ห้องใต้ดินเหมือนออกแบบมาสำหรับขังนักโทษ ทางเดินยาวมีประตูสองข้างทางสำหรับเปิดเข้าไปในห้องขังของนักโทษแต่ละคน
ชายวัยกลางคนเดินลงมายังชั้นใต้ดินพร้อมกับมองไปยังห้องขังหนึ่งที่เขาได้จองจำนักโทษเอาไว้ พร้อมกับรอยยิ้มเหมือนกำลังจะได้เล่นสนุก
บานประตูเหล็กหนาเปิดให้แสงสว่างจากด้านนอกสาดเข้าไปภายในห้องที่มืดทึบไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย
ร่างหนึ่งนอนอยู่บนพื้น เป็นร่างกายที่บอบบางแต่ก็มีกล้ามเนื้อเหมือนเจ้าตัวเป็นคนชอบออกกำลังกาย เอวโค้งเว้าได้รูปเหมือนกับนางแบบ หน้าอกอวบอิ่ม ใบหน้าสวยหรี่ตาลงเมื่อแสงสว่างสาดส่องเข้ามา เพราะเธอไม่ได้เจอแสงสว่างมานานพอสมควร
ร่างกายแสนงดงามราวกับนางแบบของหญิงสาวตอนนี้นอนราบอยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพ ท่อนล่างของเธอเปลือยเปล่ามีเพียงเสื้อเท่านั้นที่อนุญาตให้เธอสวมใส่
แต่มันไม่ใช่เสื้อธรรมดา แต่กลับเป็นเสื้อที่มีแขนยาวอ้อมไปล็อกไว้ด้านหลังทำให้ผู้ถูกสวมใส่อยู่ในสภาพกอดอกตลอดเวลา เหมือนกับชุดที่ทำให้ใส่ให้ผู้ป่วยจิตเวชป้องกันการทำร้ายตัวเอง
แต่หากสวมใส่แค่เสื้อ เธอก็สามารถถอดได้ เสื้อนี้จึงได้มีเข็มขัดสำหรับล็อกบริเวณตรงหว่างขาให้ผู้สวมใส่ไม่สามารถถอดออก แต่แทนที่มันจะล็อกบริเวณสะโพก ผ้าเส้นหนึ่งลอดบาดลึกเข้าไปใจกลางของกลีบกุหลาบ ทำให้ทุกครั้ง เวลาผู้ถูกพันธนาการพยายามขยับตัว เธอก็จะได้รับความเสียวซ่านผ่านการเสียดสีของผ้าตรงนี้เสมอ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถถอดเสื้อพันธนาการนี้ออกไปได้
ในห้องขังไม่มีห้องน้ำ เธอจึงจำต้องปล่อยเบาบนพื้น ซึ่งเหมือนเป็นโชคดีสำหรับตัวที่เธอก่อนหน้านี้ถูกบังคับให้ถ่ายหนักออกมาให้หมด แม้ว่าจะไม่สมยอมก็ตาม แต่มันก็ทำให้เธอไม่ต้องมาปล่อยหนักในห้องที่ไม่มีห้องน้ำแบบนี้
แต่เรื่องการปล่อยเบาเป็นคนละเรื่อง ต้นขาและชายเสื้อของเธอชื้นด้วยกลิ่นของเสียที่เธอปล่อยออกมา เพราะเธอถูกพันธนาการเอาไว้จึงไม่สามารถทำความสะอาดตัวเองได้
ห้องขังที่เธออยู่เป็นห้องเก็บเสียง และไม่สามารถมีเสียงใดเล็ดลอดเข้ามาได้เช่นกัน ทำให้ตลอดเวลาที่เธออยู่ภายในห้องนี้ นอกจากเสียงหัวใจ เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกับร่างกายและช่องรัก เสียงครางของเธอ และเสียงลมหายใจอุ่นๆ ก็ไม่มีเสียงอื่นที่เธอได้ยินเลย
