ข้าก็ร้ายเช่นนี้

    บทที่ 19 กลับเมืองหลวง 19.2

    บทที่ 19


    กลับเมืองหลวง




    ข่าวการเตรียมกลับเมืองหลวงแพร่ไปทั่วคฤหาสน์ล่วงรู้มาถึงหูของซิ่งหลิง นางขบคิดอยู่พักใหญ่จึงตัดสินใจเขียนจดหมายส่งไปยังหอเหม่ยเจวียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

    นางมีมารดาและน้องชาย หากต้องเดินทางไกลถึงเมืองหลวงในระหว่างที่นางไม่อยู่ควรเตรียมการรับมือกับสิ่งที่เหนือการคาดเดาเอาไว้

    “อี้ฉุนนำจดหมายไปส่งให้สำนักส่งข่าว เมืองว่าน หอเหม่ยเจวียน” ซิ่งหลิงประทับครั่งลงบนจดหมายแล้วยื่นส่งให้อี้ฉุน ในขณะที่นางกำลังเดินออกจากเรือนเพื่อนำจดหมายไปส่ง จิ้งเส้าหวงเดินสวนเข้ามาในเรือนพอดี ดวงตาคมปราดมองจดหมายในมืออี้ฉุนหนหนึ่งแล้วดึงจึงสายตากลับดังเดิม

    “มั่นใจเสียเหลือเกินว่าข้าจะนำเจ้ากลับเมืองหลวงไปพร้อมกัน”

    กล่องใบใหญ่ใช้เก็บสัมภาระวางเรียง เตรียมพร้อมที่จะขนย้ายได้ในทันที กวาดมองรอบห้องที่สะอาดสะอ้าน

    “คิดไม่ออกเลยว่ามีเหตุผลใดที่คุณชายจะไม่นำตัวข้ากลับไปด้วย” ซิ่งหลิงยิ้มพราย

    จิ้งเส้าหวงนั่งลงบนตั่งข้างหน้าต่างซิ่งหลิงถึงลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้เขา นางขยับกายเล็กน้อยก็หย่อนก้นนั่งลงบนตักเขา ฝ่ามือแนบแผ่นอกกำยำแล้วค่อยๆ เคลื่อนมือโอบคล้องรอบคอ แม้ท่วงท่ายั่วยวนเปี่ยมความใกล้ชิดสนิทสนมแต่แววตาของจิ้งเส้าหวงยังคงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ เพียงยกยิ้มมุมปาก มองนางนิ่งๆ เท่านั้น

    “ต้องการอะไร” หากไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงนางจะไม่เข้าหา นี่คือสิ่งหนึ่งที่จิ้งเส้าหวงรู้ในระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาพักหนึ่ง

    “คุณชายพาข้ากลับเมืองหลวงทั้งทีจะให้ผู้อื่นขบขันมองข้าเป็นหญิงบ้านป่าที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารไม่ได้นะเจ้าคะ”

    “ซิ่งหลิงข้ารู้ว่าเจ้าฉลาด ทั้งความฉลาดของเจ้าก็ช่วยข้าได้มาก แต่เมืองหลวงมิใช่สถานที่ที่ผู้ทะนงตนถือดีจะอยู่รอด” จิ้งเส้าหวงยกมือลูบใบหน้าของนางเบาๆ ไม่นำถ้อยคำเมื่อครู่ของนางใส่ใจเท่าใด

    “ข้าเตือนเจ้าเอาไว้ ต่อให้เจ้ามีประโยชน์เพียงใด แต่หากเจ้าก่อเรื่องหรือมีวันใดนำความเดือดร้อนมาสู่ตระกูลจิ้ง ข้าจะตัดเจ้าทิ้งโดยไม่ลังเล ดังนั้นอย่าได้ตกหลุมพรางผู้อื่นอย่างขลาดเขลา” จิ้งเส้าหวงโอบเอวบางรั้งตัวนางแนบชิดกับเรือนกาย

