หกวันต่อมา ขบวนเกวียนก็มาถึงเขตเมืองชิงเหอ ระหว่างทางพวกเขาพบทั้งร่องรอยอสูรและผู้ฝึกตนแปลกหน้า แต่ทุกครั้งเซิ่งหลินจะบอกให้ชายขับเกวียนเปลี่ยนเส้นทาง หลีกเลี่ยงการเผชิญอันตรายโดยไม่จำเป็ ชายขับเกวียนก็ยอมเชื่อฟังและทำตามคำแนะนำของนางแต่โดยดี
เวลาส่วนใหญ่ระหว่างพักแรม เขาใช้ศึกษาหลักการของวิชาก้าวสายลม แม้ยังไม่มีโอกาสฝึกจริง แต่หลังอ่านซ้ำหลายรอบ เขาก็เริ่มเข้าใจว่าหัวใจของก้าวสายลมไม่ได้อยู่ที่การออกแรง กลับอยู่ที่การส่งพลังิญญาลงสู่ฝ่าเท้าในจังหวะที่เหมาะสม
เมื่อผ่านเส้นทางคดเคี้ยว่สุดท้าย รถม้าก็ค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้เขตรอบนอกของเมืองใหญ่
เบื้องหน้าคือกำแพงเมืองขนาดมหึมา เหนือประตูเมืองมีป้ายหินเก่าแก่สลักอักษรไว้สามคำ เมืองชิงเหอ
รถม้าหยุดลงบริเวณลานกว้างนอกประตูเมือง เหวินซานและเซิ่งหลินจึงลงจากรถ ก่อนกล่าวคำอำลาและขอบคุณคณะชาวบ้านที่ดูแลกันมาตลอดหลายวัน ชาวบ้านต่างอวยพรให้ทั้งสองทำธุระในเมืองอย่างราบรื่น แล้วจึงเคลื่อนขบวนแยกไปอีกทาง
เมื่อคณะชาวบ้านเคลื่อนขบวนแยกย้ายไปอีกทางแล้ว เหวินซานจึงทอดสายตามองภาพความคึกคักเบื้องหน้าอย่างเงียบ ๆ เมืองแห่งนี้ ใหญ่กว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้เสียอีก
แม้ตัวเมืองจะตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำชิงเหอหลายสิบลี้ แต่ร่องน้ำขนาดใหญ่กลับถูกขุดเชื่อมเข้ามาถึงภายในเมือง เรือบรรทุกสินค้าลำเล็กแล่นผ่านคลองด้านข้างกำแพงไม่ขาดสาย บ้างเต็มไปด้วยตะกร้าสมุนไพรน้ำ บ้างบรรทุกเกล็ดอสูรจำพวกปลาและไข่มุกิญญาซึ่งเป็สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่
เหวินซานมองเรือที่แล่นผ่านคลองด้วยความสนใจ เขาไม่เคยเห็นเมืองใดขุดทางน้ำเข้ามาถึงด้านในกำแพงเช่นนี้มาก่อน
บริเวณหน้าประตูเมืองแน่นขนัดไปด้วยผู้คน คณะพ่อค้าจูงสัตว์บรรทุกสัมภาระเข้าแถวรอตรวจค้น ผู้ฝึกตนหลายคนสวมเสื้อคลุมเปื้อนฝุ่นกลับมาจากล่าอสูร ขณะที่ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงหาบตะกร้าผักและปลาสดเข้ามาขาย
ริมทางมีแผงค้าตั้งเรียงติดกัน พ่อค้าคนหนึ่งยกปลาเกล็ดเงินซึ่งยังดิ้นอยู่ในอ่างไม้ขึ้นมาอวดลูกค้า อีกฝั่งหนึ่ง นักปรุงโอสถกำลังโต้เถียงเื่ราคาหญ้าวารีกับเ้าของร้านจนผู้คนรอบข้างต้องหันมามอง
กลิ่นคาวน้ำจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นสมุนไพรสดและควันจากเตาหลอม ลอยคลุ้งอยู่เหนือถนนหินที่ชื้นกว่าพื้นที่โดยรอบเล็กน้อย ราวกับเมืองทั้งเมืองได้รับกลิ่นอายจากสายน้ำที่หล่อเลี้ยงมันมาั้แ่อดีต
เซิ่งหลินหยุดฝีเท้า ก่อนหันมามองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง "จำไว้ ั้แ่ก้าวเข้าเมือง เราไม่ใช่ศิษย์ของสำนักโอสถจันทรา"
เหวินซานพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ "ผู้ฝึกตนอิสระสองคน"
"ถูกต้อง" เซิ่งหลินพึงพอใจกับคำตอบ นางหันกลับไปมองเบื้องหน้าแล้วก้าวนำเข้าสู่ประตูเมืองชิงเหอทันที
ทั้งสองจ่ายค่าเข้าเมือง ก่อนเดินปะปนไปกับผู้คนอย่างกลมกลืน เซิ่งหลินกวาดตามองร้านค้าสองข้างทาง พลางกล่าวเสียงเบา "คืนนี้พักก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มสืบข่าว"
"ข้าเองก็อยากเดินดูตลาดสมุนไพรของเมืองนี้"
เซิ่งหลินเหลือบมองเขา ก่อนส่ายหน้าอย่างจนปัญญา "เ้าคิดถึงแต่สมุนไพรจริง ๆ"
เด็กหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ออกมา
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดกลางแห่งหนึ่ง เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน เ้าของโรงเตี๊ยมวัยกลางคนก็รีบเดินมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม "คุณชาย คุณหนู รับประทานอาหารหรือพักค้างคืนขอรับ"
เซิ่งหลินตอบทันที "พักหนึ่งคืน ขอสองห้อง"
เ้าของโรงเตี๊ยมพลันมีสีหน้าลำบากใจ เขารีบเปิดสมุดทะเบียน พลิกไปมาหลายหน้า ก่อนถอนหายใจยาว "ต้องขออภัยจริง ๆ ่นี้เมืองชิงเหอกำลังจัดงานประมูลใหญ่ ผู้ฝึกตนจากหลายเมืองต่างมารวมตัวกัน ที่พักจึงถูกจองไปแทบทั้งหมด"
เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเก้อ ๆ "ยังเหลือห้องใต้หลังคาสองห้องติดกัน หากทั้งสองไม่รังเกียจ"
เซิ่งหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย "ห้องใต้หลังคา?"
"ใช่ขอรับ เป็ห้องเล็กอยู่ชั้นบนสุด มีช่องหน้าต่างมองเห็นตรอกด้านหลังพอดี แม้จะแคบไปหน่อยและอยู่ใกล้กัน แต่ก็ยังมีความเป็ส่วนตัว หากท่านไม่รับ..."
"เอาสองห้องนั้นแหละ" เหวินซานเอ่ยตัดบทขึ้นอย่างเรียบเฉย เซิ่งหลินหันมามองเขาเล็กน้อย แต่ไม่ได้คัดค้านอะไร
เ้าของโรงเตี๊ยมยิ้มกว้างด้วยความโล่งอก รีบหยิบกุญแจนำทางทั้งสองขึ้นไปยังชั้นบนสุด เมื่อเปิดประตูห้องใต้หลังคาห้องแรกออก ภายในค่อนข้างคับแคบ มีเพียงเตียงไม้เดี่ยวหนึ่งหลังและหน้าต่างบานเล็กที่เปิดรับลมจากด้านนอก ส่วนห้องถัดไปอยู่ติดกันและมีลักษณะเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน
ทั้งสองต่างวางสัมภาระลงในห้องของตนเอง
หลังจัดเก็บสัมภาระเรียบร้อย เซิ่งหลินก็เปิดประตูห้องเดินออกมาหาเหวินซาน "ข้าจะออกไปสำรวจรอบ ๆ เมืองเสียหน่อย เ้าล่ะ"
เหวินซานที่กำลังยืนมองสำรวจหน้าต่างห้องใต้หลังคาที่เชื่อมออกไปยังระเบียงแคบและแนวหลังคาด้านนอก หันกลับมาตอบด้วยรอยยิ้มบาง "ข้าจะไปตลาดสมุนไพร"
"กลับมาก่อนฟ้ามืดแล้วกัน อย่าเปิดเผยตัวตนหรือวิชาของสำนัก หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบกลับมารายงานทันที"
