จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 119 ดาบใบกว้าง

            “ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อวิญญาณมรณะเพียงตนเดียวหยาจื้อสิบสามฝ่ายรุ่นต่อรุ่นถึงกับต้องสะกดขังจอมอสูรเอาไว้นี่ไม่เป็นการสิ้นเปลืองไปหน่อยหรือ อีกอย่าง แม้ว่าวิญญาณมรณะจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้หยาจื้อสิบสามฝ่ายติดกับได้ นอกเสียจากนี่ไม่ใช่วิญญาณมรณะ แต่เป็นความแข็งแกร่งบางอย่างที่ข้าไม่เคยรู้จัก”

            ฉินอวี่พยายามครุ่นคิดอย่างหนักแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนของหยาจื้อสิบสามฝ่าย แต่หลายเดือนมานี้เขาก็พอจะได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับหยาจื้อทั้งสิบสามฝ่ายมาจากเสี่ยหยวนอยู่ไม่น้อยสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องงุนงงเป็นอย่างมากก็คือบรรพชนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายไม่เคยนึกถึงผลที่ตามมาจากการสะกดจอมอสูรเอาไว้เลยหรือว่าจะทำให้ลูกหลานรุ่นหลังของพวกเขาต้องแบกรับความกดดันเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ

            หากไม่ใช่เพราะความแค้นอันฝังรากลึกเหล่าบรรพชนหยาจื้อก็ไม่น่าจะทำเรื่องที่บ้าบอเช่นนี้

            ช้าก่อนหรือจอมอสูรนี้จะทำให้เหล่าบรรพชนหยาจื้อต่างโกรธแค้นมากจริงๆ? เพราะเหตุนี้เหล่าบรรพชนหยาจื้อ จึงไม่ยอมหยุดเรื่องราวเหล่านี้?

            ทันใดนั้นฉินอวี่ก็นึกถึงดวงตาที่สดใสคู่นั้นของเสี่ยวหลิงโดยหลักแล้วพลังของวิญญาณมรณะจะมีความชัดเจนไม่ต่างไปจากร่างจิตวิญญาณและอัคคีวิญญาณแต่เหตุใดดวงตาคู่นั้นจึงดูแปลกประหลาดเช่นนี้? อีกทั้งยังดูเหมือนมีพลังอันไม่รู้จบแฝงอยู่?

            ฉินอวี่รู้สึกได้เพียงว่าแดนมรณะแห่งนี้มีความลับมากเหลือเกินเพียงแต่เขาก็มีความมั่นใจว่าแดนมรณะแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับจอมอสูรที่ถูกสะกดไว้แน่นอนจอมอสูรตนนั้นจะต้องมีสายเลือดพยนต์มรณะ ไม่เช่นนั้นคนที่ตายไปแล้วเหล่านี้ไม่มีทางจะกลายเป็นพยนต์มรณะไปได้แน่นอน

            “หรือจะมีจิตวิญญาณของจอมอสูรตนนั้นหลงเหลืออยู่ในแดนมรณะแห่งนี้? จึงทำให้คนที่ตายไปแปรเปลี่ยนเป็นพยนต์มรณะ? น่าเสียดายจิตวิญญาณที่หลงเหลือของจอมอสูรนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองจะต้านทานได้และคงไม่มีวิธีใดที่จะทำให้ได้วิธีการหลอมพยนต์มรณะมาจากเขาได้” ฉินอวี่ถอนหายใจเขาไม่ใช่คนโลภที่ไม่รู้จักพอการได้ครอบครองเลือดหยาจื้อก็เพียงพอต่อการเข้ามายังแดนขัดเกลาชั้นที่เจ็ดในครั้งนี้แล้วหากสามารถได้วิญญาณมรณะติดไปด้วยก็นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เหนือความคาดหมายยิ่งนัก

            สำหรับวิธีการหลอมพยนต์มรณะฉินอวี่ดูจะไม่ตั้งความหวังอะไรเอาไว้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากได้แต่หากสามารถกดดันบรรพชนหยาจื้อทั้งสิบสามฝ่ายได้จอมอสูรร้ายตนนั้นจะต้องมีความน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุดแต่ตอนนี้ตนเองยังไม่สามารถสัมผัสอะไรได้

            บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่บรรพชนหยาจื้อต้องจำกัดระดับการฝึกฝนของผู้เข้ามาในสถานที่แห่งนี้หากให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับสูงเข้ามา เกรงว่าพละกำลังของพยนต์มรณะจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นถึงตอนนั้น... ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้

