บทที่ 19 ช่วยสาวงาม
เสียงนั้นคือ...
เสิ่นเสี่ยวเยว่?!
หลินชุ่ยม่านตาหดเล็กลงทันที เธอะโสุดเสียงด้วยแรงทั้งหมดที่มี "ยายโง่! มาทำตัวเป็คนดีตอนนี้ทำไม รีบวิ่งหนีไปสิ! รีบไปตามคนมาช่วยเร็วเข้า!"
ใบหน้าของหลินชุ่ยนั้นโดนตบมาหลายครั้งแล้ว มุมปากมีเืไหล สภาพดูย่ำแย่มาก
ชั่วขณะนั้น เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกซาบซึ้งใจ
หลินชุ่ยถึงจะอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่ยังคิดถึงเธอ ไม่อยากให้เธอต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
ดังนั้น เธอจะต้องช่วยคนคนนี้ให้ได้!
พวกนักเลงตกตะลึงไปชั่วครู่ แต่แล้วก็หัวเราะหนักกว่าเดิม พร้อมเดินเข้าหาเสิ่นเสี่ยวเยว่ด้วยท่าทีไม่เป็มิตร
"เฮ้อ มีสาวน้อยหน้าตาดีมาเพิ่มอีกคนแล้ว"
"แขนขาเล็ก ๆ แบบนี้ คงไม่ได้มาเล่นเป็คนดีช่วยคนหรอกนะ?"
"ฮ่า ๆ พวกเรานี่โชคดีจริง ๆ "
แต่เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เธอกวาดตามองพวกมันอย่างเ็า แล้วพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว
"แค่สี่คนเองเหรอ ก็ไม่เยอะเท่าไหร่นี่"
พวกนักเลงทั้งสี่คนได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะลั่นอย่างไร้ยางอาย พูดจาหยาบคายชวนให้คนฟังอยากล้างหู
"สี่คนยังไม่พอใจอีกเหรอ?"
"งั้นมาให้พี่ ๆ เอาใจหน่อยมา"
หลินชุ่ยตอนนี้หมดแรงทรุดอยู่กับพื้น แต่เมื่อเห็นพวกมันจะเข้าไปทำร้ายเสิ่นเสี่ยวเยว่ เธอก็ฝืนตัวเองลุกขึ้นมาคว้าขาของคนหนึ่งในพวกนั้นเอาไว้
"รีบหนีไปเร็วเข้า!"
"เอาตัวเองให้รอดเถอะ!"
ไอ้นักเลงฟันเหลืองที่ถูกหลินชุ่ยจับขาไว้อดใจไม่ไหวตะคอกเธอ และยื่นมือมาจะตบหน้าหลินชุ่ย
เสี่ยวเยว่เหลือบตามอง แล้วยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า คว้าแขนของนักเลงคนนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง พลางฉีกยิ้มอย่างน่ารัก "การทำร้ายผู้หญิงมันไม่ดีนะ"
เธอหันไปปลอบหลินชุ่ย "ไม่เป็ไร เธอนั่งดูเฉย ๆ ก็พอ"
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
ร่างกายนี้แต่เดิมก็มีสมรรถภาพไม่เลว ่นี้เธอเองก็ดื่มน้ำจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอด แม้ว่าตอนนี้ร่างกายจะไม่แข็งแกร่งเท่าร่างกายในชีวิตก่อน แต่ก็ดีกว่าคนทั่วไปไม่ใช่น้อย การจัดการกับพวกนักเลงไม่กี่คนนี้เป็เื่ง่ายดายมาก
"ถุย! อีตัวดี พูดจาใหญ่โตจังเลยนะ!"
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเยือกเย็น หากเจอพวกสวะแบบนี้ในชีวิตก่อน เธอคงไม่เสียเวลาไปต่อยตีด้วยซ้ำ แค่ยิงะุสักนัดสองนัดก็จบเื่แล้ว
คนที่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ในโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นานขนาดนั้น ไม่มีใครเป็คนดีหรอก!