"ขอรับ" ทั้งสองจึงแยกย้ายกัน... ยามเย็นของเมืองชิงเหอคึกคักยิ่งกว่าตอนกลางวัน ผู้คนหลั่งไหลออกมาจับจ่ายซื้อของ ร้านรวงสองข้างถนนจุดโคมแดงเรียงราย แสงไฟส่องสะท้อนพื้นหินจนทั้งเมืองดูมีชีวิตชีวา
เหวินซานเดินไปตามถนนสายหลัก ไม่นานก็มาถึงตลาดสมุนไพร ตลาดแห่งนี้ใหญ่กว่าตลาดศิษย์ของสำนักโอสถจันทราหลายเท่า เหวินซานเดินดูทีละร้านอย่างตั้งใจ สายตาของเขาไล่อ่านชื่อสมุนไพรอย่างรวดเร็ว "เถาม่วงสามปี รากจันทร์เงิน หญ้าดารา"
สมุนไพรหลายชนิดเป็สิ่งที่ผู้าุโกู้บันทึกไว้ในตำราที่มอบให้เหวินซาน บางชนิดสำนักไม่มีปลูก บางชนิดมี แต่ราคาแพงจนศิษย์สายนอกแทบไม่มีโอกาสใช้
นอกจากสมุนไพรสดและสมุนไพรแห้งแล้ว ยังมีเมล็ดพันธุ์ เตาหลอม และอุปกรณ์ปรุงโอสถวางขายเต็มสองข้างทาง สมุนไพรหลายชนิดที่หาได้ยากในสำนักกลับปรากฏอยู่ที่นี่
เหวินซานคัดเลือกอย่างละเอียด เลือกเฉพาะต้นที่แข็งแรง เมล็ดที่สมบูรณ์ และยังซื้อเมล็ดพันธุ์เพิ่มอีกหลายชนิดโดยใช้หินิญญาและเงินที่ค้นได้จากถุงเก็บของของพวกโจร ภายในใจอดคิดไม่ได้ 'หากนำไปปลูกในมิติิญญา อีกไม่นานก็คงได้ใช้'
หลังจ่ายหินิญญาเรียบร้อย เขาจึงเดินออกจากร้านอย่างอารมณ์ดี แต่ขณะกำลังจะเดินผ่านตรอกเล็กข้างตลาด สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นชายชุดเทาผู้หนึ่งกำลังซื้อสมุนไพรจำนวนมาก เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจนัก
ทว่า เมื่อเห็นรายการสมุนไพรบนโต๊ะ เหวินซานกลับชะงักฝีเท้า หญ้าหลับิญญา ดอกหมอกดำ รากชาดโลหิต
สมุนไพรทั้งสามชนิด ล้วนมีฤทธิ์ทำให้ผู้คนหมดสติ หากนำมาหลอมรวมกันตามสัดส่วนที่เหมาะสม จะกลายเป็โอสถสะกดสติที่ออกฤทธิ์รุนแรง แม้ผู้ฝึกตนก็ยากจะต้านทาน สิ่งที่ทำให้เหวินซานขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายซื้อสมุนไพรเหล่านี้ แต่เป็เพราะชายคนนั้นซื้อในปริมาณมากผิดปกติ มากเสียจนเพียงพอสำหรับคนหลายสิบคน
เ้าของร้านยิ้มพลางถาม "ท่านซื้อเยอะถึงเพียงนี้ จะนำไปหลอมโอสถชนิดใดหรือ" ชายคนนั้นเพียงวางหินิญญาลงบนโต๊ะ ก่อนตอบเสียงเรียบ "นายข้าสั่ง" กล่าวจบก็รีบหยิบสมุนไพรทั้งหมด เดินหายเข้าไปในตรอกมืดโดยไม่หันกลับมา
เหวินซานยืนมองแผ่นหลังของอีกฝ่าย ภายในใจพลันนึกถึงภารกิจที่ตนได้รับ ชาวบ้านหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาไม่อาจยืนยันได้ว่าทั้งสองเื่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ เหวินซานเดินตามชายผู้ซื้อสมุนไพรอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป
อีกฝ่ายดูระมัดระวังอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่ถึงทางแยก จะหยุดมองซ้ายขวาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเส้นทางไปเรื่อย ๆ ราวกับกำลังตรวจสอบว่ามีผู้ใดสะกดรอยตามหรือไม่
