“อู่ อวี้!” เสิ่น อู๋เต้า รีบเรียกเขาด้วยความร้อนรน
เมื่อถึงรุ่งอรุณ อู่ อวี้ กำลังเตรียมตัวจะออกจากบ้าน เพื่อไปฝึกปรือวิชาเพลิงสีทองผลาญกระดูกต่อให้จบ
“มีอะไรหรือท่านลุง?”
“ข้าได้ยินมาว่า เมื่อคืนนี้จ้าวชวนกับลูกน้องของมันถูกสังหาร บนเทือกเขาหยานหลี่! เวลานี้บนเทือกเขาเต็มไปด้วยความโกลาหล! ข้าได้ยินข่าวแว่วหูมาว่าอาจเป็ฝีมือของอสูรบางตัว หรือไม่ก็อาจจะเป็ฝีมือของปีศาจที่อยู่โลกภายนอกแอบเข้ามาในเทือกเขาคราม เพื่อเข้ามาแก้แค้นชาว์! เหล่าผู้รับใช้ต่างหวาดกลัวไอ้ปีศาจชั่วนั่น!”
“โอ้ววว เป็เช่นนี้นี่เอง”
‘เฮ้อ ... โลกนี้กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายแล้ว’ เสิ่น อู๋เต้า จ้องมองมาทาง อู่ อวี้ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สองสามวันมานี้ด้านนอกคงโกลาหลยิ่งนัก ข้าว่าเ้าอย่าไปเที่ยวเล่นไกลนักเลย เวลาพักผ่อนของเ้าเหลือไม่มากแล้ว อีกไม่นานาแของเ้าก็คงหายสนิท ฉะนั้นเ้าควรกลับไปที่ห้องตัวเอง แล้วใช้เวลาที่เหลือพักผ่อนให้เต็มที่จะดีกว่า
ท่านลุงเสิ่นมีเมตตากับข้ายิ่งนัก หากไม่ได้ท่านช่วยเอาไว้ ป่านนี้ข้าคงไม่อาจกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งเป็แน่
“แต่ข้ายังอยากเดินยืดเส้นยืดสายอยู่ ท่านไม่ต้องกังวลไปนะท่านลุง ข้าจะไม่ไปไหนไกล จะอยู่แค่บริเวณหลังเขาเท่านั้น” อู่ อวี้ ยืนยันหนักแน่น อันที่จริงแล้วหลายต่อหลายครั้งเขาอยากจะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ให้ชายชราฟังทั้งหมด เขาอยากเล่าความจริงถึงเหตุการณ์ที่ตัวเขาประสบมาเมื่อคืนนี้ แต่หลังจากคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาจึงตัดสินใจไม่บอกเื่ราวต่าง ๆ ให้ลุงเสิ่นฟัง เหตุผลก็เพราะว่าเขาอยากให้ท่านรู้สึกประหลาดใจในวันที่เขาเข้าสอบคัดเลือก มันคงจะเป็ความภาคภูมิใจอย่างที่สุด ที่จะมีสายตานับพันเป็สักขีพยาน
ไม่นานนักเขาก็เดินทางมาถึง บริเวณด้านหลังของเทือกเขา อู่ อวี้ เดินลัดเลาะผ่านหลังคาของต้นไม้ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมา ผ่านผืนป่าอันเขียวขจี และ แสงแดดอันอบอุ่นของดวงตะวัน ซึ่งอาจจะพบเห็นได้ในทิศบูรพา
ต่อให้ยามนี้มีผู้ใดกำลังบินอยู่บนท้องนภา แล้วคนผู้นั้นมองลงมายังพื้นดิน ก็จะเห็นเพียงแค่เมฆหมอกสีขาว ที่แผ่ปกคลุมกินรัศมีไปทั่วพื้นที่ของเทือกเขาคราม ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเรียกได้ว่าเป็เทือกเขาอันไร้ขอบเขตสิ้นสุด
หมอก์กำลังลอยล่องอยู่บนท้องนภา สายรุ้งเจ็ดสีทอประกายแสงสดใส ยามเมื่อมันต้องแสงตะวัน
