งานชุมนุมระดับสูงของภาคีแวมไพร์ดำเนินไปจนกระทั่งล่วงเข้าสู่่ดึกแต่ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงที่ผ่านมากลับไม่มีการเปิดประเด็นหรือเอ่ยถึงเื่การทดลองลับเพื่อ"การขยายเผ่าพันธุ์" อย่างที่ลาเบลคาดหวังไว้แม้แต่น้อยบรรยากาศภายในงานเป็เพียงการสังสรรค์ ปรนเปรอดื่มกินเืของเหล่าผู้ติดตามมนุษย์อย่างมัวเมาและไร้สาระ
ลาเบลเริ่มรู้สึกหมดความอดทน เธอนั่งรอคอยความคืบหน้าด้วยความเบื่อหน่ายจนกระทั่งตัดสินใจลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ โดยตลอดเวลาที่อยู่ในงานเธอปฏิเสธที่จะแตะต้องแก้วไวน์สีเืที่ถูกรินต้อนรับอย่างรังเกียจเดียดฉันท์
ฟิลิกซ์พ่อบ้านหนุ่มผู้ทำหน้าที่ขับรถรีบนำรถหรูเคลื่อนตัวมารับนายหญิงออกจากคฤหาสน์โกธิกบนเนินเขาของโรดิโก้ท่ามกลางความเงียบสงบของถนนสายเปลี่ยวใน่ยามวิกาล
เมื่อขับออกมาถึงถนนใหญ่ด้านนอก ใต้แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงบนพื้นถนนลาเบลก็เหลือบไปเห็นเงาชายคนหนึ่ง ยืนสงบนิ่งอยู่เพียงลำพังริมทางชายแปลกหน้าผู้มีเรือนผมยาวสลวยปลิวไสวตามสายลมหนาว เดินออกมายืนขวางถนนไว้ราวกับจงใจให้รถของเธอจอด
"หยุดก่อน..."ลาเบลเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
รถหรูชะลอและจอดสนิทลาเบลตัดสินใจเปิดประตูลงไปเผชิญหน้าด้วยความสงสัยเธอก้าวเข้าไปใกล้ชายคนดังกล่าวเพื่อพิจารณาให้ชัดเจน
“เป็อะไรรึเปล่า...แถวนี้มันอันตรายนะ”
ชายหนุ่มก้มหน้าตัวสั่นงันงกอยู่
“ผมถูกหลอกให้มาที่นี่...ขอติดรถกลับไปด้วยได้ไหมครับผมกลัว”
ลาเบลเดินเข้าไปประชิดใกล้ๆชายผมยาวหลบตาตลอดเวลาราวกับว่ากำลังกลัวบางอย่าง แต่เมื่อใกล้จนถึงจุดหนึ่งเธอกลับหยุดนิ่ง กลิ่นอายอันเป็เอกลักษณ์และใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความมุ่งมั่นนั้นสะท้อนภาพซ้อนของอดีตอันน่าสะพรึงกลัวที่เผ่าพันธุ์ของเธอไม่มีวันลืม
"ฮันเตอร์..." ลาเบลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยความใเปลี่ยนเป็ความเ็าและระแวดระวังในเพียงไม่กี่วินาที
ชายผมยาวผู้นั้นแสยะยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นแววตาคมกริบที่เต็มไปด้วยจิตสังหารสะท้อนความอาฆาตมาดร้าย...เขาไม่ได้บังเอิญผ่านมา แต่เขาคือ "ไทเลอร์” ทายาทรุ่นปัจจุบันของฮันเตอร์ผู้สืบทอดเจตนารมณ์แห่งการล้างบาง และจงใจใช้ตัวเองเป็เหยื่อล่อเพื่อดึงให้เธอเดินตกลงสู่กับดักมรณะที่ถูกเตรียมไว้รอการชำระแค้นมานานนับร้อยปี
ไทเลอร์ค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตาเธออย่างไม่เกรงกลัวมือกุมด้ามลิ่มเงินบริสุทธิ์ที่เหน็บไว้ข้างเอวอย่างมั่นคง เขาเลิกคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ทำไม... เธอถึงรู้ว่าเขาเป็ใคร
“จมูกดีจริงนะ...ถนัดเื่ดมกลิ่นงั้นเหรอ”