หลินชุ่ยรู้สึกสงสัยและไม่เชื่ออยู่บ้าง แต่ตอนนี้เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรแล้ว ได้แต่หาที่หลบซ่อนตัวเงียบ ๆ
เสิ่นเสี่ยวเยว่ที่กำลังจับแขนของหัวหน้านักเลง ทำให้นักเลงคนอื่น ๆ ต่างตะลึงไปชั่วขณะ หัวหน้านักเลงคนนั้นพยายามสะบัดแขน แต่กลับพบว่าแขนของตนราวกับถูกบีบด้วยคีมเหล็ก ไม่ว่าจะพยายามสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด จึงโกรธจัดขึ้นมาทันที
"อีตัวดี เดี๋ยวพวกฉันจะรุมเธอทั้งสองคน แล้วถอดเสื้อผ้าโยนไปกลางถนน..."
แทบจะทันทีที่คำพูดของเขาหลุดออกมา ดวงตาของเสิ่นเสี่ยวเยว่ก็มืดลงในชั่วพริบตานั้น เธอลงมือทันทีด้วยการตบหน้าเขาอย่างไม่ออมแรง
แค่ตบหนึ่งที แต่กลับทำให้นักเลงคนนั้นเซถลาไปชนกำแพงข้าง ๆ อย่างแรง
พร้อมกับเสียงตบที่ดังกังวาน เสิ่นเสี่ยวเยว่พูดเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "ปากเน่า ๆ แบบนี้ สมควรได้รับการสั่งสอนซะบ้าง"
แม้น้ำเสียงของเธอจะดูไม่ใส่ใจ แต่การเคลื่อนไหวกลับว่องไวมาก ขณะที่ตบไปนั้นเธอก็คว้าแขนของนักเลงเอาไว้พร้อมบิดอย่างแรง
"อ๊าก!"
นักเลงคนนั้นร้องลั่นราวกับหมูถูกเชือดในทันที ความเ็ปแล่นไปทั่วร่าง รู้สึกเหมือนแขนกำลังจะหัก
"พี่ใหญ่ ผมจะช่วยพี่เอง"
นักเลงอีกคนพยายามจะเข้ามาขัดขวาง แต่ถูกเสิ่นเสี่ยวเยว่ยกเท้าถีบเข้าที่จุดสำคัญอย่างแรง เขาทรุดลงกับพื้นในทันที หน้าเขียวคล้ำพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ
เสิ่นเสี่ยวเยว่ออกแรงกระชากแขนของหัวหน้านักเลงแล้วสะบัดอย่างแรง ส่งเขากระเด็นไปชนคนที่เหลืออีกสองคนจนล้มระเนระนาด เร็วจนแทบจะมองไม่ทัน!
หลินชุ่ยไม่คิดว่าเสิ่นเสี่ยวเยว่จะลงมือรวดเร็วฉับไวแบบนี้ และยิ่งไม่คิดว่าจะจัดการกับผู้ชายตัวใหญ่ทั้งสี่คนได้ในพริบตา
ตอนนี้สมองของเธอหยุดทำงานไปแล้ว
ได้แต่มองดูเสิ่นเสี่ยวเยว่ถล่มคนพวกนั้นอย่างงงงัน
แม้จะดูเป็ผู้หญิงที่อ่อนแอบอบบาง แต่ทุกครั้งที่เธอลงมือ กลับมีพละกำลังมหาศาล คนที่โดนเข้าไปล้วนแต่กระเด็นกลิ้งไปหรือลุกไม่ขึ้นอย่างเสียท่า
ช่างเหมือน...
เหมือนหมาป่าดุร้ายที่บุกเข้าไปในคอกแกะ เป็การสังหารฝ่ายเดียวโดยแท้!