เวลานี้กระเรียน์กำลังร่ายรำอยู่บนท้องนภา อีกทั้งยังมีสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดนับไม่ถ้วน กำลังเดินตรวจตราทั่วทั้งผืนป่า
กระบี่มากมายพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมา ยามเมื่อใบมีดกระทบกับแสงแดด ก็เกิดแสงสะท้อนประกายวิบวับขึ้น หลังจากนั้นทุกอย่างที่อยู่ในมือของชาว์ก็เปลี่ยนไป บ้างกลายเป็ดอกไม้ บ้างกลายเป็สัตว์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันไปนับพันตัว
ณ เวลานี้ อู่ อวี้ กำลังอยู่ในสถานที่ที่แสงตะวันสาดส่องเข้ามาไม่ถึง เขากำลังนั่งบ่มเพาะพลังด้วยแผ่นหลังอันเปลือยเปล่า หากมองลึกลงไปใต้เนื้อหนังของเขาแล้ว จะเห็นว่ากระดูกของเขากลายเป็สีทอง ผมยาวสยายของเขาถูกมัดรวบตึงเป็ทรงหางม้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลาของเขาเวลานี้มันได้มีแสงสีทองส่องประกายระยิบระยับออกมา
หลังจากเข้าฝึกฝนจนสำเร็จในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 1 แล้ว เืเนื้อิัของเขาก็ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ผิวพรรณของเขานั่นขาวเรียบเนียน อีกทั้งยังมีแสงสีทองเปล่งออกมา มันกำลังไหลเวียนอยู่ทั่วร่างของเขา ราวกับว่าบรรยากาศโดยรอบนั้นต้องมนต์สะกด เมื่อมันได้เห็นรูปโฉมอันงดงามของบุรุษหนุ่มผู้นี้
ดวงตาดูซุกซนเป็ธรรมชาติ ยิ่งทำให้ชวนมองมากยิ่งขึ้นซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็ผลพวงมาจากการที่เขาฝึกปรือจน เข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 1
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญลักษณ์ “卍” สวัสติกะ บนแผ่นหลังของเขานั้นโดดเด่นเป็ประกายอย่างยิ่งยวด พอเมื่อมันผสานเข้ากับแสงแดดจนสะท้อนออกมานั้น มันก็ราวกับเป็แสงรัศมีสีทองอร่ามของดวงอาทิตย์ที่แผ่ไพศาลออกมาจากร่างกายของเขาก็ไม่ปาน
“วัชระหลอมรวมกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นวัชระ เพลิงสีทองผลาญกระดูก ...
ณ เวลานี้ อู่ อวี้ ถือได้ว่าอยู่ใน่แรกของ กายาเพชระแล้ว!
ซึ่งหลังจากที่เขาได้ฝึกฝนสำเร็จแล้ว มันก็ได้ทำให้พลังในการต่อสู้ของเขาทวีคูณมากยิ่งขึ้น!
“แม้เวลานี้ข้าจะอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 3 และ สละร่างขั้นที่ 3 แต่ข้าก็มีพลังวัตรแข็งแกร่งเท่าอาชาศึก 50 ตัว ซึ่งเทียบเท่ากับระดับชั้นฟ้าขั้น 5 แล้ว แถมพลังการต่อสู้ในปัจจุบันของข้า เทียบเท่ากับพลังในอดีตก่อนที่ข้าจะกลืนกินผงพรากิญญาเข้าไปเสียอีก! ไม่สิข้าคิดว่ามันแข็งแกร่งกว่าตอนนั้นเสียด้วยซ้ำ!”
แม้ อู่ อวี้ จะอยู่ภายใต้แสงแดดก็ตาม แต่เขาก็อดไม่ได้ที่ยิ้มแฉ่งขึ้นมาราวกับคนบ้า
เพียงผ่านไปแค่ 10 วันเท่านั้น แต่ตัวเขากลับสามารถเข้าถึงระดับนี้แล้ว!