ถ้าเป็นคนอื่นคนเป็นบ้าไปแล้ว เมื่อตกอยู่ในความเงียบแบบนี้ แต่ชายหนุ่มก็ส่ายหน้าให้กับหญิงสาว เพราะเจ้าตัวยังคงจ้องมองเขาด้วยดวงตาแสนดื้อรั้นอยู่ หมายความว่าเธอไม่เป็นอะไรเลย
“อยู่คนเดียวสามวันสบายดีไหม”
“สบายดีมาก ถ้าเป็นไปได้ปล่อยให้ฉันอยู่แบบนี้สักอาทิตย์ได้ไหม”
“เหอะ ทำปากดีไปเถอะ ไม่ใช่ว่าอดข้าวไปสามวัน ตอนนี้ท้องหิวไปหมดแล้วเหรอ”
“ไม่สักนิด”
ถึงหญิงสาวจะพูดแบบนั้น แต่ท้องของเจ้าตัวก็ร้องออกมาราวกับอ้อนวอนขออาหารจากชายหนุ่ม ดวงตาแสนดื้อรั้นจ้องมองท้องตัวเองที่เลี้ยงไม่เชื่อง แล้วกลับมามองเขาที่ยิ้มเยาะ
“เหมือนเธอจะหิวนะ แต่ฉันไม่ได้พกอะไรมาให้กินด้วยสิ นอกจากเจ้านี่น่ะ”
เส้นผมสีดำขลับที่ยังดูนุ่มสลวยแม้จะผ่านไปสามวันถูกจิกขึ้นด้วยมือหยาบของชายหนุ่ม ส่วนมืออีกข้างก็รูดซิปกางเกงลงทำให้แก่นกายที่ตื่นตัวเต็มที่เด้งตระหง่านตรงหน้าหญิงสาว
“กินเจ้านี่ไปแทนก่อนละกัน”
“ก็ได้…”
หญิงสาวอ้าปากเพื่อจะนำแก่นกายนั้นเข้าไป แต่ว่ามันเป็นเพียงแค่การแสดงเท่านั้น เธอหมายจะกัดแก่นกายเขาให้ขาดออกจากร่าง เลิกคุยเรื่องการสืบทอดทายาทกันต่อไป แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะพาฟันบนและล่างมากระทบกันอยางไม่ออมแรง บางอย่างก็ถูกยัดเข้ามาในปาก มันมีลักษณะแข็งและเย็น เหมือนจะเป็นโลหะ
“คิดว่าฉันโง่เหรอ”
“อ่า…”
หญิงสาวที่ถูกใส่ริงแก๊กขมวดคิ้วมองเขา ชายหนุ่มรู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้เลี้ยงไม่เชื่อง จึงไม่ไว้ใจให้เธออมแก่นกายเขาแต่แรก แต่ถ้าเกิดบังคับให้ปากเธออ้าออกตลอดเวลาก็อีกเรื่อง ตัวเธอในสภาพนี้ ต่อให้เขายัดอะไรเข้าปากไปก็มีแต่ต้องจำยอมอมหรือกลืนมันไปเท่านั้น
“ดวงตาแสนดื้อด้านนั่นล่ะที่ฉันชอบ”
“หึ”
หญิงสาวพ่นลมออกทางจมูกอย่างไม่พอใจ แต่จมูกนั้นก็ถูกบีบแล้วดึงขึ้นจนใบหน้าของเธอเงยตามแรงของมืดนั้น และโดยไม่ให้ตั้งตัวแก่นกายก็กระแทกเข้ามาในปากตรงลึกเข้าไปในลำคอ ทำเอาหญิงสาวส่งเสียงภายในคอคล้ายกับคนกำลังจะอ้วก
“อ๊อก… โอ๊ก…”
“ชอบมันไหม”
ชายหนุ่มถามแต่ก็รู้ว่าหญิงสาวไม่สามารถตอบได้ ดวงตาแสนดื้อด้านหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาจห้าม แต่แววตาดื้อดึงก็ยังคงฉายแววเช่นเดียว เมื่อใช้มือจับที่กรามของเธอก็พบว่ามันกำลังสั่นอยู่ ราวกับเธอกำลังออกแรงที่กราม หวังจะกัดริงแก๊กให้แตก ตามด้วยกัดแก่นกายของเขาให้ขาดต่อไป