ลาเบลปรายตามองทายาทฮันเตอร์ด้วยแววตานิ่งสนิทความหวาดระแวงในทีแรกถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากเธอกล่าวตอบกลับไปสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่นิ่งตามสไตล์
"กลิ่นของนาย...เหมือนกับคนที่เคยตามล่าฉันเมื่อสองร้อยปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน"
ความทรงจำอันมืดมิดและหนาวเหน็บเมื่อสามร้อยปีก่อนไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิดของลาเบลราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำในยุคที่โลกยังไร้ซึ่งแสงไฟนีออนและเซรุ่มกันแดดอันทันสมัยการเป็แวมไพร์หมายถึงการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตาย และชื่อของ "แม็กเวลฮันเตอร์" นักล่ารุ่นแรกผู้เหี้ยมโหดและไร้ความปรานีก็คือฝันร้ายที่สุดของเผ่าพันธุ์แวมไพร์ ลาเบลยังคงจำค่ำคืนอันแสนโหดร้ายในกรุงลอนเดอริชยุคศตวรรษที่18 ได้ขึ้นใจ...
ปี ค.ศ. 1810 เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงหอบหายใจของสุนัขล่าเนื้อติดตามมาไม่ห่างท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักจนถนนกลายเป็โคลนตมลาเบลในชุดกระโปรงยาวที่ฉีกขาดเปรอะเปื้อนคราบเืและหยาดฝนวิ่งหนีสุดชีวิตผ่านตรอกซอกซอยอันมืดมิดของย่านไวท์ชาเปล หัวใจที่หยุดนิ่งไปแล้วกลับเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุดเมื่อได้กลิ่นอายมรณะและควันปืนเงินที่ลอยอบอวลอยู่เื้ั
แม็กเวลไล่ล่าเธอไม่ลดละเขาย่างก้าวเข้ามาด้วยความเยือกเย็นแววตาภายใต้หมวกปีกกว้างเต็มไปด้วยจิตสังหารและเป้าหมายที่จะกวาดล้างปีศาจให้สิ้นซากทุกย่างก้าวที่เขาเข้าใกล้ ลาเบลจะััได้ถึงกลิ่นอายเฉพาะตัว กลิ่นของดินปืนสนิมเหล็ก และความตายที่คละคลุ้ง
ในคืนนั้นเธอต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกวิถีทาง ทั้งการปีนป่ายกำแพงอิฐเก่าแก่ที่เปียกชื้นซ่อนตัวอยู่ใต้ซากปรักหักพังหรือแม้แต่ยอมาเ็สาหัสเพื่อหลบหนีคมลิ่มเงินที่เฉียดร่างไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเป็การหลบหนีที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดและฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำของเธอมาจนถึงปัจจุบัน
และในตอนนี้...กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวกลิ่นเดียวกันนั้น ก็กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้งในร่างของทายาทผู้สืบทอดสายเืแห่งการล้างบางคนปัจจุบัน
☾☼☽ ☾☼☽ ☾☼☽ ☾☼☽
สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาฟิลิกซ์รีบเดินนำร่มมากางให้นายหญิงด้วยความเป็ห่วง ไทเลอร์เหลือบมองเด็กหนุ่มด้วยสีน่าสมเพช
“เป็มนุษย์แท้ๆ แต่กลับยอมรับใช้ปีศาจน่าสมเพชจริงๆ”
ลาเบลไม่รอช้าที่จะโต้ตอบ