แม้ว่าประสบการณ์เมื่อครั้งอดีต จะเป็ปัจจัยสำคัญในการฝึกปรือ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า กายาเพชระ นั้นมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการส่งเสริมด้านพลัง อู่ อวี้ รู้สึกว่าตนเองนั้นโชคดีอย่างเหลือล้น ที่จับพลัดจับผลูได้มามรดกอันน่าเหลือเชื่อนี้
“หากเื่มรดกชิ้นนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคาดว่าความโลภคงจะครอบงำอาณาจักรเทพ์จนเกิดความปั่นป่วน เช่นนั้นแล้วข้าคงต้องระวังตัวมากกว่านี้ คงต้องแสร้งทำว่าตัวเองมีพลังอยู่ในระดับต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็จุดสนใจ เราต้องอดทนรอจนกว่าจะถึงวันสอบคัดเลือก”
‘ข้าไม่รู้ว่าหากฝึกฝนถึงระดับลึกซึ้งมากไปกว่านี้ ข้าจะสามารถประมือกับผู้มีพลังระดับแก่น์ได้หรือไม่ ...’
เจตนารมณ์ของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ จากเดิมเขาปรารถนาให้อาณาจักรของเขามั่นคงสงบสุข เขาจึงก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกยุทธ ซึ่งแตกต่างจากศึกาบนนิกายกระบี่์อย่างสิ้นเชิง อยู่ที่นี่เขาต้องไร้ความปรานี และ โเี้เพื่อจะมีชีวิตรอด
เวลา 10 วันที่เหลือ เขาวางแผนฝึกปรือเพื่อเข้าถึงในขั้นต่อไป ซึ่งพลังของเขาในตอนนี้ยังไงก็คงไม่เพียงพอต่อการเข้าร่วมทดสอบเพื่อกลายเป็ศิษย์ของนิกายกระบี่์เป็แน่แท้
“แม้ว่าตัวข้าจะมีมรดก แต่การเข้าสู่นิกายกระบี่์ก็เป็เื่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะทำให้ข้ามีทรัพยากรมากเพียงพอในการฝึกตน และทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมผลักดันพลังยุทธ์ให้ก้าวล้ำหน้าต่อไป” แม้ว่า อู่ อวี้ จะเป็รัชทายาทแห่งอาณาจักรบูรพา เย่ว อู่ แต่เขาก็ตระหนักถึงกฎข้อนี้เป็อย่างดี
ขั้น 4 ของกายาเพชระ คือผู้ฝึกตนจะต้องบ่มเพาะพลังไปให้ถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 4 และ สละร่างขั้น 4 ในขั้นตอนนี้มีชื่อเรียกว่า “ภายในแข็งแกร่ง”
ภายในแข็งแกร่ง หมายถึง การเสริมสร้างอวัยวะภายในร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น อวัยวะภายในนั้นเปรียบเสมือนรากฐานของลมปราณ ส่วนโลหิตเปรียบเสมือนดั่งเสาหลักคอยค้ำชูร่างกาย ซึ่งเป็ส่วนสำคัญต่อร่างกายมาก ฉะนั้นหลังจากผู้ฝึกตนบ่มเพาะพลังของตนเอง จนถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 4 ลมปราณ และ โลหิตที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายจะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ผู้ที่สามารถมาถึงในระดับ และ ขั้นตอนนี้ได้ หากเป็ภายในอาณาจักรมนุษย์ คนผู้นั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็ยอดฝีมืออันดับ 1 เลยก็ว่าได้ ระดับพลังของขั้น “ภายในแข็งแกร่ง” เรียกได้ว่าแตกต่างกว่าขั้นที่ 3 และ 4 อย่างเห็นได้ชัด
ขั้นที่ 4 นี้มีชื่อว่า : อวัยวะเบญจเทพทั้งห้า
“คือการปลูกฝังแก่นเทพทองคำ เข้าไปในอวัยวะทั้งห้า ได้แก่ แก่นเทพทองแดง แก่นเทพทองม่วง แก่นเทพทองเหลือง แก่นเทพทองขาว แก่นเทพทองดำ ไล่ไปตามลำดับ”
‘ทั้งหมดมีห้าขั้นตอน!’