    “ที่แท้คุณชายก็ห่วงใยข้านี่เอง” ซิ่งหลิงหัวเราะคิกคัก แนบใบหน้าเข้าหาฝ่ามือ แววตาหยาดเยิ้มงดงาม

    “ซิ่งหลิงเป็นเพียงอี้จีในหอคณิกาที่ไม่โด่งดัง รู้จักเพียงแพรไหมสีสันงดงามและงานรื่นเริง ธรรมเนียมและกิริยาไม่ได้ดีเด่นอันใด มีเพียงความจริงใจให้คุณชายก็เท่านั้น”

    ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและวาจาของนางทำให้จิ้งเส้าหวงรับรู้ได้ว่านางหมายความว่าอย่างไร



    ...นางอยากเป็นหมอนปักลายภายในมีแต่แกลบ [1] เจียมเนื้อเจียมตัวกว่าที่คาดเอาไว้เสียอีก

    “ก็ดี”

    “แต่คุณชายรู้ใช่หรือไม่เจ้าคะว่าใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดเรียกว่าการป้องกันโดยสมบูรณ์แบบ ผู้ที่ละโมบโลภมากมักแยกแยะเหยื่อและเหยื่อล่อไม่ออก หากคุณชายปรารถนา ตัวข้ายินดีเป็นเหยื่อล่อให้ท่าน”

    ใบหน้าที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ทำให้จิ้งเส้าหวงเหม่อลอย

    นางสง่างาม...

    ทั้งๆ ที่เป็นอี้จีในหอคณิกาแต่ความโสมมสกปรกกลับไม่สามารถเคลือบเกาะตัวนางได้เลย ไหวพริบความคิดเฉียบคมประดุจใบดาบ ซ้ำความตรงไปตรงมาจากนางก็ไม่ทำให้ตนต้องคิดสิ่งใดมากมายยามอยู่ต่อหน้า มือของเขาเลื่อนผ่านจากสันเอวมายังทรวงอกอย่างเนิบช้า มุมปากกดลึกยิ้มยั่ว

    “หากความเสี่ยงสูงข้าน้อยจำต้องเรียกราคาให้เหมาะสมนะเจ้าคะ” ซิ่งหลิงยิ้มกว้างข่มความรู้สึกจากสัมผัสร้อนลวก ยกมือทัดเส้นผมที่ปรกหน้าไว้หลังหู ยิ่งเห็นสายตาของจิ้งเส้าหวงที่ขยับมองตามการเคลื่อนไหวก็รู้ว่าจริตเล็กๆ น้อยๆ นี่ดึงดูดความสนใจของเขาได้

    “ตระกูลจิ้งเจียมตนมากกว่าที่เจ้าคิด ตอนนี้ข้ายังไม่ต้องการเหยื่อล่อสักเท่าใด” จิ้งเส้าหวงน้ำเสียงเจือแหบพร่า กลิ่นหอมเบาบางจากเรือนกายอ่อนนุ่มไร้กระดูกวนเวียนติดปลายจมูกคล้ายล่อลวงให้ลุ่มหลงไปทุกที

    “ตอนนี้ต้องการเพียงหมอนปักลาย” มือกดหลังคอของซิ่งหลิงให้ก้มลง ปลายจมูกโด่งเป็นสันฝังลงบนซอกคอขาว พูดเสียงงึมงำ

    “ก่อนกลับเมืองหลวงก็เชิญเมิ่งเอินหรูมาพบอีกสักครา มีค่าใช้จ่ายใดก็ลงบัญชีข้าเอาไว้”

    “ขอบพระคุณคุณชายที่เมตตาเจ้าค่ะ!” ซิ่งหลิงร้องเสียงใส ใบหน้าระบายด้วยรอยยิ้ม ในใจกระหยิ่มยิ้มย่อง

