เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 139 ทาสผู้ฝึกยุทธ์

            เมื่อก้าวเข้าไปในกรงผู้รอดชีวิตคือผู้ชนะ แต่ผู้แพ้จะต้องตาย

            ที่แห่งนี้ช่างเป็นสนามรบที่เหี้ยมโหดอย่างแท้จริง

            ทวีปเก้าสวรรค์ ทุกคนนั้นต่างเป็นนักรบทว่าลานประลองเชลยสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้มากมายแม้กระทั่งปล่อยตัวเองให้กลายเป็นนักโทษนี่ทำให้เห็นว่าผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่ในการไล่ตามเส้นทางแห่งนักรบจะแข็งแกร่งและทรงพลังเพียงใด

            “กฎของนักโทษนั้นเป็นอย่างไร?” หลินเฟิงกล่าวถาม

            “ผู้ที่รับผิดชอบลานประลองเชลยจะประกาศผลการต่อสู้ของทาสผู้ฝึกยุทธ์รวมทั้งสัตว์อสูรปีศาจผู้ที่อยู่บนอัฒจันทร์สามารถเลือกห้องขังได้หนึ่งห้องอาจเป็นผู้ฝึกยุทธ์หรือสัตว์อสูรปีศาจที่ต้องต่อสู้ แน่นอนว่าความแข็งแกร่งนั้นต้องเทียบเท่าถึงจะมีสิทธิ์ในการต่อสู้และก้าวเข้าสู่ห้องขังได้หากน้อยกว่ามันก็ไร้ซึ่งความหมายใดๆ”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยอธิบายให้หลินเฟิงฟัง

            หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยหากผู้ที่ก้าวสู่ลานประลองเชลยแข็งแกร่งเทียบเท่าทาสผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์อสูรปีศาจการต่อสู้นั้นจะไร้ซึ่งความหมาย

            “หากผู้ที่ก้าวสู่การประลองพ่ายแพ้ ราคาที่ต้องจ่ายคือความตายแต่ถ้าชนะจะได้รับหินหยวนจำนวนมหาศาลเพื่อหินหยวนแล้วผู้คนจำนวนมากต่างยอมกลายเป็นนักโทษ ดั่งเช่นพวกเราบางคนมีประสบการณ์โชกโชนจนก้าวข้ามขีดจำกัด และยังได้รับหินหยวนจากนั้นก็ไปบ่มเพาะพลังที่หอฝึกฝนเช่นนี้แล้วจะพัฒนาความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นทว่าหนทางนี้มันอันตรายอย่างยิ่ง”

            “วิกฤติและโอกาสมักจะมาพร้อมกันเสมอไม่ใช่ว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเหยียบย่ำกองกระดูกผู้ตายในการต่อสู้จนในท้ายที่สุดตัวเองกลับมีความสุข”

            น้ำเสียงของเวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวอย่างจริงจัง ทำให้หลินเฟิงมึนงงดูเหมือนว่านี่จะเป็นผู้ชายที่สวยงามกว่าผู้หญิงเสียอีก ถ้าหากก้าวสู่ลานประลองคนที่เห็นคนแรกคงไม่สามารถจินตนาการได้อย่างแน่นอน

            ขณะที่พูดพวกเขายังคงเดินต่อไป และหลินเฟิงก็สามารถเห็นลานประลองเชลยได้อย่างชัดเจน

            สถานที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลและพื้นที่ของกรงก็กว้างใหญ่ราวกับครอบคลุมไปทั้งสวรรค์

            กรงเหล็กสูงถึง 10 เมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือผู้ฝึกยุทธ์ต่อสู้กับสัตว์อสูรปีศาจ และส่วนที่สองคือผู้ฝึกยุทธ์ต่อสู้ด้วยกันเอง

            ทั้งสองส่วนของลานประลองเชลยสัตว์อสูรปีศาจและทาสผู้ฝึกยุทธ์ถูกแยกออกจากกันโดยผู้ที่อยู่บนอัฒจันทร์สามารถเลือกสัตว์อสูรปีศาจหรือทาสผู้ฝึกยุทธ์ได้อย่างอิสระ