1 ชื่อเรียกแทนการปลูกฝังเสร็จสิ้นใน 1 ขั้นตอนของ อวัยวะเบญจเทพทั้งห้า อวัยวะทั้ง 5 ที่ถูกปลูกฝังแก่นเทพลงไปแต่ละชิ้น จะเสมือนกับแหล่งสะสมพลังลมปราณ และ โลหิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ร่างกายจะเสมือนดั่งศูนย์กลางจักรวาล อวัยวะภายในแข็งแกร่งราวกับสัตว์ป่า เมื่อฝึกปรือไปถึงจุดหนึ่งมันจะแข็งแกร่งยิ่งกว่ากระดูก
ในบันทึกแนะนำไว้ว่า ผู้ฝึกตนต้องเริ่มต้นจากการกำหนดลมหายใจ โดยผู้ฝึกจะต้องสูดดมอากาศเข้าไป แล้วกักเก็บมันเอาไว้ภายใน อู่ อวี้ ปฏิบัติตามคำแนะนำ แต่เขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เมื่ออากาศที่เขาสูดดมเข้าไปนั้นแตกต่างจากเดิม จากอากาศที่เคยบางเบา กลับกลายเป็เฉียบคมดั่งคมมีดอันลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ ทันใดนั้นคมมีดอากาศก็เริ่มบดขยี้อวัยวะทั้งหมดภายในร่างเขา ความเ็ปที่เขาได้รับเรียกได้ว่าสุดจะทานทน อั่ก ๆ อ้ากกกกก!!!!
“ข้าต้องอดทน เพราะนี่เป็โอกาสเดียวที่จะทำให้ข้าเข้าสู่นิกายกระบี่์!”
ขั้นตอนการปลูกฝังเรียกได้ว่ายากเย็นแสนสาหัส ความเ็ปทุกข์ทรมานที่เขาได้รับ ทำให้ความคิดอยากจะยอมแพ้ผุดขึ้นมา แต่เพราะความปรารถนาอันแรงกล้าว่าจะต้องเข้านิกายกระบี่์ให้จงได้นั้นไม่เคยเสื่อมคลาย ทำให้ถึงแม้หัวใจของเขาจะถูกบดขยี้จนแหลกเป็ชิ้น ๆ นับหมื่นครั้ง เขาก็จะกัดฟันสู้แล้วอดทนต่อไป
ความอดทนของ อู่ อวี้ เรียกได้ว่าอยู่ในขั้นที่น่ากลัว
อย่างไรก็ตามผู้ฝึกเคล็ดวิชากายาเพขระได้นั้นจะต้องควบคุมจิตใจให้สงบนิ่ง เพื่อบรรเทาความเ็ปที่ได้รับ จึงจะประสบความสำเร็จในการฝึกนั้น
แม้ว่าขั้นตอน ‘ตัดทองคำ’ ที่อยู่ภายในร่างกายจะใช้เวลาสั้น ๆ เพียงแค่ 10 วันเท่านั้น แต่ทว่าอวัยวะภายในทุกส่วนกลับถูกฉีกกระชากนับล้าน ๆ ครั้ง ในแต่ละครั้งที่อวัยวะถูกเฉือนตัด การงอกขึ้นมาใหม่ก็จะยิ่งยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้สภาพอวัยวะภายในปัจจุบันกลายเป็ทองคำ สุกเปล่งปลั่งไปด้วยแสงสีทอง เวลานี้อวัยวะภายในของเขา แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าวาฬั์! แข็งแกร่งจนถึงขนาดที่ว่า เพียงแค่เขาพ่นลมหายใจออกมา ก็สามารถบดขยี้ต้นไม้จนแหลกเป็เสี่ยง ๆ!
เมื่อใดก็ตามที่ขั้นตอนตัดทองคำประสบความสำเร็จ เมื่อนั้นถึงเรียกได้ว่าแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกของ อู่ อวี้ เสมือนดั่งพยัคฆ์คำราม เสียงคำรามนั้นดังกึกก้องราวสายฟ้าฟาด ผู้ได้ยินเชื่อว่าเสียงนี้เกิดมาจากอสูรั์โบราณ มิใช่มนุษย์ร่างกายเล็กกระจ้อยร่อยเยี่ยงนี้ แม้แต่สัญลักษณ์สวัสติกะ “卍” ที่อยู่กลางแผ่นหลังของเขา ก็ยิ่งสว่างเจิดจ้ามากขึ้นได้เรื่อย ๆ …
ตู้มมมม!