เหวินซานซ่อนตัวหลบอยู่หลังแผงร้านค้าและกลมกลืนไปกับฝูงชนอย่างแเี พลางจับตามองชายชุดเทาที่เดินเลาะไปตามถนนเบื้องหน้า ไม่นานนัก ชายคนนั้นก็ก้าวออกจากย่านการค้าพลุกพล่าน มุ่งหน้าเข้าสู่ตรอกซอกซอยที่ผู้คนเริ่มบางตาลง
ขณะที่ชายชุดเทากำลังเดินผ่านหน้าร้านขายขนมริมทาง เขากวาดตามองรอบตัว ก่อนจะหยุดนิ่งเมื่อเห็นเด็กชายวัยราวสิบขวบคนหนึ่งกำลังถือห่อขนมยืนอยู่ลำพังตรงบันไดหน้าร้าน มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย จากนั้นจึงผ่อนฝีเท้า เดินเฉียดเข้าไปใกล้โดยไม่ให้ผู้ใดผิดสังเกต
เมื่อเด็กชายหันตัวจะเดินกลับ ไหล่ของทั้งสองก็ชนกันเบา ๆ
"ขะ...ขอโทษขอรับ!" เด็กน้อยรีบก้มศีรษะละล่ำละลัก
ชายชุดเทาไม่มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย มันกลับยิ้มแย้มอย่างใจดี "ไม่เป็ไรเ้าเด็กน้อย" มือข้างหนึ่งเอื้อมลงมาทำทีช่วยปัดฝุ่นบนเสื้อให้เด็ก
เหวินซานที่แอบดูอยู่ด้านหลังกลับขมวดคิ้วแน่น เนื่องจากสังเกตเห็นพิรุธในจังหวะที่นิ้วของมันแตะลงบนตัวเด็ก นิ้วอีกข้างกลับสะบัดผงสีเทาอ่อนออกมาอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่เห็น ละอองผงนั้นฟุ้งเข้าสู่ปลายจมูกของเด็กชายทันที
เด็กน้อยเดินต่อไปได้เพียงสามก้าว ร่างกายก็เกิดอาการโซเซอย่างกะทันหัน
"เอ๊ะ..." ขนมในมือหล่นร่วงลงพื้น ก่อนที่สติจะดับวูบและทรุดฮวบลงกับพื้น ชายชุดเทารับร่างเด็กไว้ได้ทันที ก่อนะโด้วยน้ำเสียงตื่นใ "ลูกชาย! ลูกชายเ้าเป็อะไรไป!"
ผู้คนในละแวกนั้นหันมามองตามเสียงร้องเพียงครู่เดียว หญิงชราคนหนึ่งที่เดินผ่านมาส่ายหน้าอย่างเวทนา "น่าสงสารนัก คงจะเป็ลมแดดหรือป่วยกะทันหัน รีบพาไปหาหมอเถิดพ่อหนุ่ม"
"ขอบคุณทุกท่านที่เป็ห่วง!" ชายชุดเทาแสร้งตีหน้าตื่นร้อนรน มันรีบอุ้มร่างเด็กชายขึ้นพาดบ่าอย่างคล่องแคล่ว แล้วสาวเท้าหายลับเข้าไปในตรอกลึกภายในไม่กี่อึดใจ
เหวินซานกำหมัดแน่นเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว แววตาฉายแววเย็นเยียบ 'นั่นไม่ใช่การป่วยแต่เป็ผงโอสถสะกดสติ!' เขาสูดลมหายใจลึก ระงับความโกรธที่พลุ่งขึ้นมา แล้วรีบตามอีกฝ่ายไปโดยเว้นระยะห่างไว้
ชายชุดเทาเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยที่ซับซ้อนและเงียบสงบขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าโกดังไม้เก่าหลังหนึ่งซึ่งปิดประตูหน้าต่างไว้มิดชิด ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมือง รอบด้านเงียบเชียบและไร้ผู้คนสัญจรอย่างผิดปกติ
ชายชุดเทาเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยที่ซับซ้อนและเงียบสงบขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าคลังเก็บสินค้าร้างไม้เก่าหลังหนึ่งซึ่งปิดประตูหน้าต่างไว้มิดชิด ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมือง รอบด้านเงียบเชียบและไร้ผู้คนสัญจรอย่างผิดปกติ
