เส้นทางอสุรา

    บทที่ 43 กลืนกินตัวตน

    บทที่ 43 กลืนกินตัวตน


    “สิ้นตัวเกะกะเสียที จัดการที่เหลือเลย"


    เสียงบุรุษบนรถม้าฝั่งซ้ายกล่าวขึ้นหลังจากลดขลุ่ยลงจากปาก บุรุษที่นั่งอยู่ในรถม้าฝั่งขวาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เป้าหมายคือสังหารซุนหลง พิณโบราณเจ็ดสายในมือจึงถูกดีดอย่างรัวเร็วทันที การดีดพิณครานี้เป็นท่วงทำนองที่เร่งเร้าบีบหัวใจ เสียงดนตรีซึ่งบรรเลงออกมาชวนให้ผู้ที่ได้ยินอดที่จะสยิวกายขึ้นมิได้ แก้วหูรู้สึกแสบและชาด้าน เป็นเสียงแห่งท่วงทำนองที่ไม่ดุดันรุนแรงดั่งเช่นแส้ที่ตวัดฟาด แต่มันเสมือนเป็นหนามแหลมคมนับร้อยนับพันที่มุ่งจู่โจมคนราวกับฝูงแมลงกลุ่มหนึ่ง!


    สมกับเป็นยอดฝีมือที่พอมีชื่อแห่งแคว้นหมื่นขุนเขา ฉายาสรรพเสียงแห่งขุนเขาไม่เกินเลยไปจริงๆ วิชาและพลังจิตวิญญาณที่ส่งออกมาในขั้นการผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายก็ดูพิสดารพลิกแพลงตามท่วงทำนอง นับเป็นพลังการโจมตีที่เหนือชั้นเกินกว่าผู้มีระดับพลังจิตวิญญาณที่ต่ำกว่าเหนือสามัญจะเข้าใจได้


    จึงเป็นหวังเถาที่มิอาจทานรับกับพลังการโจมตีซึ่งราวกับเข็มนับร้อยนับพันนี้ มันเจ็บปวดรวดร้าวดั่งว่าสมองจะระเบิดออกมาก็ปาน พยายามเร่งเร้าพลังจิตวิญญาณของตนสะกัดกั้น แต่พลังจิตวิญญาณของมันต่ำชั้นกว่า มีหรือจะคัดง้างพลังจิตวิญญาณของคนบนรถม้าได้


    หวังเถาสมองถูกพลังรูปเข็มแหลมคมอันเกิดจากเสียงพิณกระหน่ำทิ่มแทงจนแทบจะทานทนมิไหว ด้านซุนหลงทำได้แค่สะท้อนพลังจิตวิญญาณของตนออกมาคุ้มกาย จะช่วยสหายนั้นยากลำบากเพราะตำแหน่งที่พวกมันอยู่นับว่าห่างกันไม่น้อย มันผสานจิตวิญญาณกับกระบี่สีเงินวาวไม่ได้ มันจึงมิอาจส่งพลังจิตวิญญาณโจมตีออกไปในระยะไกล 


    “ขนาดบาดเจ็บถึงเพียงนี้อีกทั้งพลังยังไม่ฟื้นฟูดียังต่อต้านขั้นการผสานจิตวิญญาณกับอาวุคู่กายของข้าได้ สมแล้วที่เป็นผู้มีพลังจิตวิญญาณเหนือสามัญ แต่เจ้าจะต้านทานไปได้ถึงเมื่อไหร่ ในเมื่อเจ้ากับข้าเองล้วนมีพลังจิตวิญญาณระดับเดียวกัน ทว่าเจ้านั้นกลับมิอาจเข้าถึงขั้นการผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายได้"