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ได้พ่นลมหายใจออกมา ซึ่งเพียงแค่พ่นลมหายใจออกมาก็ได้ทำให้ผืนป่าต้นไม้และูเาถึงกับสั่นะเื
“อวัยวะเบญจเทพทั้งห้า บรรลุอย่างสมบูรณ์! ในที่สุดข้าก็เข้าถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 4 และ สละร่างขั้น 4 แล้ว!”
หลังจากบรรลุในการฝึก เขากลับไม่ััถึงพลังอันแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย แต่เขากลับรู้สึกหิวกระหายอย่างสุดขีด
“ข้าต้องกิน!”
อู่ อวี้ วิ่งพล่านอยู่ในป่าราวกับคนคลุ้มคลั่ง เขาฆ่าหมูป่าน้ำหนักกว่า 2,000 จิน ลงได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็เอามันมาย่างไฟ เขากินมันนานกว่าครึ่งวัน หากมีผู้ใดพบเห็นก็คงประหลาดใจไม่น้อย หลังจากกินมื้ออาหารเสร็จสิ้น เขาได้เหลือบมองไปยังเศษกระดูกกองโตของหมูป่า เขาครุ่นคิดว่าเพราะเหตุใดความหิวกระหายในอาหารของเขา จึงเพิ่มมากขึ้นเพียงนี้?
“ผู้ฝึกตน้าทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างพลังของตนเองในทุก ๆ วัน เวลานี้เขาไม่มีทรัพยากรสำหรับผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง เขามีเพียงทรัพยากรของมนุษย์ที่พอใช้ประทังไปได้เท่านั้น มีข่าวลือหนาหูถึงเื่สมุนไพร์ และ โอสถ์บางชนิด หากผู้ฝึกตนได้ลิ้มรสเพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถอยู่ได้ถึงครึ่งเดือน โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ
ในที่สุดข้าก็ประสบความสำเร็จแล้ว!
ความอัปยศอดสูที่เขาต้องแบกรับ ในที่สุดมันก็ถูกยกออกไปจากอกในวันนี้ หลังจากหัวใจ และ ร่างกายของเขาแข็งแกร่ง มันก็ทำให้เขายิ้มได้บ่อยขึ้น เขาดื่มด่ำไปกับสายลมของ่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งกำลังพัดผ่านใบหน้าของเขา
มันเป็ความประทับใจอันยากจะลืมเลือน หากเปรียบเทียบกับบรรดาผู้รับใช้สาวก หากเขาไม่สวมเครื่องแต่งกายของผู้รับใช้ คงจะมีผู้เข้าใจผิดว่าเขานั้นเป็ศิษย์นอกเป็แน่
“วิเศษนัก ไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่าพลังวัตรของข้าจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าอาชาศึก 130 ตัว แม้แต่ผู้กล้าแกร่งในเพลงยุทธระดับชั้นฟ้าขั้น 6 ก็ยังมิอาจเทียบพลังกับข้าผู้อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 4 ได้ ทั้งพละกำลัง และ ความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายมันทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนเวลานี้เพียงคมมีดธรรมดาคงไม่อาจตัดผ่านิัของข้าได้” อู่ อวี้ ยิ้มอย่างมีความสุขอย่างที่สุด