            “แต่ไม่รู้ว่าจอมอสูรนั่นจะยังมีวิธีการหลอมพยนต์มรณะหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่หากยังมีอยู่ การเข้าไปยังเหวลึกก็นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เหนือความคาดหมาย”ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง

            หลังจากระงับความคิดของตนเองไว้ฉินอวี่ก็เริ่มมุ่งความสนใจไปยังการสะกดปราบเสี่ยวหลิงจากนั้นจึงเรียกวิชาเซียนมรรคาสวรรค์ขึ้นมาอีกครั้ง

            หลังจากทำอย่างต่อเนื่องหลายสิบครั้งติดต่อกันเสี่ยวหลิงก็ปรากฏขึ้นมาด้วยแรงดึงดูดจากเพลิงมรณะและทุกครั้งฉินอวี่ก็จะพูดคุยกับเสี่ยวหลิงแต่เสี่ยวหลิงก็ดูเหมือนจะยังไร้เดียงสาเมื่อได้รับเพลิงมรณะแล้วนางก็จะหายกลับไปทุกครั้ง

            โชคดีที่พลังมรณะในที่แห่งนี้มีความหนาแน่นหลังจากดูดซับไปเป็นปริมาณมากพอแล้ว เพลิงมรณะก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่มีเพลิงมรณะมากพอที่จะดึงดูดเสี่ยวหลิง

            แม้ว่าจะยังไม่สำเร็จแต่เสี่ยวหลิงก็เริ่มปรากฏอยู่เคียงข้างฉินอวี่เป็นเวลานานขึ้นเรื่อยๆทำให้ฉินอวี่เริ่มมองเห็นความหวังขึ้นเล็กน้อย

            หลังจากดูดซับพลังมรณะอยู่เป็นเวลานานเพลิงมรณะก็ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

            ในเวลานี้เพลิงมรณะมีขนาดเพียงสองกำปั้นเปลวไฟหลักของมันลอยอยู่กลางตันเถียนฉินอวี่จึงทำการแยกเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ออกเป็นสองส่วนและถ่ายเทเข้าสู่เส้นลมปราณ

            เมื่อเวลาผ่านไปแก่นปราณในร่างกายของฉินอวี่ก็เต็มไปด้วยเพลิงมรณะ เมื่อรวมกับอสุนีลึกลับแล้วแก่นปราณของฉินอวี่ก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้น

            เวลาครึ่งปีผ่านไปเพียงชั่วพริบตาระดับการฝึกฝนของฉินอวี่ได้เข้าสู่ระดับสูงสุดของขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สามแล้วเช่นกันตันเถียนของเขาได้ขยายเพิ่มมากขึ้น และโอสถโลหิตก็มีขนาดเท่ากำปั้นแล้วอสุนีลึกลับก็มีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเขาฝึกฝนต่อไปอีกสักหนึ่งปีครึ่งฉินอวี่ก็คงสามารถเข้าสู่ขั้นกุมารทิพย์ได้อย่างแน่นอน

            แต่ฉินอวี่ยังไม่ต้องการจะเพิ่มระดับในตอนนี้เขาต้องการเพียงเตรียมการตามหาเลือดหยาจื้อเท่านั้น

            ฉินอวี่หยุดใช้วิชาเซียนมรรคาสวรรค์และหลังจากเพลิงมรณะเริ่มหลอมกลับเข้าสู่ร่างกาย เสี่ยวหลิงก็หายไปแต่ฉินอวี่กลับไม่สนใจอะไร เพราะตราบใดที่เขาเรียกเพลิงมรณะออกมาเสี่ยวหลิงก็จะปรากฏตัวขึ้นอีก

            เมื่อระงับเพลิงมรณะทั่วร่างกายเอาไว้แล้วฉินอวี่ก็ออกจากถ้ำ และเริ่มตามหาเลือดหยาจื้อ

            ไม่อาจรู้ได้ว่าแดนมรณะแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใดเพราะไม่สามารถใช้งานมโนจิตได้ ฉินอวี่จึงทำได้เพียงมองหาเลือดของหยาจื้อด้วยตาเปล่าเท่านั้นดังนั้น เขาจึงยกระดับความเร็วของตนเองขึ้นถึงขีดสุดและพุ่งเข้าไปในแดนมรณะอย่างต่อเนื่อง เกรงว่าหากพวกคนของเผ่าหยาจื้อได้มาเห็นสิ่งนี้ คงพากันตกตะลึงจนตาค้างเพราะที่แดนมรณะแห่งนี้คือสถานที่ซึ่งมีบรรพชนของพวกเขาเสียชีวิตไปนับไม่ถ้วน