    การรบย่อมต้องมียุทธวิธีทางทหาร ไม่ว่าจะพื้นที่หรือจำนวนคน สำหรับเรื่องนี้ก็เช่นกันหากนางปรารถนาสิ่งใดจากจิ้งเส้าหวงสิ่งแรกที่ควรทำคือการทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ลดการใช้เหตุผลเพื่อตัดสินใจ

    แม้จิ้งเส้าหวงจะให้ความรู้สึกเหมือนก้อนหินก้อนหนึ่งแต่เขายังเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์และความรู้สึก ระยะหลังมานี้สัมผัสได้ว่าตัวเขาผ่อนคลายขึ้น ไม่ได้หมกตัวอยู่ในเรือนอักษรเช่นเคยจึงทำให้เขามีเวลามองหาสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเครียดและให้ความผ่อนคลาย จึงทำให้เขาหมกตัวอยู่ในเรือนของนางยามวิกาลอยู่บ่อยครั้ง

    แท้จริงแล้วจิ้งเส้าหวงผู้นี้ไม่ใช่ด้านชาไร้อารมณ์ แต่เพียงก่อนหน้ามีสิ่งที่เขาต้องคิดจัดการมากกว่าเรื่องสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงก็เท่านั้น

    จิ้งเส้าหวงไม่ใช่คนขลาดเขลาแต่เป็นบุรุษที่แยกแยะดำขาว แบ่งแยกถูกผิดได้อย่างชัดเจน ขีดเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานและกิจธุระส่วนตัวออกจากกันอย่างเฉียบขาด

    งานตรงหน้าไม่เสร็จสิ้นเขาก็ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจทำเรื่องเหลวไหล แต่หากเมื่อใดที่ว่างเว้นไร้เรื่องราวต้องจัดการ จิ้งเส้าหวงผู้นี้ก็หมกมุ่นกว่าที่คาดคิดเอาไว้

    ไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่...

    ตระกูลจิ้งจัดขบวนการเดินทางกลับเมืองหลวงตามกำหนดการที่วางเอาไว้อย่างรัดกุม ไม่เกิดเหตุใดถ่วงรั้งให้การเดินทางล่าช้าหรือผิดออกจากแผนการที่กำหนด ทั้งการเดินทางกลับเมืองหลวงไม่มีขบวนเสบียงติดตามระยะเวลาจึงสั้นกว่าขามามากนัก


    ตลอดเส้นทางโคมสีสันสดใสแขวนไว้ใต้ชายคา บรรยากาศคึกคักเสียจนซิ่งหลิงที่นั่งอยู่ในรถม้าต้องถลาตัวเกาะขอบหน้าต่าง ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในดวงตาล้วนแปลกใหม่กว่าที่นางเคยพบเห็น ในใจคาดคิดเอาไว้ว่าเมืองหลวงอันเป็นศูนย์กลางของใต้หล้าย่อมต้องยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่คาดไม่ถึงว่าบรรยากาศที่นางเห็นด้วยตาตนเองจะมากเสียกว่าที่คิดเอาไว้ เห็นใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของชาวบ้านก็ยิ่งสงสัย กดความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ไม่ไหว

    “วันนี้เป็นวันเทศกาลที่จัดขึ้นเฉพาะในเมืองหลวงหรือว่าชาวบ้านกำลังรอต้อนรับคุณชายกันเจ้าคะ”

    “ล้วนไม่ใช่ทั้งหมด” จิ้งเส้าหวงนวดหัวคิ้วด้วยท้องนิ้ว จู่ๆ รถม้าที่ขยับเคลื่อนไปตามเส้นทางค่อยๆ หยุดลง

    “คุณชายอีกครู่ขบวนการเดินทางของชินอ๋องจะเคลื่อนผ่านถนนเสวียฮวาขอรับ”

    “จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้ผู้ใดสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ชินอ๋อง”

