บทที่ 12 อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองซีเยว่จะกลับมาอย่างแน่นอน
เมืองซีเยว่
ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เหล่าชาวเมืองต่างวุ่นวายใจ
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมประตูเมืองถูกปิด?"
"เ้ายังไม่รู้หรือ? เกิดเื่ใหญ่ขึ้น"
"เื่อะไร?"
"นายน้อยของตระกูลเซียวถูกฆ่า"
"ฮะ? เกิดอะไรขึ้น? ใครเป็คนฆ่าเขา!?
"จะเป็ใครไปได้? บุตรชายที่ถูกทอดทิ้งของตระกูลเซียว เซียวนั่ว อย่างไรล่ะ ข้าได้ยินมาว่าศิษย์สายในของสำนักกระบี่ขุนพล์เองก็ถูกฆ่าด้วย"
“โอ้์ น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว สำนักกระบี่ขุนพล์ไม่โกรธหรือ?"
“ไม่ต้องรอถึงความโกรธของสำนักกระบี่ขุนพล์หรอก เพราะตอนนี้ ตระกูลเซียวพร้อมจะถลกหนักนายน้อยผู้ถูกทอดทิ้งคนนั้นในคืนนี้แล้ว"
บนท้องถนนและตรอกซอยของเมืองซีเยว่ คนของตระกูลเซียวเดินลาดตระเวนไปมาอย่างรวดเร็วราวกับเรือั
แม้แต่ในเส้นทางที่มืดมิด ก็ยังมีคนถือคบเพลิงเดินตรวจสอบทั่วทุกที่
ประตูเมืองฝั่งตะวันตก
“พวกเ้าทุกคนจงจับตาดูให้ดี ท่านประมุขได้ออกคำสั่งแล้ว ต่อให้เ้าต้องขุดดินหา เ้าก็ต้องหาตัวคนทรยศให้เจอ!"
"ขอรับ!"
“ประตูเมืองทุกแห่งมีการคุ้มกันอย่างแ่า จะปล่อยให้มันหนีรอดไปไม่ได้เด็ดขาด!”
ด้านหลังของห้องใต้หลังคาที่ห่างจากประตูเมืองฝั่งตะวันตกออกไปหนึ่งลี้ เซียวนั่วถอยกลับเข้าไปในความมืดอย่างระมัดระวัง
การเคลื่อนไหวของตระกูลเซียวนั้นรวดเร็วจนน่าใ ประตูเมืองทั้งหมดถูกปิดตายในชั่วพริบตา
แม้ว่าหลังจากฆ่าหลี่หลิงและเซียวหย่งแล้ว ชายหนุ่มจะวางแผนออกจากเมืองซีเยว่ทันที แต่เขาจะวิ่งเร็วกว่าสัตว์สี่ขาได้อย่างไร?
ตระกูลเซียวเลี้ยงอสูริญญาและม้าิญญาเอาไว้จำนวนมาก เซียวสยงได้สั่งให้คนของตนขี่ม้าิญญา และอสูริญญาทั้งหมดตรงไปปิดประตูเมืองทั้งหมดเอาไว้ทันที
"ดูเหมือนทำได้เพียงใช้กำลังเท่านั้น..." ดวงตาของเซียวนั่วประกายวาววับ ขณะเอื้อมมือไปจับด้ามดาบที่อยู่ด้านหลัง และเตรียมพุ่งตรงไปยังประตูฝั่งตะวันตก มือข้างหนึ่งก็วางลงบนไหล่ของเขา!
"หืม?" หัวใจบีบรัด เขาหันหลังกลับ เตรียมฟันดาบออกไป!
“เซียวนั่ว ข้าเอง!" อีกฝ่ายรีบเอ่ยเสียงเบา
ฟึ่บ!
ประกายแสงบนิญญาดาราทมิฬสะท้อนใบหน้าของชายชรา ร่างผอมมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ "เป็ท่านเองหรือ?"