    บุรุษที่อยู่บนรถม้าคำรามก้องพร้อมกับเร่งเร้าพลังจิตวิญญาณของตนถึงขีดสุด ผสานส่งเสริมกับพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งของพิณโบราณเจ็ดสาย อานุภาพพลังที่ทอดออกก็ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้น พลังรูปเข็มนับร้อยที่บินว่อนก็ดูหนาใหญ่ขึ้น และค่อยๆ เจาะทะลวงเกราะพลังจิตวิญญาณคุ้มกายของซุนหลงได้อย่างช้าๆ ส่วนทางด้านหวังเถากลับถูกเล่นงานอย่างสาหัสขึ้น สมองของมันลั่นอึงอนราวกับมีอัสนีบาตรผ่าฟาดภายใน ต้องลงไปนอนกลิ้งไปมาอย่างเจ็บปวดทรมาน ซุนหลงได้เห็นก็กัดฟันกรอด ขณะที่มันจะตัดสินใจละสมาธิปล่อยผ่านการฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณเพื่อช่วยสหาย เสียงของเฉินซือหยางก็คำรามดังมาแต่ไกล


    “ยังไม่จบ มันยังไม่จบตอนนี้!”


    เสียงคำรามมาพร้อมกับดาบบรรพตคั่นฟ้าที่ฟาดฟันออกมาสุดแรงเกิด ท่อนแขนของชายหนุ่มเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่หดเกร็งเป็นมัดๆ ดูทรงพลังทั้งน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก มันวาดดาบไม้ในแนวขวาง สะท้อนและเบี่ยงวิถีพลังรูปเข็มนับร้อยนับพันได้อย่างหมดจด ช่วยชีวิตหวังเถาได้อย่างฉิวเฉียด เช่นเดียวกับช่วยซุนหลงให้พักฟื้นฟูพลังจนกว่าจะถึงเวลา


    ร่างที่โชกด้วยโลหิตของเฉินซือหยางยืนหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง ดาบพรรพตคั่นฟ้าที่รับพลังจิตวิญญาณจากเพลงพิณเมื่อครู่บัดนี้หนักอึ้งจนจมลงผืนปฐพียากที่จะยกขึ้นมา ชายหนุ่มจึงอยู่ในท่าตัวโก่งเอียงตามแนวดาบที่ฝังลงยังผืนดิน นี่คือขีดจำกัดของการฟาดฟันดาบบรรพตคั่นฟ้าแล้ว มันมิอาจยกดาบไม้เล่มนี้ขึ้นได้อีกในช่วงระยะเวลาสั้นๆ มันในตอนนี้ไม่เหลือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของชีวิตอีกต่อไป แต่มันก็ได้ช่วยยื้อเวลาแก่ซุนหลงขึ้นอีกเฮือกใหญ่


    “บัดซบ เจ้ามันแมวเก้าชีวิตหรืออย่างไร!”


    “หากมีใครรู้ว่าข้าถูกขยะที่ไร้พลังจิตวิญญาณเช่นเจ้าขัดขวาง รู้ถึงไหนก็อายถึงนั่นแน่”


    “เห็นทีพวกเราจะใจดีกับมันไม่ได้อีกแล้ว”


    “คงต้องฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ จึงแน่ใจว่ามันจะไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีก”


    เฉินซือหยางในตอนนี้ให้ถอยหลังหนีคงมิอาจทำได้แล้ว เมื่อครู่หากมันเห็นแก่ตัวซักนิด อาศัยกำลังที่มีเพื่อหนีเอาชีวิตรอดย่อมทำได้ มันคงไม่ต้องมาตกในสภาพเสี่ยงตายเช่นนี้ แต่คำว่ามิตรภาพกลับสำคัญสำหรับมัน คนที่ไม่เคยมีมิตรแท้มาตั้งแต่เกิด การรักษามิตรแท้ที่หายากจึงสำคัญ มันเห็นเถ้าแก่หวังจวนเจียนใกล้ตกตาย มันจึงเลือกที่จะฟันดาบสุดท้ายเพื่อรักษาชีวิตของน้ำมิตรตน ส่งให้มันต้องมาเผชิญสถานการณ์ที่มิอาจถอยเช่นนี้