            ในขณะนั้นกลุ่มเงาที่อยู่ด้านหน้าหลินเฟิง ได้เหลือบมองหลินเฟิงแวบหนึ่ง

            ดูเหมือนว่าเวิ่นอ้าวเสวี่ยได้คาดการณ์ไว้แล้ว เขาหยิบหินหยวนระดับกลาง 6ก้อนส่งให้อีกฝ่าย อีกฝ่ายจึงรีบรับไปทันทีจากนั้นปล่อยให้หลินเฟิงและคนอื่นๆ จากไป

            “สิบแถวแรกของอัฒจันทร์เป็นที่นั่งที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษมีอำนาจในการตัดสินนักโทษอย่างไรก็ตามถ้าอยากนั่งสิบแถวแรก แต่ละคนจะต้องจ่ายด้วยหินหยวนระดับกลาง 1ก้อน”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวขณะเดินไปด้วย ทำให้หลินเฟิงสงสัย จากนั้นได้กล่าวว่า“หินหยวนระดับกลาง 1 ก้อนนั้นมันมากเกินไปแล้ว”

            ควรรู้ว่าหินหยวนระดับกลาง 1 ก้อนนั้นเพียงพอในการฝึกฝนของชั้นที่ 4 ถึงชั้นที่ 10 เป็นเวลา 1 เดือน และนี่ก็ไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย

            “ไม่แพงเลยสักนิด” นี่ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจจากนั้นเวิ่นอ้าวเสวี่ยได้ส่ายหน้า และกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าผู้ที่มานั่งด้านหน้าจะเป็นใครกัน”

            “ผู้ที่อยากตัดสินนักโทษหรือผู้ที่ไม่ขาดแคลนหินหยวน” หลินเฟิงครุ่นคิดและกล่าวตอบ

            “เจ้าพูดถูก ผู้ที่อยากตัดสินนักโทษ ตราบใดที่พวกเขาชนะพวกเขาจะได้รับหินหยวนระดับกลางอย่างน้อย 10 ก้อนฉะนั้นการจ่ายด้วยหินหยวน 1 ก้อนนั้นมันก็คุ้มค่ามากแล้วถ้าหากพ่ายแพ้นั่นจะหมายถึงความตาย และหินหยวนของพวกเขาก็จะไม่มีความหมายใดๆส่วนผู้ที่ไม่ขาดแคลนหินหยวนก็อย่างที่เจ้าพูดพวกเขานั้นไม่ได้ขาดแคลนหินหยวนจึงไม่สนใจ”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าว จากนั้นเขาชี้ไปที่ที่นั่งแถวที่สาม และกล่าวว่า “พวกเราไปนั่งตรงนั้นกันเถอะ”

            “อืม” หลินเฟิงพยักหน้า ผู้คนที่นั่งอยู่ 10 แถวแรกนั้นมีไม่มากนัก ส่วนด้านหลังก็ค่อนข้างกว้างใหญ่และไม่แออัดอย่างไรเสียผู้ที่อยากตัดสินนักโทษและผู้ที่ไม่ขาดแคลนหินหยวนมีเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้น

            เมื่อหลินเฟิงนั่งลง การต่อสู้ในลานประลองเชลยก็จบลงและนี่เป็นเขตพื้นที่ของทาสผู้ฝึกยุทธ์

            เมื่อเห็นโซ่ตรวนที่ข้อเท้าของทาสผู้ฝึกยุทธ์เขากลับใช้มือของเขาทะลวงเข้าไปในหัวใจของอีกฝ่ายจนบริเวณนั้นถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉานมันช่างเป็นภาพที่แสนเหี้ยมโหดและไร้ความปรานี

            แต่เหล่าผู้คนที่นี่เห็นได้ชัดว่าเคยชินกับภาพเหล่านี้แล้วและตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันช่างน่าตื่นเต้นและเร้าใจเป็นอย่างมาก

            หลิ่วเฟยและจิ้งหยุนต่างขมวดคิ้วเมื่อเห็นฉากนี้แล้วพวกนางจึงรู้สึกอึดอัด แต่หลินเฟิง ถึงแม้ในใจจะสั่นไหวแต่ภายนอกกลับเงียบสงบ เมื่อมาอยู่ในโลกนี้มานานแล้ว เขาจึงเคยชินกับกฎที่ว่าผู้ที่เข้มแข็งที่สุดจึงจะอยู่รอดฉะนั้นชะตาของผู้ที่อ่อนแอในโลกนี้มันไร้ค่ายิ่งนัก