เสิ่นเสี่ยวเยว่เตะด้วยท่าตวัดขา ส่งผลให้ผู้ชายร่างใหญ่กระเด็นลอยออกไป
เสิ่นเสี่ยวเยว่ก้าวเข้าไปคว้าผมของนักเลงคนหนึ่งกดหัวเข้ากับกำแพง ยกมือขึ้นต่อยเข้าที่ท้องหลายหมัด หลินชุ่ยแทบจะได้ยินเสียงอวัยวะภายในที่ถูกกระแทกอย่างรุนแรงของนักเลงคนนั้น
วิธีการต่อสู้ของเธอเด็ดขาดในกระบวนท่าเดียว คนที่โดนเธอต่อยแค่ครั้งเดียวก็แทบจะลุกขึ้นยืนไม่ได้แล้ว ได้แต่รอโดนต่อย การเคลื่อนไหวในการต่อสู้ก็รวดเร็วและแม่นยำ ราวกับกำลังดูหนังบู๊ที่เร้าใจ
สายตาของหลินชุ่ยเหม่อลอยไป เพราะเธอเห็นหัวหน้านักเลงที่เพิ่งจะลวนลามเธอถูกเสิ่นเสี่ยวเยว่เหยียบอยู่ใต้เท้า กำลังอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างต่ำต้อย
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเท่านั้น
"คุณหนู ขอความกรุณาด้วยเถอะ ไว้ชีวิตพวกเราด้วย"
คนอื่น ๆ ที่นอนอยู่บนพื้นก็พากันร้องขอชีวิตไม่หยุด
"ใช่ ๆ พวกเราไม่กล้าทำอีกแล้ว"
เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกสะใจกับการต่อสู้ในวันนี้ หลังจากที่ได้เกิดใหม่ แทบจะไม่ได้ลงมือต่อสู้เลย คนในหมู่บ้านก็ซื่อ ๆ อย่างมากก็แค่ปากดีเท่านั้น จะมีโอกาสได้ต่อสู้แบบนี้ที่ไหนกัน
ตอนนี้นักเลงเคราะห์ร้ายทั้งสี่คน กลายเป็กระสอบทรายระบายอารมณ์ของเสิ่นเสี่ยวเยว่ไปแล้ว ถูกซ้อมจนต้องขอความเมตตา นอนคว่ำอยู่บนพื้นลุกไม่ขึ้น
ขอความเมตตางั้นหรือ?
แต่ในใจเธอไม่มีความสงสารแม้แต่น้อย มือที่ซัดไปก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
บางทีนี่อาจจะเป็ตัวตนที่แท้จริงของเสิ่นเสี่ยวเยว่ก็ได้
ก้าวร้าว รุนแรง เ็า...
ความอ่อนโยนและว่าง่ายในยามปกติ เป็เพียงเปลือกที่ใช้ป้องกันตัวของเธอเท่านั้น
เสิ่นเสี่ยวเยว่เดินเข้ามา เชิดคางใส่หลินชุ่ย "ยังลุกขึ้นยืนไหวไหม?"
หลินชุ่ยทรุดนั่งอยู่บนพื้น เงยหน้ามองขึ้นไป เด็กสาวที่ปกติสูงพอ ๆ กับเธอ ตอนนี้กลับดูสูงใหญ่ขึ้นมาทันตา ทั้งตัวราวกับเปล่งประกายสีทอง
เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเลื่อนลอยว่า "ฉันไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่ไหม?"
คู่อริในโรงเรียนของเธอกลับกลายเป็ยอดฝีมือที่เก่งกาจขนาดนี้ เมื่อไม่นานมานี้เธอยังเยาะเย้ยอีกฝ่ายอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับได้รับความช่วยเหลือจากคนที่เธอเยาะเย้ย!