ผู้ที่มาคือผู้จัดการเหยียนของอาคารว่านอวี่ที่ซื้อขายเพลงกระบี่เงาเหินเวหาเมื่อสองวันก่อน
"เกือบไปแล้ว!" ผู้จัดการเหยียนมองดาบมนต์ดำ และยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากของตน หากเซียวนั่วไม่ยั้งมือเอาไว้ เกรงว่าเขาคงสิ้นชีพตรงนี้แล้ว
ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง "ท่านมาทำอะไรที่นี่?"
"ชู่ว์!" ผู้จัดการเหยียนยกนิ้วขึ้นจรดปาก “มีคนกำลังมา ไปกับข้าก่อน"
หลังจากเอ่ยจบ ผู้จัดการเหยียนก็หันหลัง และเดินเข้าไปในความมืด
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาเคยเจออีกฝ่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จุดประสงค์ของอีกฝ่ายคืออะไรกันแน่?
อย่างไรก็ตาม เซียวนั่วไม่มีเวลาให้คิดมากนัก เพราะไม่ไกลออกไป มีคนกว่าสิบคนเดินเข้ามาพร้อมกับคบเพลิง
เขาจึงตามผู้จัดการเหยียนไปติด ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง...
ภายใต้การนำของผู้จัดการเหยียน เซียวนั่วเดินทางมายังตำหนักที่เงียบสงบ ตำหนักแห่งนี้ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง ทั้งยังอยู่ห่างจากถนนสายหลัก แม้ว่าตำแหน่งที่ตั้งจะไม่โดดเด่นนัก แต่การตกแต่งภายในก็ค่อนข้างหรูหรา
"ท่าน้าอะไร?" หลังจากมาถึงลานด้านหน้า ชายหนุ่มก็ปฏิเสธที่จะไปต่อ
ผู้จัดการเหยียนหันหลับมาและเอ่ย "มีใครบางคน้าพบท่าน!"
"ใคร?" เซียวนั่วหวาดระแวงกว่าเดิม
"ท่านจะได้รู้เมื่อเข้าไปด้านใน"
ผู้จัดการเหยียนผายมือ ในขณะที่ตัวเองยืนอยู่ด้านนอกประตูห้องโถง จากท่าทีของอีกฝ่ายแล้ว ดูค่อนข้างเคารพผู้ที่อยู่ด้านในมากทีเดียว
ชายหนุ่มยังคงตะขิดตะขวงใจ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปด้านใน
ภายในห้องโถงส่องสว่างด้วยไฟที่ถูกจุดขึ้นตามผนัง และการตกแต่งภายในก็งดงามอย่างมาก
ร่างหนึ่งยืนหันหลังให้ตน
อีกฝ่ายเป็สตรีสวมชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงิน ปิ่นปักผมอันงดงามถูกปักไว้กับผมยาวสีดำน้ำหมึก นางมีรูปร่างเพรียวบางและผิวขาวราวหิมะ
เมื่อััได้ว่ามีคนเดินเข้ามา สตรีนางนั้นก็หันมาเผชิญหน้า เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามของนาง
ด้วยเครื่องหน้าอันไร้ที่ติประกอบกับใบหน้ารูปไข่ นางจึงถือได้ว่าเป็สาวงามอย่างที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง
"เ้า..." เซียวนั่วจดจำบุคคลตรงหน้าได้ั้แ่แรกเห็น เขาเอ่ยชื่อของอีกฝ่ายออกไปทันที "กงซุนฉิง!"
กงซุนฉิง บุตรสาวคนโตของตระกูลกงซุน หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมืองซีเยว่!