“มนุษย์กับแวมไพร์อยู่กันอย่างสันติมานานกว่าร้อยปีแล้ว ไม่ใช่เื่น่าอับอายที่เราจะทำงานร่วมกันพวกนายต่างหากที่น่าสมเพช ยึดติดกับการฆ่า หวังแต่จะทำลายชีวิตคนอื่น”
ไทเลอร์หัวเราะขึ้นเสียงดัง
“ชีวิตงั้นเหรอ.....พวกแกน่ะ...มีชีวิตั้แ่เมื่อไหร่กัน”
แววตาทั้งคู่จ้องมองกันราวกับจะกินเืเนื้อเมื่อศัตรูประกาศตัวออกมาต่อหน้าและไม่มีท่าทีว่าจะยอมเข้าใจในระบบของโลกที่เปลี่ยนไปลาเบลหันหลังเดินกลับขึ้นรถไปทันที ก่อนจะทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ให้ชายหนุ่มผมยาว
“ถึงพวกเราจะไม่มีลมหายใจแต่พวกเราก็สูญสลายได้...ถ้าการมีอยู่และจากไปคือชีวิต...นั่นก็หมายถึงพวกเรา..มีชีวิตเหมือนกัน..อย่าได้จองหองว่าตัวเองเป็มนุษย์แล้วจะอยู่สูงกว่าสิ่งอื่นใดเลย”
☾☼☽ ☾☼☽ ☾☼☽ ☾☼☽
หลังงานเลี้ยงเลิกราที่ห้องใต้ดินขนาดมหึมา ถูกดัดแปลงให้กลายเป็กรงขังคอนกรีตหนาพิเศษและเสริมความแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าภายในนั้นร่างของมนุษย์ผู้โชคร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นความทรมานจากการถูกกัดและกลายพันธุ์ถูกกักขังแยกไว้ตามห้องกรงต่างๆ เป็จำนวนมากเนื่องจากกระบวนการถือกำเนิดใหม่ในฐานะแวมไพร์เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรงทำให้พวกมันยังไม่สามารถควบคุมสัญชาตญาณดิบหรือข่มความกระหายเือันบ้าคลั่งเอาไว้ได้เสียงคำรามต่ำด้วยความหิวโหย เสียงกรงเหล็กสั่นะเืและแววตาสีแดงฉานที่จ้องมองทะลุกรงขังออกมาเต็มไปด้วยความดุร้ายราวกับสัตว์ป่ากระหายเื หากปล่อยให้แวมไพร์เกิดใหม่เหล่านี้เตลิดออกสู่โลกภายนอกความลับเื่การมีอยู่ของเผ่าพันธุ์และความโกลาหลย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
โรดิโก้หัวหน้าใหญ่ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของภาคีจึงได้ออกคำสั่งเด็ดขาดให้กักขังพวกมันทั้งหมดไว้ที่นี่พร้อมทั้งจัดตั้งระบบดูแลและควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมีคำสั่งให้ส่งคนลงมาคอยดูแลป้อนเืสำรองเพื่อประทังความกระหาย และที่สำคัญที่สุดคือการจัดตารางส่งผู้เชี่ยวชาญลงมา"ฝึกฝนและควบคุมการรับมือกับภาวะกระหาย" ให้แก่พวกมันอย่างใกล้ชิด
ในความมืดมิดและกลิ่นอายคาวเืนี้การสร้างกองกำลังแวมไพร์รุ่นใหม่ภายใต้การควบคุมกำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบรอคอยเวลาที่พวกมันจะแข็งแกร่งและเชี่ยวชาญพอที่จะถูกปลดปล่อยออกสู่โลกเบื้องบนตามแผนการที่วางไว้
ไทเลอร์ที่ยังคงยืนมองคฤหาสน์นั้นอยู่หลังจากที่รถของลาเบลวิ่งออกไปความสามารถและการดมกลิ่นพวกแวมไพร์ที่ได้มาจากต้นตระกูลทำให้เขารู้สึกได้ถึงการนองเืในคฤหาสน์หลังนั้น
“หึ...มีชีวิตอย่างนั้นเหรอ...พวกแก..ไม่มีค่าพอจะเรียกตัวเองว่าสิ่งมีชีวิตหรอก”
♦°°°°°°°°°° ☾* °°°°°°°°°° ♦