    พลังจิตสังหารจากตัวตนบนรถม้าครานี้มากกว่าที่มันเคยสัมผัสถึงเท่าตัว นี่แสดงชี้ชัดให้เห็นว่า คนบนรถม้าเหล่านั้นเริ่มที่จะเอาเป็นเอาตายกับตนแล้ว พวกมันต้องการที่จะฉีกร่างของตนให้ตกตายลงตรงนี้อย่างที่ปากว่าจริงๆ 


    เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตมุ่งหมายที่จะเอาชีวิตอย่างแรงกล้า แทนที่จะเกิดความรู้สึกกลัว เฉินซือหยางกลับรู้สึกน่าหัวร่อขึ้นมาแทน อารมณ์ความรู้สึกคล้ายหลุดจากการควบคุม สติของชายหนุ่มเหมือนจะเลือนลางไป นัยน์ตาเริ่มพร่ามัวเห็นแต่สิ่งที่มืดดำปกคลุม อารมณ์ความรู้สึกที่เริ่มแปรเปลี่ยนในครั้งนี้ ส่งให้จินเยว่ที่เฝ้าดูสถานการณ์ตลอดมาต้องพลันขมวดคิ้ว เหตุการณ์ในรังของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลนางยังจำได้ดี นางจึงครุ่นคิดขึ้น

    “อีกแล้วหรือ"


    จังหวะการเต้นของหัวใจที่แปรเปลี่ยน คนหนึ่งคนมีการเต้นของหัวใจหนึ่งจังหวะ แต่บัดนี้จินเยว่สัมผัสได้ถึงเสียงของหัวใจที่รัวเร็วจากชายหนุ่ม ดั่งว่าเป็นเสียงขบวนพยุหยาตราที่เคลื่อนผ่านทะเลจักรวาลอันเวิ้งว้าง เสียงการเต้นของหัวใจเฉินซือหยางมีมากกว่าหนึ่งจังหวะ ราวกับมันมีหลายจิตวิญญาณที่ก่อรวมเป็นหนึ่งเดียวก็มิปาน เป็นหัวใจที่ดำมืดซึ่งกำลังแผ่ลามลุกคืบครอบไปทั่วอณูจิตวิญญาณของชายหนุ่มผู้นี้


    จินเยว่สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยหัวคิ้วที่ขมวดแน่น สิ่งที่ผสานในหัวใจของเฉินซือหยาง นางรู้อยู่แก่ใจว่าคือสิ่งใด เช่นนั้นนางจึงเริ่มมีความรู้สึกว่าจะทำอย่างไรกับบุรุษหนุ่มผู้นี้ดี หากว่ามันหลงลืมความเป็นตัวเองจนตัวตนของเฉินซือหยางที่นางรู้จักได้หายไป


    จินเยว่บังเกิดความลังเล หากนางจะปลุกแลเรียกคืนสติของชายหนุ่มในตอนนี้นางย่อมทำได้ แต่หากจะเรียกสติของมันให้คืนกลับ ตัวของชายหนุ่มอาจไม่รอดจากเงื้อมมือของตัวตนที่อยู่บนรถม้าทั้งสามแน่ มีเพียงสิ่งนี้ที่จะช่วยมันให้มีชีวิตรอด พลังที่ดำมืดนี้จึงอาจจะช่วยให้เปลี่ยนผลลัพธ์ ทว่านั่นก็อาจจะเปลี่ยนแปลงชายหนุ่มที่นางรู้จักไปตลอดกาล


    นี่นับเป็นเหตุการณ์ที่ยากตัดสินใจของนางเป็นที่สุด นางเคยผ่านเหตุการณ์กดดันมาอย่างมากมาย แต่สุดท้ายล้วนหาทางออกได้ดีทั้งสิ้น แต่ครานี้นางยากจะหาทางออกได้อย่างแท้จริง ลำพังอาศัยพลังจิตวิญญาณของนาง คนทั้งแดนดาราแห่งนี้ย่อมไม่คณามือ ติดตรงที่นางถูกขังอยู่ภายในมิติอันเป็นเอกเทศ นอกจากสื่อสาร เตือนสติ และชี้แนะ นางก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้


