำนักทลายฟ้าบุกเมื่อสองวันก่อนศิษย์สำนักมากกว่าครึ่งตกตายจากการปะทะ ผู้อาวุโสหลายคนตกตายเจ้าสำนักได้รับบาดเจ็บหนัก ผู้คนส่วนใหญ่ที่สำนักทลายฟ้าใช้เป็นกองหน้าบุกทะลวงเป็นชาวเมืองจากเมืองซิวที่ถูกสะกดจิตเอาไว้ ด้วยความเจ็บแค้นของเจ้าสำนักจึงส่งยอดฝีมือที่เหลืออยู่ไล่ล่าสังหารชาวเมืองและจับกุมกลับไปที่สำนักเพื่อเค้นหาที่ตั้งของสำนักทลายฟ้าในเขตฉงชิ่ง และตอนนี้กองกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ของสำนักกระบี่วิญญาณได้เดินทางไปยังที่ตั้งของสำนักทลายฟ้าบนเขาด้านหลังของเมืองซิว จินหยางหันไปมองจางหลงที่ยืนนิ่งครุ่นคิดบางอย่าง
“พี่ชายจางหลงข้าจะมุ่งหน้าไปที่ตั้งของสำนักทลายฟ้าก่อน ข้าเกรงว่าหากข้าไปช้าคนจากสำนักกระบี่วิญญาณคงไม่มีผู้ใดชีวิตรอดไปได้แน่ หากหญิงสาวผู้นั้นบรรเลงหร่วนเพื่อใช้งานพวกชาวเมืองที่เปลี่ยนเป็นอสูรกายโดยสมบูรณ์”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน?”
“คนพวกนี้เป็นเพียงผลงานที่ล้มเหลวในการเปลี่ยนเป็นอสูรกายขอรับ พวกเขาจึงถูกทิ้งไว้ที่นี่เพื่อรอความตายเท่านั้น ส่วนพวกที่เปลี่ยนเป็นอสูรกายที่สมบูรณ์ข้าคิดว่าคงอยู่ที่ตั้งของสำนักทลายฟ้าบนเขา”
“เจ้ามั่นใจแค่ไหนที่จะจัดการสำนักทลายฟ้าพวกนั้นได้”
“วางใจเถอะขอรับ พวกท่านรออยู่ที่นี่เถอะข้าจะกลับมาพร้อมยาถอนพิษให้แก่ชาวเมืองที่เหลือ ส่วนคนจากสำนักกระบี่วิญญาณเช่นพวกท่านจัดการตามสมควร”
“ได้เช่นนั้นฝากเจ้าด้วยก็แล้วกันจินหยาง”
จินหยางพยักหน้าตอบรับหลังจากนั้นก็ถีบเท้าพุ่งทะยานออกจากเมืองมุ่งหน้าขึ้นเขาอย่างเต็มกำลัง
บนเขาหลังเมืองซิว คนจากสำนักกระบี่วิญญาญที่เหลือเกือบร้อยคนล้อมอยู่ด้านหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง ชายชราผู้หนึ่งจ้องมองเข้าไปด้้านในอย่างไม่วางตา ไม่นานก็มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งปรากฏตัวที่ด้านหน้าของถ้ำเขารีบพุ่งเข้ามาพร้อมกับคุกเข่าด้านหน้าชายชรา
“เรียนผู้อาวุโสสูงสุด ด้านในเป็นที่ตั้งของสำนักทลายฟ้าในเขตฉงชิ่งจริงตามที่ได้รายงานมาของรับ”
“ดี นำกำลังทั้งหมดบุกเข้าไปด้านใน สังหารพวกมันให้หมดไม่ว่าจะเป็นอสูรกายบัดซบนั้นหรือชาวเมืองซิวก็ตามอย่าให้ผู้ใดรอดชีวิตออกมาจากถ้ำได้”
สิ้นเสียงกล่าวของชายชราทั้งหมดก็ถีบเท้าพุ่งทะยานเข้าไปด้านใน กลิ่นเหม็นสาบคละคลุ้งกระจายไปทั่วทั้งถ้ำพวกเขาพบทางเดินทอดยาวเข้าไปด้านใน ด้านข้างผนังถ้ำมีตะเกียงไฟถูกจุดให้แสงสว่างสองข้างทาง ไม่นานพวกเขาทั้งหมดก็พบกับประตูหินขนาดใหญ่ด้านหน้า
“ทั้งหมดเตรียมตัวให้พร้อม พวกมันคงกำลังเตรียมต้อนรับพวกเราอยู่”
ชายชราชักกระบี่ออกจากฝักฟาดฟันออกไปด้านหน้า ปราณกระบี่พุ่งทะยานปะทะประตูหิน เปรี้ยง! ตูม! ประตูหินแตกละเอียดฝุ่นคัวนฟุ้งกระจายคนจากสำนักกระบี่วิญญาณทั้งหมดต่างถีบเท้าพุ่งติดตามชายชราเข้าไปด้านใน พวกเขาพบเห็นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ที่ทำมาจากหิน มีหญิงสาวผู้หนึ่งถือหร่วนอยู่ในมือ
“เจ้าคือคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดสินะ?”