ขณะนี้เขามั่นใจเต็มสิบส่วนแล้ว ว่าสามารถผ่านการทดสอบได้แน่ เขาจึงอยากจะพักผ่อนหย่อนใจ ด้วยการเดินเล่นชมธรรมชาติ
เหลือเวลาอีก 3 วัน ก็จะถึงกำหนดสอบ อู่ อวี้ ไม่อยากใช้เวลาที่เหลือหมดไปกับการฝึกปรืออีก หลายวันมานี้ท่านลุงเสิ่นจะห่วงกังวลทุกครั้ง เมื่อเขาหายออกจากบ้านแทบทั้งเดือน ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้ท่านลุงต้องเป็กังวลมากไปกว่านี้ เพราะบัดนี้ตัวเขาได้ฝึกปรือจนบรรลุสู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 4 เสร็จสิ้นแล้ว
อู่ อวี้ เดินกลับไปยังสถานที่ที่เขาสังหารจ้าวชวน เพื่อขุดกระบี่นำกลับบ้าน เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ที่จะมาถึงในอีก 3 วันข้างหน้า
ทุกอย่างพร้อมแล้ว
“ในที่สุดเ้าก็ยอมปล่อยวางมันไปได้! ถ้าเช่นนั้นในวันพรุ่งนี้เ้าจงตามข้าไปที่สวนสัตว์์ ช่วยสะสางงานที่จำเป็ต้องทำ”
เนื่องจาก เสิ่น อู๋เต้า มีอายุมากแล้วจึงทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นของชายชราไม่ค่อยแจ่มชัดนัก ชายชราจึงไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลของ อู่ อวี้ ดั่งเช่นเวลาตอนนี้ อู่ อวี้ กำลังย่างก้าวราวกับพยัคฆ์ร้าย
“การทำงานจะต้องคอยระวังตัวเองให้ดี เป็เพราะ จ้าวชวน ประมาทเกินไป จึงได้จบชีวิตลงเช่นนี้” เสิ่น อู๋เต้า ดูเสียใจกับการตายของจ้าวชวน ทั้ง ๆ ที่เขาได้กระทำทำสิ่งเลวร้ายต่อ อู่ อวี้ เอาไว้จนยากที่จะอภัย
“การสอบคัดเลือกจะเริ่มขึ้นอีกใน 3 วันข้างหน้าเ้าอยากไปดูหรือไม่?” อู่ อวี้ ถามขึ้นในระหว่างกินมื้อเย็น
“แน่นอน!” เพราะมันเป็วันสำคัญที่สุดของ เสิ่น อู๋เต้า เขาจะไปชมทุกครั้งไม่เคยพลาด เนื่องจากมันเป็ความใฝ่ฝันเมื่อครั้งอดีตของชายชรา แม้ว่าเขาจะไม่มีวาสนาได้เข้าไปในนิกายกระบี่์ก็ตาม เพียงเขาได้มองเห็นเด็กหนุ่มผู้มีพร์ผ่านการทดสอบ เขาก็รู้สึกปีติยิ่งแล้ว
“ตกลงท่านลุง” อู่ อวี้ ยังแอบกังวลว่า ท่านลุงจะไม่ยอมไป
สิ่งที่ อู่ อวี้ ยังไม่ล่วงรู้ก็คือ ซู หยานหลี่ นางได้เดินทางมาถึงเทือกเขาครามเป็ที่เรียบร้อยแล้ว!
เทือกเขาหลักนั้นมีนามว่า “เทือกเขาคราม” !