    ทำได้แค่เพียงเชื่อใจในตัวของชายหนุ่มอีกครั้ง

    “ครั้งนั้นเจ้าเคยบอกว่ารับรู้ถึงการกระทำทุกอย่าง ครั้งนี้ข้าก็หวังให้เจ้ายังมีสติรับรู้ในสิ่งที่ตนกำลังจะทำ อย่าได้ยอมแพ้และลุ่มหลงในพลังอำนาจมืดที่ล่อตาล่อใจนั่นซะล่ะ…ซือหยาง”


    มือของเฉินซือหยางเอื้อมออกไปอย่างช้าๆ แตะลงยังดาบที่อยู่ในกล่องอาวุธด้านหลัง เสมอมาเสียงเรียกที่มันได้ยินมีเพียงเสียงจากดาบจรดใต้หล้าและดาบบรรพตคั่นฟ้าเท่านั้น ทว่าครานี้เสียงที่ได้ยินกลับมีมากขึ้นกว่าเดิม ในคราที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ คราที่นัยน์ตาเริ่มพร่ามัว สติใกล้เลือนลาง มันกลับได้ยินเสียงเพรียกหาจากดาบดำอย่างชัดหู 


    ดาบที่เสมือนหนึ่งสนิมเกาะเกอะกรัง ดาบที่ฝังอยู่ในร่างของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล ดาบที่เสมอมาทื่อด้านราวกับเหล็กเส้นท่อนหนึ่ง บัดนี้มันกลับส่งเสียงอึงอนอย่างตื่นเต้นยินดี ส่งเสียงที่ราวกับกำลังถวิลหาสิ่งที่ขาดหายมานาน ดาบดำในตอนนี้เสมือนหนึ่งกำลังมีชีวิตขึ้นมา!


    เฉินซือหยางอยู่ในท่ายืนก้มหน้า มือเอื้อมไปคว้าดาบดำที่เบื้องหลังอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ดูภายนอกเสมือนคนที่มิอาจที่จะยืนอย่างมั่นคงได้อีกแล้ว แต่มือที่กำชับดาบดำกลับดูแน่นขนัด ยิ่งตอนที่มันวาดดาบอย่างเชื่องช้ามาชี้ออกที่เบื้องหน้ายิ่งดูหนักแน่นแฝงความกล้าแกร่งราวกับภูษาเหล็กลูกหนึ่ง คล้ายดั่งว่าการจับดาบดำครั้งนี้ของมันจะไม่มีวันย่อยยับแตกพ่ายดั่งเช่นก่อนหน้าอย่างแน่นอน


    ดาบสีดำสนิทยังคงสั่นสะท้านในมือของชายหนุ่ม ผู้อื่นมองจากที่ไกลๆ ล้วนคิดว่าเกิดจากการสั่นกลัวของผู้ถือดาบ สามตัวตนที่อยู่บนรถม้าล้วนคิดเช่นนั้น แต่แท้จริงเป็นดาบที่กำลังตื่นเต้นถึงขีดสุดต่างหาก เช่นเดียวกับผู้ถือดาบที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มปรากฏรอยยิ้มอันเย็นเยียบออกมา


    ชั่วลมหายใจเข้าออก ขาซ้ายของเฉินซือหยางก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าครึ่งก้าว แขนง้างดาบดำค้างกลางอากาศเสมอไหล่ มันอยู่ในท่าเตรียมฟันดาบ เช่นเดียวกับนัยน์ตาที่เริ่มดำมืดเตรียมกลืนกินสติสัมปชัญญะของเฉินซือหยางไปเรื่อยๆ ครานี้ไม่เหมือนกับตอนที่เผชิญหน้ากับอสรพิษม่วงเกล็ดนิล ตอนนั้นชายหนุ่มยังพอมีสติรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทว่าบัดนี้เมื่อนัยน์ตาดำเริ่มปกคลุมแทนที่นัยน์ตาขาวอย่างลึกล้ำ การรับรู้ถึงการดำรงอยู่ในตัวตนและการกระทำของมันก็ค่อยๆ หมดไป