สถานการณ์นี้ซับซ้อนเกินไป เธอรู้สึกงุนงงไปหมด
เสิ่นเสี่ยวเยว่ยกมุมปากขึ้นอย่างมั่นใจ "ถ้าเป็ความฝัน เธอจะฝันเห็นฉันเท่ขนาดนี้ได้ยังไง? นี่มันความจริงต่างหาก"
หลินชุ่ยสำลักน้ำลายทันที เธอพยุงตัวลุกขึ้นโดยใช้กำแพงช่วยพยุง เสิ่นเสี่ยวเยว่จึงเข้ามาประคองแขนของเธอไว้
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันออกมาจากตรอกมืด
พวกนักเลงหลายคนนอนขดตัวอยู่บนพื้น ร้องครวญครางด้วยความเ็ป พลางมองเสิ่นเสี่ยวเยว่ด้วยสายตาหวาดกลัว ราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน
"ขอบคุณนะ เสิ่นเสี่ยวเยว่"
หลินชุ่ยหันกลับมา ในดวงตาเต็มไปด้วยความจริงจัง "ฉันจะไม่มีวันลืมบุญคุณของเธอ ต่อไปถ้าเธอ้าความช่วยเหลืออะไร ฉันสัญญาว่าจะช่วยอย่างเต็มที่"
เสินเสี่ยวเยว่ยื่นมือไปจัดเสื้อผ้าให้หลินชุ่ย พูดอย่างผ่อนคลายว่า "งั้นต่อไปเธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะถูกฉันรบกวนบ่อย ๆ ด้วยล่ะ"
เธอตบไหล่หลินชุ่ยเบา ๆ แล้วพูดขึ้นว่า "ช่วยแล้วต้องช่วยให้ถึงที่สุด ขึ้นรถฉันมาเลย ฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน"
หลินชุ่ยยังคงรู้สึกกลัวอยู่บ้าง จึงไม่ปฏิเสธและขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายจักรยานของเสิ่นเสี่ยวเยว่
"เสิ่นเสี่ยวเยว่..."
"หืม?"
"ทำไมเธอถึงเก่งขนาดนั้นล่ะ?"
"อืม...เพราะว่าฉันบังเอิญไปเก็บคัมภีร์วิชากังฟูได้เล่มหนึ่ง แล้วก็ตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก เลยกลายเป็ยอดฝีมือแบบนี้ไงล่ะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่หาข้ออ้างมั่ว ๆ มาพูด ใครฟังก็คงจับได้ทันทีว่าเธอโกหก
แต่หลินชุ่ยกลับเชื่อ "งั้นเธอสอนฉันได้ไหม?"
"ทำไมล่ะ?"
"เพราะว่าถ้ามีครั้งหน้า ฉันหวังว่าจะได้เป็คนซัดพวกมันจนฟันร่วงด้วยตัวเอง!"
หลินชุ่ยมีสีหน้าดื้อรั้นไม่ยอมแพ้
เธอเกลียดความรู้สึกที่ไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย เธอปรารถนาที่จะแข็งแกร่งเหมือนเสิ่นเสี่ยวเยว่
เสิ่นเสี่ยวเยว่ "ได้สิ แต่เธอต้องเริ่มจากการฝึกร่างกายก่อนนะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่เพียงแต่ไม่ทำลายกำลังใจของเธอ ยังชื่นชมหลินชุ่ยอยู่ในใจอีกด้วย
ผู้หญิงที่มีความคิดแบบนี้หาได้ยากในยุคนี้ เธอจึงไม่รังเกียจที่จะช่วยเหลือ
"แต่เธอห้ามกลับคำนะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว"
"พรุ่งนี้ให้ฉันเลี้ยงข้าวเธอนะ เสิ่นเสี่ยวเยว่" หลินชุ่ยกลับมาทำท่าเชิด ๆ เหมือนเดิมแล้ว
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่ได้ปฏิเสธ "ได้เลย งั้นต้องพาฉันไปกินดี ๆ หน่อยนะ"
ภายใต้แสงตะวันยามเย็น เงาของเด็กสาวสองคนทอดยาวไปบนพื้น เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนพวกเธอยังขัดแย้งกันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับมีเื่มาพูดคุยกันไม่หยุด
หลังจากส่งหลินชุ่ยถึงหน้าบ้านแล้ว เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็โบกมือลาและปั่นจักรยานจากไป เพราะตอนนี้ก็เย็นกว่าปกติมากแล้ว เธอไม่อยากให้ครอบครัวสกุลสวี่ต้องเป็ห่วง
พอหลินชุ่ยเพิ่งก้าวเท้าเข้าบ้านแค่ก้าวแรกเท่านั้น สิ่งแรกที่ได้ยินก็คือเสียงประชดประชันของแม่
"รู้จักกลับบ้านด้วยเหรอ? ยายเด็กบ้า แค่ให้ไปจ่ายค่าเทอมให้น้องชายแค่นี้ มันจะเป็จะตายเลยหรือไง?"