คงต้องขยายความว่า ชื่อที่เรียกขานกันอยู่นี้ไม่ใช่ชื่อเดิมของมัน หลังจากนิกายกระบี่์ได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้ พวกเขาจึงตั้งชื่อของมันขึ้นมาใหม่ว่า “เทือกเขาคราม” เหตุที่เ้านิกายตั้งชื่อนี้ให้แก่มันก็เพราะว่า เทือกเขาลูกนี้มียอดแหลมสูงเทียมฟ้า ราวกับว่ามันแทงทะลุไปสู่์
้าของเทือกเขาตรงส่วนใจกลางของมัน มีสายรุ้งหมุนวนท่ามกลางเมฆหมอกที่ล่องลอยบนท้องนภา เค้าโครงร่างของพระราชวัง์อันยิ่งใหญ่มหาศาลถูกตั้งอยู่ที่นั่น สถานที่แห่งนั้นก็คือ “วังเทพ์” มันเป็ที่พำนักของเ้านิกาย และ ยังเป็ที่บ่มเพาะพลังของเขาอีกด้วย
อันตรายมากมายรายล้อมวัง สัตว์ั์มากมายกำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่บนท้องนภา พร้อมกับคมมีดแวววับดูอำมหิต ทั้งสายอสนีบาตอันโกรธเกรี้ยว ฟาดผ่านสายฟ้าอันคดเคี้ยวราวกับอสรพิษก็ไม่ปาน หากมีผู้ใดรุกรานวังนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเ้านิกายคงไม่ได้ตายดีเป็แน่ แม้แต่ผู้พิทักษ์าุโก็ไม่สามารถย่างกรายเข้ามาโดยพลการได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากท่านเ้านิกาย
ณ เวลานี้ ซู หยานหลี่ นางได้อยู่หน้าทางเข้า “วังเทพ์” แล้ว
“ท่านอาจารย์ศิษย์หยานหลี่ขอเข้าพบ!” เสียงคมชัดของ ซู หยานหลี่ ดังขึ้น
ชุดคลุมพลิ้วไสวที่นางสวมใส่อยู่นั้น ราวกับหมอก์อันไร้ตัวตน ยิ่งทำให้นางเสมือนดั่งเทพธิดาจุติลงมาจากสรวง์
ทันทีที่เอ่ยปาก อสนีบาตคดเคี้ยวราวอสรพิษก็หยุดชะงักอย่างฉับพลัน เมฆหมอกค่อย ๆ จางลงเผยให้เห็นเส้นทางมุ่งไปสู่พระราชวัง
เพียงชั่วพริบตานางก็มาถึงพระราชวัง
ณ ห้องโถง
บนกำแพงรอบตัวของนางถูกประดับประดาด้วยกระบี่ 81 เล่มพร้อมกับอักขระเรืองแสงบนกระบี่ทั้งหมด
พวกมันล้วนแต่เป็ศาสตราวุธของผู้ฝึกตนทั้งสิ้น
กึ่กกึก กึ่กกึก กึ่กกึก!!!
กระบี่์กำลังดิ้นรนราวกับสัตว์ป่าที่โดนกับดักของพราน มันพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้น จากกำแพงพลังแห่งนี้ให้จงได้ แต่ก็ไร้ประโยชน์
“ศิษย์ได้สะกดรอยตาม อู่ อวี้ เป็เวลากว่าครึ่งเดือนแล้ว นับั้แ่เขาสังหารจ้าวชวน นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ศิษย์ได้มา”
ซู หยานหลี่ ก้มหัวคารวะ
เ้านิกายเฟิงซัวหยา กำลังยืนตกในห้วงภวังค์อยู่บนแท่น เขาหวนนึกถึงครั้งแรกที่ตัวเขาได้พบกับ อู่ อวี้
“อาจารย์จะให้ข้าจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร ข้าควรแย่งชิงมรดกจากเขามาหรือไม่? ดั่งคำโบราณกล่าวไว้ว่า ‘ผู้นั้นย่อมไม่ผิด หากซ่อนหยกของตนเอาไว้ได้’ ดั่งคำสอนที่ท่านอาจารย์บอกไว้ว่า ผู้ฝึกตนก็คือเต๋าแห่งการปล้นชิง”
เฟิงซัวหยาหันกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซูหยานหลี่ตื่นกลัวเมื่อเห็นดังนั้น นางรีบถอยหลังห่างออกมาสามก้าวทันที
“หยานหลี่ เต๋าของข้า เฟิง ซัวหยา เป็เต๋าอันดับหนึ่งแห่งเทือกเขาคราม ส่วนตัวเ้าเองก็มีมรดกอันถือว่าสุดยอดยิ่งแล้ว เหตุใดเล่าเ้าถึงได้โลภมาก คิดแย่งชิงมรดก ได้แม้กระทั่งผู้รับใช้ของตน? ในฐานะผู้ฝึกวิถีแห่งเต๋า และ ฐานะอาจารย์ของเ้า ข้าขอรับประกันว่า สักวันเ้าจะก้าวเข้าสู่สร้างแกนนภา และ ต้องเหนือกว่าข้า!”