นางยังเป็ลูกสาวเพียงคนเดียวของประมุขตระกูลกงซุนอีกด้วย ในเมืองซีเยว่ กงซุนฉิงและเซียวอวี่เว่ยต่างมีชื่อเสียงในเื่ของความงามไม่เป็สองรองใคร
‘อาคารว่านอวี่’ ที่ผู้จัดการเหยียนประจำอยู่นั้นเป็ของหอการค้าว่านจิน และเื้ัของหอการค้าว่านจินก็คือตระกูลกงซุน
เซียวนั่วเติบโตมาในเมืองซีเยว่ เขาจึงรู้จักกงซุนฉิง แต่ทั้งสองไม่เคยพบกัน และไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาพบตนในเวลาเช่นนี้
“สมกับที่เป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองซีเยว่ ต่อให้สูญเสียเืเฟิ่งหวงไปการวางตัวของเ้าก็ยังคงเหมือนเดิม"
กงซุนฉิงยิ้ม และชี้ไปยังถ้วยชาสองถ้วยบนโต๊ะ เป็สัญญาณให้ชายหนุ่มดื่มมัน
ร่างผอมไม่ได้เดินไปที่โต๊ะ “หากท่านมีสิ่งใดอยากจะพูด ก็เชิญพูดมันออกมาเถอะ ข้าไม่ชอบการอ้อมค้อม”
ดวงตาของกงซุนฉิงวาววับเล็กน้อย นางไม่ได้ขุ่นเคืองกับท่าทีของคนตรงหน้า "เืเฟิ่งหวงของท่านกลับคืนมาแล้วอย่างนั้นหรือ?"
"เื่นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน!" เซียวนั่วกลับหลังหัน
“ข้าเพียงอยากรู้ จึงถามเท่านั้น"
ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร
กงซุนฉิงเม้มปากแน่น “ตอนนี้เมืองซีเยว่ถูกตระกูลเซียวปิดล้อมโดยสมบูรณ์ ข้าเกรงว่าท่านจะไม่สามารถหนีได้ หรือต่อให้หนีไปได้ ท่านก็จะถูกตามล่าไปตลอดชีวิต..."
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับท่าน?"
"ข้าสามารถช่วยท่านได้!" กงซุนฉิงเอ่ย
“หืม?" เซียวนั่วประหลาดใจเล็กน้อย เขาหันกลับไปมองใบหน้างดงามของกงซุนฉิง ก็พบดวงตาเป็ประกายของอีกฝ่าย "ทำไม?"
"ข้าเพียงแค่อยากช่วยท่าน!"
"ข้าบอกว่าข้าไม่ชอบคนพูดอ้อมค้อม" ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายนิ่ง "หากท่านมีอะไรจะพูดก็พูดออกมาตามตรง!"
"ได้!" กงซุนฉิงหยุดพูดไร้สาระทันที นางเอ่ย "ข้าคิดว่าการช่วยท่านจะส่งผลดีกับพวกข้า"
"ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
“ใน่สามปีมานี้ ตระกูลเซียวเติบโตอย่างรวดเร็ว หากไม่ปราบปรามเอาไว้บ้าง อีกไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาจะเหยียบย่ำอีกสี่ตระกูลใหญ่แน่"
"ท่าน้าจะให้ข้าช่วยจัดการกับตระกูลเซียว?" เซียวนั่วเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย
กงซุนฉิงไม่ปฏิเสธ “ข้าไม่ได้ขอให้ท่านช่วย! ข้าเพียงอยากทิ้งปัญหาให้ตระกูลเซียวเพื่อดูว่าจะสามารถใช้ในอนาคตได้หรือไม่ก็เท่านั้น”
ชายหนุ่มยิ้มและเอ่ย “ด้วยความแข็งแกร่งของตระกูลกงซุน ท่านต้องใช้วิธีพวกนี้ด้วยหรือ?"
ในความประทับใจของเซียวนั่ว ตระกูลกงซุนยังคงทรงพลัง หอการค้าว่านจินมีขนาดใหญ่มาก และธุรกิจตระกูลของพวกเขาก็กระจายตัวไปทั่ว แถมยังมีการติดต่อกับสำนักหลายแห่ง
ไม่ว่าตระกูลเซียวจะเติบโตเร็วแค่ไหน มันก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามตระกูลกงซุนได้ในระยะเวลาอันสั้นแน่นอน
"มันต้องมีการวางแผนล่วงหน้า" กงซุนฉิงตอบ
"หืม?"
“จากข่าวที่เราได้รับมา บุตรชายคนโตของตระกูลเซียวนั้นมีชื่อเสียงมากในสำนักกระบี่ขุนพล์ มีข่าวลือว่าเขาได้ฝึกฝนกายากระบี่กุญชรหยก และยังได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็ศิษย์อันดับหนึ่งของสายในด้วย"
เซียวอี้!