    เฉินซือหยางในตอนนี้รู้สึกราวกับว่ามิอาจควบคุมร่างกายของตนได้อีกต่อไปแล้ว


    จินเยว่จับตาในสิ่งที่กำลังเกิดอย่างตรึงเครียด ส่วนเฉินซือหยางเองก็กำลังหลงลืมตัวตนในทุกขณะ เสียงเรียกขานจากจินเยว่เริ่มส่งไปไม่ถึงมัน ตัวตนของสามบุคคลที่อยู่ในรถม้าก็ดูจะไม่อยู่ในสายตาของมัน ขอเพียงหนึ่งการปลดปล่อยดาบที่ง้างอยู่ มันก็รู้ตนว่าจะมิอาจกลับกลายเป็นเช่นเดิมได้อีกต่อไป


    มันจะไม่เหมือนเดิม!


    “ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว…" 


    เพลงดาบอาบอสุรา กระบวนท่าที่หนึ่ง


    "ตัดทิ…"


    เสียงพึมพำอย่างเย็นชาดังจากปากของเฉินซือหยาง ประกายตาดำมืดของชายหนุ่มทอแววดุดันเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แรงกล้าเหนือสิ่งใด จินเยว่เริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปยากควบคุม นางจึงไม่ลังเลใจใดอีกรีบถ่ายทอดกระแสเสียงในห้วงมโนจิตของชายหนุ่มทันใด


    “ซือหยาง!"


    ดาบดำที่กำลังจะฟันออกจู่ๆ พลันชะงักงัน ประกายสุกใสผุดแซมขึ้นในแววตาดำ เฉินซือหยางเสมือนคนที่กำลังงัวเงียจากการหลับไหล ได้ยินเสียงปลุกจากจินเยว่มันจึงมิได้หลับไป มันเริ่มที่จะรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง


    พอเฉินซือหยางเริ่มคืนสติอย่างช้าๆ พลังสีดำก็ค่อยๆ ลดทอน ดาบดำที่สะท้านอึงอนพร้อมเสียงเพรียกหาก็เริ่มสงบลง พลังจิตสังหารที่สูงล้ำอย่างน่าใจหายก็เจือจาง ร่างกายเริ่มกลับมาหนักอึ้ง ดาบดำที่ง้างอยู่ปานว่ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ดาบดำที่ถืออยู่จึงตกลง และเป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงพิณและเสียงขลุ่ยที่บรรเลงออกมาอย่างพร้อมเพรียง!


    นัยน์ตาที่ดำมืดมองพลังแห่งเสียงพิณและเสียงขลุ่ยด้วยความคับข้องใจ อีกเพียงนิดเดียวแท้ๆ แค่มันฟาดฟันดาบเดียวเมื่อครู่ได้ รถม้าทั้งสามคันคงราพณาสูร แต่เมื่อมันมิอาจกระทำสำเร็จ กลับกลายเป็นมันที่จะหายไปแทน


    ขณะที่กำลังครุ่นคิดพร้อมกับพลังจิตวิญญาณของศัตรูที่หนุนเสริมทรงพลังแผ่พุ่งมา ในขณะที่ชายหนุ่มได้ตระหนักถึงจุดจบที่กำลังย่างกรายนี้ หยาดน้ำเม็ดหนึ่งก็พลันร่วงตกลงบนใบหน้า จากนั้นไม่นานหยาดน้ำอีกหลายเม็ดก็ได้กระหน่ำเทลงมามิขาดสาย


    คืนเดือนมืดที่แสนยาวนาน วสันตฤดูที่ห่างหาย ในค่ำคืนที่ไร้แสงนี้ วสันต์แรกแห่งปีได้มาเยือนเมืองจรดเมฆา!





    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสุรา ที่คุณอ่าน