    ซิ่งหลิงเอียงคอมองจิ้งเส้าหวงที่กำลังสั่งการชุนจี้ สายตามองพวกเขาสองคนสลับไปมา

    ...ชินอ๋องงั้นหรือ

    “ขบวนรถม้าของชินอ๋องเคลื่อนผ่านถนนเส้นเดียวกับที่เราต้องผ่าน ไม่อาจนั่งอยู่ในรถม้าต้องลงข้างทางเพื่อแสดงความเคารพ”

    “เจ้าค่ะ” ซิ่งหลิงรับคำอย่างว่าง่าย มุดออกจากรถม้าตามจิ้งเส้าหวงไป

    รถม้าตระกูลจิ้งถูกเคลื่อนไปจอดไว้ข้างทาง บ่าวไพร่ตระกูลจิ้งยืนเรียงรายก้มหน้าเก็บมือด้วยความเรียบร้อย เบื้องหน้ามีทหารสวมชุดเกราะเงาวาวคอยกันไม่ให้ผู้อื่นทะเล่อทะล่าเข้าขวางเส้นทางการเดินทางของชินอ๋อง

    สำหรับเรื่องขุนนาง อ๋องและฮ่องเต้ซิ่งหลิงไร้ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในหัว รู้เพียงว่าตอนนี้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขไร้ศึกสงครามก็เท่านั้น ดวงตากลมลอบมองสีหน้าที่เคร่งขรึมเป็นพิเศษของจิ้งเส้าหวงจึงขยับตัวเข้าไปใกล้ชะโงกหน้ากดเสียงเบา “มีเรื่องใดให้คุณชายกังวลหรือเจ้าคะ”

    จิ้งเส้าหวงตอนนี้ในหัวมีเรื่องมากมายกำลังขบคิด เสียงของนางจึงส่งไปไม่ถึงเขา ซิ่งหลิงที่เห็นว่าเขาตกอยู่ในภวังค์ก็ไม่รบกวนเซ้าซี้ หันซ้ายหันขวามองความคึกคักและสีหน้ารื่นเริงยินดีเปี่ยมด้วยความสุขของชาวบ้านก็พอประเมินได้ว่าชินอ๋องผู้นี้ไม่ใช่คนเลวร้าย

    เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามสีของท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลงเช่นเดียวกับเสียงโห่ร้องกึกก้องดังไล่ขึ้นมา ยิ่งเห็นว่าชาวบ้านโดยรอบ บ่าวไพร่ตระกูลจิ้งรวมถึงจิ้งเส้าหวงที่อยู่ข้างกายคุกเข่าลง ซิ่งหลิงไม่รอช้าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามกฎเกณฑ์ทั่วไปนางเข้าใจดี คุกเข่าก้มหัวลงเฉกเช่นเดียวกัน

    เสียงเกือกม้ากึกก้องผสานกับเสียงล้อบดเคลื่อนไปตามถนนทำให้ซิ่งหลิงเกิดความอยากรู้อยากเห็น ในขณะที่กำลังละล้าละลังว่าจะแอบดูสักแวบดีหรือไม่ เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นร่างกายก็ขยับไวกว่าความคิด

    ดวงตาเหลือบขึ้นมองไปด้านหน้า ท่ามกลางกลุ่มคนมากมายสายตาของนางกลับประสานกับดวงตาคู่หนึ่งในรถม้า สะดุ้งเฮือกรีบก้มหน้าลงทันที

    เสียงล้อรถม้าออกห่างไปไกลทว่าซิ่งหลิงรู้สึกร้อนตัวยิ่งนักคล้ายถูกสายตาคู่หนึ่งเกาะหนึบอยู่บนกาย

    ไม่ผิดแน่! เมื่อครู่เผลอสบตากับคนผู้หนึ่งในรถม้า...

    นางคงไม่ถูกควักลูกตาต้องโทษฐานลบหลู่เบื้องสูงอะไรเทือกนั้นใช่หรือไม่!


    [1] หมอนปักลายภายในมีแต่แกลบ หมายถึง ภายนอกร่ำรวยสวยงาม แต่ไม่มีความรู้