            ตลอดทางฉินอวี่ได้พบกับวิญญาณมรณะจำนวนไม่น้อย ยิ่งเข้าไปในส่วนลึกของแดนมรณะพละกำลังของพยนต์มรณะก็ยิ่งแข็งแกร่งซึ่งมีความแข็งแกร่งมากกว่าพยนต์มรณะวานรยุทธ์ตัวนั้นอยู่หลายเท่าสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ตกใจอย่างมาก ยังโชคดีที่มีเพลิงมรณะ ไม่เช่นนั้นเพียงพยนต์มรณะตัวเดียวในที่แห่งนี้ก็เพียงพอให้ตนเองต้องอยู่ในสภาพน่าสังเวชเป็นแน่

            “มิน่าล่ะ จึงมีคนเผ่าหยาจื้อเพียงไม่กี่คนที่มีชีวิตรอดจากที่แห่งนี้ได้หลังจากเข้ามาที่นี่ พวกเขาก็ไม่ต่างจากแมลงวันหัวขาดที่บินวนไปรอบๆ หากพยนต์มรณะที่นี่ถูกรบกวนเข้าแม้แต่อัจฉริยะอย่างอันดับหนึ่งก็คงต้องตายอย่างอนาถ”

            ในตอนนี้ฉินอวี่กำลังยืนอยู่หน้าพยนต์มรณะหนุ่มตัวหนึ่งไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ตายมานานเท่าไรแล้วเสื้อผ้าที่สวมใส่ไว้บนร่างกายนั้นเน่าเปื่อย กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยห้อยอยู่บนร่างกายชายหนุ่มคนนี้แตกต่างไปจากพยนต์มรณะโดยทั่วไป เขามีบาดแผลอยู่ทั่วร่างแต่บาดแผลเหล่านี้กลับดูไม่อันตรายถึงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นบาดแผลยังไม่มีเลือดไหลออกมา ราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากตายไปแล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องงุนงงคือ พยนต์มรณะตัวนี้อยู่ในท่านั่งหลับตาขัดสมาธิอยู่บนพื้น ดูเหมือนกำลังนั่งทำสมาธิอยู่

            “น่าแปลก หรือว่าพยนต์มรณะก็สามารถฝึกฝนต่อไปได้?” ฉินอวี่แปลกใจอายุก่อนตายของคนผู้นี้ยังไม่มากนัก แต่พละกำลังของเขากลับแข็งแกร่งกว่าเสี่ยหยวนเป็นเพราะร่างกายของชายหนุ่มคนนี้เต็มไปด้วยพลังมรณะที่แทรกซึมอยู่ในร่างกายมีความเข้มข้นเป็นพิเศษ

            “ดูเหมือนว่าพยนต์มรณะจะมีความพิเศษมากกว่าที่เคยนึกไว้ เพียงแต่ หากคนตายคนหนึ่งสามารถฝึกตนได้มันไม่ดูน่ากลัวเกินไปสำหรับผู้ได้ยินหรือ?” ฉินอวี่พึมพำ

            เกรงว่าเขาคงเป็นคนแรกที่สามารถมองพยนต์มรณะได้ในระยะใกล้เช่นนี้นับตั้งแต่ก่อตั้งแดนมรณะมา

            หลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งฉินอวี่ก็ถอยห่างออกไปสิบจ้าง จากนั้นจึงค่อยๆสลายเพลิงมรณะออกมาจากร่างกายอย่างเงียบๆ เมื่อเพลิงมรณะหายไปพยนต์มรณะหนุ่มก็ลืมตาขึ้นทันที จากนั้นจึงวิ่งโผเข้าหาฉินอวี่อย่างรวดเร็วจนฉินอวี่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหยิบดาบใบกว้างสีแดงเข้มที่อยู่ข้างกายขึ้นมาและโจมตีทันที

            “ตูม!”