เมื่อได้ยินคำว่า ‘บุตรชายคนโตของตระกูลเซียว’ ดวงตาของเซียวนั่วก็ฉายแววเย็นะเื เซียวอี้คือลูกชายคนโตของเซียวสยง และเป็ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในตระกูลเซียวหลังจากเืเฟิ่งหวงถูกพรากไป
ในปีแรกที่ข้อตกลงของสำนักกระบี่ขุนพล์และตระกูลเซียวเสร็จสมบูรณ์ เซียวอี้ได้เข้าร่วมสำนัก ตอนนี้ผ่านมาแล้วสามปี อีกฝ่ายไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ชายหนุ่มกำมือแน่น ั้แ่เชื่อมสัมพันธ์กับสำนักกระบี่ขุนพล์ ตระกูลเซียวก็สามารถกล่าวได้ว่าได้ขึ้น์ แต่มีเพียงเซียวนั่วเท่านั้นที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับสายตาเ็าจากคนทั้งตระกูลราวตกนรก
แม้จะโกรธมาก แต่ชายหนุ่มก็ยังมีสติ
"ท่านกำลังกังวลว่าการเติบโตของเซียวอี้จะไม่มีข้อจำกัด?"
“ใช่ การเติบโตของเซียวอี้นั้นรวดเร็วจนอีกสี่ตระกูลใหญ่ต้องจับตามอง" กงซุนฉิงมองเซียวนั่ว และเอ่ยเสียงเข้ม “นอกจากนี้ เซียวอวี่เว่ยและประมุขน้อยของสำนักกระบี่ขุนพล์เองก็ค่อนข้างใกล้ชิดกัน หากเซียวอี้และเซียวอวี่เว่ยได้ขึ้นเป็ผู้าุโในสำนักกระบี่ขุนพล์ เมืองซีเยว่จะต้องตกอยู่ในกำมือของตระกูลเซียวเป็แน่”
กงซุนฉิงเอ่ยถึงสิ่งที่นางเป็กังวล
ดวงตางดงามของนางทอแสงอ่อน "เ้าคือหนามยอกอกของตระกูลเซียว และศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ดังนั้น..."
"เ้าจะช่วยข้าอย่างไร?" เซียวนั่วกลับมาที่หัวข้อหลัก “เ้าเพิ่งบอกว่าต่อให้ข้าสามารถออกไปจากเมืองซีเยว่ได้ ข้าก็จะถูกตามล่าเช่นนี้ไปตลอดชีวิต ท่านสามารถหาสถานที่หลบภัยให้ข้าได้หรือ?"
"ได้!"
"หืม?"
"นี่คือจดหมายแนะนำของ 'สำนักพยับเร้นลับ' จงรับไป " กงซุนฉิงหยิบจดหมายจากโต๊ะด้านหลังของนางและส่งมันให้กับเซียวนั่ว
"สำนักพยับเร้นลับ?" ชายหนุ่มพึมพำ
สำนักพยับเร้นลับ เช่นเดียวกับสำนักกระบี่ขุนพล์ เป็หนึ่งในเจ็ดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนรกร้างตะวันออก
ในสายตาของผู้คนก็ถือเป็สำนักั์ใหญ่เช่นกัน
“สำนักพยับเร้นลับกับสำนักกระบี่ขุนพล์เป็คู่แข่งกัน ตราบใดที่ท่านเข้าร่วมสำนักพยับเร้นลับ ท่านจะได้รับการคุ้มครองจากสำนักทันที”
กงซุนฉิงรู้เื่มากมายระหว่างกองกำลังทั้งสอง และอธิบายให้เซียวนั่วฟัง
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรับจดหมายแนะนำ ราวกับว่าเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
กงซุนฉิงเอ่ยอีกครั้ง “ในอีกไม่กี่วัน สำนักพยับเร้นลับจะเปิดรับศิษย์ หากเ้านำจดหมายแนะนำนี้ไป เ้าจะสามารถเข้าเป็ศิษย์สายนอกได้โดยไม่ต้องทำการทดสอบใด ๆ สำหรับการออกจากเมืองซีเยว่ …เื่นี้ง่ายยิ่ง พรุ่งนี้เช้า คณะเดินทางของตระกูลกงซุนของข้าจะเดินทางออกจากเมือง เมื่อถึงเวลานั้น เ้าสามารถซ่อนตัวภายในเกวียนสินค้าได้ ตอนนี้ ตระกูลเซียวยังไว้หน้าตระกูลกงซุนอยู่บ้าง พวกเขาจะไม่ตรวจสอบมันละเอียดนัก”