ซู หยานหลี่ เข้าใจในที่สุด
นางก้มหัวคารวะด้วยดวงตาเปล่งประกาย เห็นได้อย่างชัดเจนว่านางกำลังขึ้นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง จนกระทั่งเ้านิกายะโเรียกนางถึงหลุดออกจากภวังค์
“จากนี้ไปศิษย์หยานหลี่จะมุ่งมั่นฝึกปรือ จนบรรลุวิถีเต๋าแห่งกระบี่์ ท่านอาจารย์”
“เยี่ยม! ศิษย์ของข้าย่อมเหมือนข้า ต้องทะเยอทะยานมุ่งมั่น และ เป็ผู้เฝ้ามองลงไปทั่วใต้หล้า! วิถีแห่งผู้ฝึกตนนั้นเป็เส้นทางแสนเหี้ยมโหดอำมหิต แต่เ้าก็มิอาจละทิ้งจิตสำนึกของเ้า! หากเ้าทำเช่นนั้นความรู้สึกผิดบาปจะตามกัดกินหัวใจเ้า และ เส้นทางแห่งผู้ฝึกตนของเ้าจะไม่ราบรื่นอีกต่อไป!”
“สำหรับนิกายกระบี่์ของข้า หากเขามีวาสนาได้รับมรดกจากผู้าุโก็จงปล่อยไป หากเขาสามารถเก็บรักษามันไว้ได้ แล้วกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ล้ำเลิศ นั่นก็ถือว่าเป็โชคชะตาของเขาผู้นั้น แต่หากเขาไม่สามารถเก็บรักษามันไว้ได้ จนทำให้ตนเองต้องถึงแก่ความตาย นั่นก็สมควรยิ่งแล้ว เ้าเป็ศิษย์ของข้า เ้าควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนคิดแย่งชิงมรดกของผู้ใด และ หากเ้า้าจะแย่งชิงมรดกของผู้ใดผู้หนึ่ง เ้าจะต้องแย่งชิงมันจากผู้แข็งแกร่งเท่านั้น นั่นถึงจะเรียกว่าวิถีแห่งเต๋า!
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
“เอาล่ะ เ้าออกไปได้”
หลังจากนั้นเ้านิกายสะบัดมือ กระบี่ที่อยู่โดยรอบก็สั่นะเืยังรุนแรง ทันทีที่มันได้ัักับพลัง์
เป็เวลาเดียวกันที่ อู่ อวี้ และ เสิ่น อู๋เต้า เดินทางมาถึงสวน์ เนื่องจากครบกำหนดที่ ซู หยานหลี่ ให้เขาได้พักรักษาตัวเป็เวลา 1 เดือน ดังนั้นตามกฎแล้วพวกเขาจึงต้องกลับมาทำงานในวันนี้
ในวันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตลอดทั้งวันพวกเขาทั้งสองเพลิดเพลินไปกับการพูดคุยกัน
ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องของกระเรียน์ แกว๊ก แกว๊ก 〜 〜 ซึ่งเป็สัญลักษณ์บ่งบอกว่ามีแขกมาเยือนหุบเขาแห่งนี้ ผู้รับใช้รีบวิ่งเข้าไปรับหน้า ส่วนอู่อวี้ยังคงชะเง้อคอมองเพื่อดูว่าผู้ใดมา หลังจากเห็นว่าเป็ผู้ใดทุกคนก็รีบหดหัวกลับทันที ผู้มาเยือนผู้นั้นก็คือ ซือตู๋ จิน กับ เหล่าสหายเซียนทั้งหลาย
“อู่ อวี้ เ้ารีบไปซ่อนตัวเร็ว!” เสิ่น อู๋เต้ากล่าวอย่างร้อนรน นั่นก็เพราะซือตู๋ จิน คิดว่าอู่อวี้นั้นได้ตายไปแล้ว! หาก ซือตู๋ จิน พบเห็นอู่อวี้เข้าคงมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นเป็แน่
แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะอู่อวี้นั้นดูโดดเด่นเกินไป ซือตู๋ จินจึงสังเกตเห็นเขา
----------------------------------------------------------------------------------------