            แผ่นดินเกิดเสียงสั่นสะเทือนดังสนั่นก้อนหินแตกกระเด็นไปทั่วบริเวณ

            ฉินอวี่กระโดดขึ้นทันทีด้วยความตกใจพลางหลีกหนีไปได้อย่างรวดเร็ว และเรียกเพลิงมรณะปกคลุมไปทั่วร่างกายเมื่อมองไปยังจุดที่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ กลับเห็นดาบใบกว้างนั้นจมลงไปในดินโผล่ให้เห็นเพียงด้ามจับของมันเท่านั้น

            “เป็นความเร็วที่น่ากลัวยิ่งนัก!” ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆและสิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจมากไปกว่านั้นคือ เมื่อมองพยนต์มรณะตนนี้ที่กำลังหันศีรษะไปมองรอบด้านแล้วเขาก็ดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไปอย่างยิ่ง

            “หรือว่าพยนต์มรณะนี้จะกำลังเริ่มหล่อเลี้ยงวิญญาณมรณะ? เป็นไปได้อย่างไร? ไม่น่าเป็นไปได้หากวิญญาณมรณะได้รับการเลี้ยงดูดีเช่นนี้ มันก็น่าจะแผลงฤทธิ์ขึ้นมาได้แล้วพยนต์มรณะคงยังรักษาจิตสำนึกก่อนตายเอาไว้” ฉินอวี่ตกตะลึงและยิ่งอยากรู้อยากเห็นเรื่องของพยนต์มรณะมากขึ้นเรื่อยๆ

            ขณะที่ฉินอวี่ไม่ทันสังเกตชายหนุ่มได้ขยับมือขวา และเรียกดาบใบกว้างนั้นกลับไปไว้ในมือ ก่อนวางมันลงด้านข้างและหลับตาทำสมาธิต่อไป

            ฉินอวี่ยืนดูอยู่ทางด้านข้างและรู้สึกแปลกใจกับการกระทำของชายหนุ่มคนนี้ยิ่งนัก นอกจากดวงตาที่ไร้แววตาแล้วชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่มีอะไรต่างไปจากคนปกติธรรมดาเลย

            “ตายไปแล้วยังสามารถรักษาจิตสำนึกก่อนตายเอาไว้ได้สายเลือดพยนต์มรณะที่มีชื่ออย่างยิ่งในยุคหงหยวน ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”ฉินอวี่เดินเข้าไปด้านข้างของชายหนุ่ม และพิจารณาดูอย่างละเอียดสายตาของเขาก็จ้องไปยังดาบใบกว้างสีแดงเข้มนั้นโดยไม่ตั้งใจ

            ดาบใบกว้างนั้นมีขนาดยาวประมาณแปดฉื่อกว้างหนึ่งฉื่อ มีสีแดงเข้ม ราวกับเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งปกคลุมไปทั่วทั้งใบดาบแม้ว่าบนดาบจะเต็มไปด้วยเศษดิน แต่ก็ไม่อาจปกปิดลายเส้นที่เรียงตัวอย่างหนาแน่นได้รูปร่างของดาบก็มีลักษณะผิดปกติธรรมดาด้านหลังขอบดาบมีขนาดใหญ่กว่าและมีรอยเว้าหงายขึ้นไปทางปลายดาบ มองแล้วทรงพลังน่าเกรงขามจุดบรรจบกันของตัวดาบและด้ามจับจะโค้งไปทางด้านหลังของดาบเล็กน้อยดูเหมือนเป็นสันหลังมังกร

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องหรี่ตาลงมองคือด้ามดาบของดาบใบกว้างนี้มีรอยประทับอยู่รอยหนึ่ง

            รอยประทับนี้ทำให้ฉินอวี่รู้สึกคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง

            เขาชำเลืองมองไปทางชายหนุ่มอีกครั้งก่อนจะหยิบดาบใบกว้างนี้เข้าใส่ในวงแหวนมิติอย่างรวดเร็วก่อนจะหันหลังหนีไปอย่างว่องไว

            และดูเหมือนชายหนุ่มคนนี้จะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และรีบใช้มือข้างขวาควานหาดาบใบกว้างของตนเองแต่กลับคว้าได้เพียงอากาศ หลังจากทำอยู่สองครั้ง เขาก็หมุนไปรอบด้านแต่ก็คว้าได้เพียงอากาศเช่นเดิม

            “โฮก...” ชายหนุ่มส่งเสียงตะโกนดังราวกับกำลังโกรธจัด จากนั้นจึงกลายเป็นแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งตรงไปในทิศทางการหลบหนีของฉินอวี่ทันที