ชายชุดเทายืนนิ่งอยู่หน้าประตูก่อนจะเคาะลงไปสามครั้งติดกัน
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก…
ครู่ต่อมา ประตูไม้ก็แง้มออกเพียงเล็กน้อย ชายร่างกำยำผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมา เมื่อเห็นเด็กที่หมดสติอยู่บนบ่า เขาก็ยิ้มกว้าง "ได้มาอีกคนหรือ" ชายชุดเทาพยักหน้า "ระหว่างทางพอดี ไม่มีใครสงสัย" ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ ก่อนช่วยกันอุ้มเด็กเข้าไปด้านใน ประตูปิดลงทันที
เหวินซานปีนขึ้นไปบนหลังคลังเก็บสินค้าร้างดังอย่างเงียบเชียบ ค่อย ๆ เปิดกระเื้ัคาออกเพียงแผ่นเดียว แล้วก้มมองลงไป ภาพเบื้องล่างทำให้รูม่านตาของเขาหดเล็กลงทันที ภายในโกดัง มีชาวบ้านนอนหมดสติเรียงกันอยู่ยี่สิบกว่าคน ทั้งชาย หญิง และเด็ก ทุกคนถูกมัดมือมัดเท้าไว้แน่น
มุมหนึ่งของคลังร้างมีหม้อเหล็กขนาดใหญ่กำลังต้มของเหลวสีดำ ส่งกลิ่นสมุนไพรฉุนลอยฟุ้งไปทั่ว ข้างหม้อ มีกระสอบสมุนไพรที่เขาเพิ่งเห็นในตลาดวางกองสูง ทั้งหญ้าหลับิญญา... ดอกหมอกดำ และรากชาดโลหิต
ชายชุดดำอีกหลายคนกำลังช่วยกันผสมสมุนไพรลงในหม้อ หนึ่งในนั้นหัวเราะพลางกล่าว “พรุ่งนี้ก่อนเที่ยง รถจะมารับคน”
ชายอีกคนเงยหน้าขึ้นจากกระสอบสมุนไพร ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม “แล้วยอดรอบนี้ครบตามที่้าหรือไม่”
“ด้านในยี่สิบเจ็ด ด้านหลังอีกหก รวมแล้วเพิ่งสามสิบสาม ยังขาดอีกสองมิใช่หรือ”
คนแรกแค่นน้ำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์ “นายท่านสั่งไว้ชัดเจนว่าต้องเอาสามสิบห้าคนถ้วน ขาดแม้แต่หัวเดียว พวกเราหัวหลุดออกจากบ่าแน่ เ้าจะรับผิดชอบไหวหรือไง”
บรรยากาศรอบเตาต้มยาเงียบลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่านายท่าน ทุกคนต่างเร่งมือทำงานต่อด้วยความเร่งรีบและยำเกรง
เหวินซานที่ซ่อนตัวอยู่รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง คนหายทั้งหมด ไม่ได้ตาย แต่กำลังถูกขังอยู่ที่นี่
เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับให้ตนจดจำทุกสิ่งที่เห็น ทั้งจำนวนคนร้าย ทางเข้าออก และตำแหน่งของชาวบ้านที่ถูกขังอยู่ด้านใน
พรุ่งนี้ก่อนเที่ยง รถจะมารับคน
นั่นหมายความว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่มาก
เด็กหนุ่มค่อย ๆ วางกระเบื้องกลับเข้าที่ ก่อนถอยออกจากหลังคาโดยไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย ด้วยกำลังของเขาในตอนนี้ การบุกเข้าไปเพียงลำพังไม่ต่างจากรนหาที่ตาย และอาจทำให้ชาวบ้านทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย
เขาต้องกลับไปหาเซิ่งหลิน ก่อนที่คนเหล่านี้จะถูกเคลื่อนย้ายออกจากเมือง