ร่างผอมพยักหน้าเบา ๆ สตรีตรงหน้ารอบคอบมาก แผนการทั้งหมดถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เซียวนั่วยังคงมีข้อสงสัยในใจ
"ท่านไม่กลัวหรือ? หากท่านทำให้สำนักกระบี่ขุนพล์ไม่พอใจ ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก”
"ไม่ต้องห่วง! ตราบใดที่ท่านไม่พูด พวกเขาก็จะไม่รู้ หรือต่อให้พวกเขารู้ เราก็มีข้ออ้างในการตัดความสัมพันธ์กับท่าน” กงซุนฉิงเอ่ย
ชายหนุ่มไม่เอ่ยอะไร
กงซุนฉิงกล่าวต่อ “ใน่ไม่กี่ปีมานี้ ความขัดแย้งระหว่างสำนักพยับเร้นลับและสำนักกระบี่ขุนพล์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น หากท่านเข้าร่วมกับสำนักพยับเร้นลับ ข้าเกรงว่าท่านจะต้องเผชิญหน้ากับคนของสำนักกระบี่ขุนพล์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านต้องระวังตัวให้ดี!"
"ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ" เซียวนั่วพยักหน้าเบา ๆ
กงซุนฉิงยิ้ม “เช่นนั้นคืนนี้ท่านก็ไปพักก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยตามคณะเดินทางของเราออกไปนอกเมือง! ผู้จัดการเหยียนจะจัดการเื่นี้ให้เอง"
ชายหนุ่มพยักหน้า เขาประสานหมัดคารวะเพื่อแสดงความขอบคุณ
แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือตน แต่เซียวนั่วก็ยังรู้สึกขอบคุณจากใจจริง
หลังจากชายหนุ่มร่างผอมจากไป กงซุนฉิงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่อยู่นอกประตูด้วยแววตาซับซ้อนเล็กน้อย
ในเวลานี้ เสียงแหบแห้งก็ดังมาจากทางด้านหลังของกงซุนฉิง
"มันคุ้มหรือที่จะล่วงเกินสำนักกระบี่ขุนพล์เพื่อเขา?"
เสียงแหบแห้งดังกล่าวดังมาจากชายชราชุดดำ ในมือถือไม้เท้า ิัเหี่ยวย่นตามวัย
คนผู้นี้คือผู้าุโของตระกูลกงซุน และเป็ผู้พิทักษ์ของกงซุนฉิงอีกด้วย
กงซุนฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางยิ้มและเอ่ย "ท่านลุงเฮ่ยรู้หรือไม่ว่าเมื่อสามปีที่แล้วเขาเป็เช่นไร?"
"เขาเป็เช่นไร?" ชายชรางุนงง
“เมื่อสามปีก่อน เขาคึกคะนอง มุทะลุ และไม่เอาจริงเอาจัง แม้จะตกต่ำและน่าสังเวชใน่สามปีที่ผ่านมา... แต่ข้าเชื่อว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองซีเยว่จะกลับมาอย่างแน่นอน"
ชายชราหรี่ตา "ท่านกำลังเดิมพัน!"
“ข้ากำลังเดิมพันจริง ๆ และข้าพนันได้เลยว่าอีกไม่กี่ปีเขาจะต้องเผชิญหน้ากับประมุขน้อยของสำนักกระบี่ขุนพล์ได้แน่" กงซุนฉิงเอ่ย
นางมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ราวกับมองเห็นว่าอีกไม่นานหลังจากนี้ ภายใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด จะมีอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่และหยิ่งผยองสองคนต่อสู้กัน!