ชายฉกรรจ์ลืมตาขึ้นมาจ้องมองชายชรา
“ยินดีที่ได้พบท่านฝู่ถูหยวนผู้อาวุโสสูงสุดสำนักกระบี่วิญญาณ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบเจอท่านที่นี่”
“ไอ้ลูกหมา เจ้าคิดที่จะรอดไปจากเขตฉงชิ่งหลังจากบุกไปที่สำนักกระบี่วิญญาณของข้าอย่างนั้นรึ?”
“น่าขำนัก ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขตฉงชิ่งเป็นอาณาเขตปกครองของสำนักกระบี่วิญญาณ? หรือพวกท่านสำนักใหญ่ทั้งแปดคิดยึดครองพื้นที่เขตของชาวเมืองกัน โอ้ ข้าลืมไปว่าพวกท่านเป็นเพียงสุนัขรับใช้ราตรีทมิฬของราชสำนัก”
“สามหาวไอ้ลูกหมา เจ้าคิดที่จะหนีรอดไปได้อย่างนั้นรึถึงได้เอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านคิดจริง ๆ หรือว่าพวกข้าอยู่ที่นี่เพียงสองคน ท่านไม่สงสัยสิ่งใดเลยรึ?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ท่านรู้หรือไม่ว่าหนูตัวเล็กสามารถล้มสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ามันได้ ตอนนี้พวกเด็ก ๆ ของข้าคงกำลังหิวเป็นอย่างมากพวกเขาอดอยากมาหลายวันแล้ว ตอนนี้คงถึงเวลาอาหารแล้ว”
ผนังหินรอบด้านถูกทำลายเป็นรูโหว่ อสูรกายนับร้อยก้าวเดินออกมาพวกมันใช้ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองกลุ่มคนจากสำนักกระบี่วิญญาณอย่างหิวกระหาย หญิงสาวที่ยืนถือหร่วนอยู่ในมือนางเริ่มดีดบรรเลงหร่วนในมือ อสูรกายร้องคำรามเสียงดังลั่นพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ฝู่ถูหยวนหรี่ตามองไปที่หญิงสาว
“จัดการนังตัวดีนั่นก่อน ส่วนที่เหลือสังหารพวกมันให้หมด”
เสียงปะทะดังลั่นไปทั่วบริเวณ ปราณกระบี่ปลิวว่อน ฝู่ถูหยวนกำชับกระบี่ในมือแน่นพุ่งทะยานเข้าหาหญิงสาวที่กำลังดีดหร่วน แต่ก็ถูกอสูรกายสามตัวพุ่งทะยานเข้ามาขวางเอาไว้ การปะทะยิ่งนานยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เกือบสองเค่อคนจากสำนักกระบี่วิญญาณตกตายไปแล้วเกือบครึ่ง ฝู่ถูหยวนถึงกับหรี่ตามองไปยังทางประตูใหญ่ที่เข้ามาเพื่อต้องการหลบหนี เขาถีบเท้าพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วโดยทิ้งคนที่เหลือเอาไว้ด้านหลัง ทันใดนั้นเองเขาก็ถูกม่านพลังบางอย่างขวางเอาไว้ด้านหน้า
“ไม่คิดว่าท่านฝู่ถูหยวนผู้อาวุโสสูงสุดสำนักกระบี่วิญญาณจะขี้ขลาดถึงกับทิ้งคนของตนเอาไว้เพื่อหลบหนีออกไปเพียงผู้เดียว”
แน่นอนว่าสิ่งที่ชายฉกรรจ์เอ่ยวาจาออกมา คนจากสำนักกระบี่วิญญาณหันไปมองฝู่ถูหยวนที่ยืนอยู่ด้านหน้าทางเขา ทันใดนั้นม่านพลังที่ขวางเอาไว้ทางเอาไว้ก็ถูกทำลายโดยบางอย่าง เปรี้ยง! ตูม! ปรากฏชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาช้า ๆ