“เพราะเลี้ยงไม่เชื่องแบบนี้ เธอถึงน่าเลี้ยงยังไงล่ะ โอลิเวีย”
และชายหนุ่มก็ใช้ปาก ลิ้น และลำคอของหญิงสาวเป็นที่ระบายความใคร่ของเขา ดวงตาคับแค้นจ้องมองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ก็ไม่สามารถต่อต้านอะไรได้เลย
ย้อนกลับไปตั้งแต่วัยเด็ก โอลิเวียถูกเก็บมาเลี้ยงโดยแม่บ้านของตระกูลมาร์คัส โอลิเวียเติบโตมาเป็นเด็กที่สดใสร่าเริงไร้เดียงสา ถึงแม้ว่าเธอจะโดนดุบ่อยๆ เพราะชอบเด็ดดอกไม้ในสวนของตระกูลมาร์คัสทำเป็นมงกุฎ แต่ถ้าไม่นับเรื่องนั้นเธอก็เป็นเด็กดีเลย
โอลิเวียไม่เคยสนใจจะตามหาแม่แท้จริง สำหรับผู้หญิงที่ทำได้แค่คลอดลูกแต่ไม่มีความรับผิดชอบดูแลชีวิตที่ให้กำเนิด เธอก็ไม่สนใจ มีเพียงแค่แม่บ้านที่เก็บเธอมาเลี้ยงเท่านั้นที่เธอใส่ใจ
ผ่านไปจนถึงวัยที่โอลิเวียอายุ 18 ปี เธอเพิ่งจบโรงเรียนมัธยมได้ไม่นาน และกำลังอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบมหาวิทยาลัย
เป็นตอนเย็นของวันหนึ่ง หญิงสาวที่เก็บเธอมาเลี้ยง หรือก็คือคนี่เธอเรียกว่าแม่กลับมา โอลิเวียยิ้มร่าแล้วเดินไปต้อนรับแม่ของเธอด้วยความดีใจ
“กลับมาแล้วเหรอคะ”
“อืม…”
“แม่… ทำไมวันนี้แม่ดูเครียดๆ ล่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอก กินข้าวเย็นกันเถอะลูก”
หลังจากนั้น โอลิเวียและแม่ก็ช่วยกันทำอาหารเย็น แต่โอลิเวียยังไม่วางใจเลยเกี่ยวกับเรื่องที่แม่ของเธอกำลังกังวลอยู่ จึงถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ตกลงเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ มีอะไรที่หนูช่วยแม่ได้ไหม”
“ก็พอมีทางอยู่”
“อะไรคะ ถ้าช่วยได้ หนูจะช่วยแม่เลย”
“พอดี คฤหาสน์เราขาดคนอยู่หนึ่งตำแหน่ง ลูกจะมาช่วยแม่ได้ไหม”
“ได้สิคะ ว่าแต่ ตำแหน่งอะไรเหรอ”
โอลิเวียเอ่ยถามไปด้วยความไม่รู้ แต่คำตอบของคำถามกลับเป็นเครื่องช็อตไฟฟ้าที่มาจี้ตรงร่างกายเธอ กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปทั่วร่าง จากหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ล้มลงไปนอนกับพื้นพร้อมกับสติที่กำลังจะมืดดำ แต่ก่อนที่จะสิ้นสติไปเธอก็ได้ยินเสียงแม่ของเธอบอกว่า
“ทาสกามไงล่ะ”