            “ถ้าไม่มั่นใจก็ไม่จำเป็นต้องไปตัดสินนักโทษ” หลินเฟิงส่ายหน้าเล็กน้อยผู้ที่ถูกฆ่าตายนั่นคือหนทางที่เขาเลือกเอง และความเป็นความตายนั้นไม่สามารถไปโทษผู้อื่นได้

            “หลินเฟิง ถ้าอยู่ในสภาพนั้นเจ้าอยากจะต่อสู้กับสัตว์อสูรปีศาจหรือทาสผู้ฝึกยุทธ์?”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยได้ยินหลินเฟิงพึมพำ จึงถามหลินเฟิงด้วยความสงสัย

            “สัตว์อสูรปีศาจ” หลินเฟิงตอบกลับอย่างไม่ลังเล

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยแปลกใจกับคำตอบของหลินเฟิง จากนั้นยิ้มออกมาและกล่าวว่า “เจ้าเลือกได้ดี หลายๆ คนคิดว่าสัตว์อสูรปีศาจจะแข็งแกร่งกว่าคนบางคนแต่ที่นี่กลับแตกต่าง ช่วงเวลาที่พวกเขากลายเป็นทาสผู้ฝึกยุทธ์จะต้องเผชิญกับอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตพวกเขาได้และพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไรการมีชีวิตอยู่เป็นเพียงความมั่นใจและศรัทธาของพวกเขาพวกเขาปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่และต้องการที่จะแข็งแกร่งกว่าใครๆเพื่อการมีชีวิตอยู่นั้นพวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่าง ทั้งบ้าคลั่ง เหี้ยมโหดและกระหายเลือด ฉะนั้นศักยภาพของพวกเขาจะถูกกระตุ้นออกมาทั้งหมดมันช่างน่ากลัวกว่าสัตว์อสูรปีศาจเสียอีก”

            “บางทีเจ้าอาจจะคิดว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งกว่าพวกเขา แต่ในความเป็นจริงนั้นการต่อสู้ในลานประลองเชลย เจ้าจะพบว่าช่วงชีวิตสุดท้ายของคนเหล่านั้นจะไม่ใช่เจ้าที่ยืนหยัดเป็นคนสุดท้าย”

            เพื่อการมีชีวิตอยู่ ช่างเป็นความฝันที่ไร้ค่ายิ่งนัก

            หลินเฟิงบ่นพึมพำ จากนั้นส่ายหน้าและกล่าวว่า “เจ้าพูดถูกแต่ข้าบอกว่าจะเลือกต่อสู้กับสัตว์อสูรปีศาจ แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้”

            “ไม่ใช่?” เวิ่นอ้าวเสวี่ยประหลาดใจขณะมองไปที่หลินเฟิง

            “ไม่ใช่” หลินเฟิงส่ายหน้า และกล่าวว่า “ทาสผู้ฝึกยุทธ์ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นทาส ไม่มีสิทธิมนุษยชนแต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น”

            เมื่อเวิ่นอ้าวเสวี่ยได้ยินน้ำเสียงของหลินเฟิงที่ทั้งเคร่งขรึมและน่าเคารพแววตาของเขาจึงเผยความประหลาดใจออกมา

            “ก็เป็นอย่างที่เจ้าพูดไว้ ความศรัทธาของพวกเขาก็คือการมีชีวิตอยู่การที่พวกเขาฆ่านักโทษเหล่านั้น เป็นเพราะว่าอีกฝ่ายต้องการชีวิตของพวกเขาและพวกเขานั้นต้องการมีชีวิตรอด ความฝันที่ต่ำต้อยเช่นนี้จึงไม่มีใครตำหนิพวกเขาที่เหี้ยมโหดเพื่อหินหยวนและเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง จึงได้สังหารไปและข้าไม่ใช่ผู้ที่มีความแค้น ข้าจึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้มิเช่นนั้นข้าจะรู้สึกละอาย”

            หลินเฟิงไม่คิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนดี และเขาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยให้รอดชีวิตแต่อย่างน้อยในเวลาเดียวกัน เขาก็ไล่ตามเส้นทางแห่งนักรบ และมีจิตใจที่ยึดมั่นเช่นนี้แล้วเส้นทางแห่งนักรบ เขาจะไม่ยอมให้มีอะไรมาขัดขวางการเดินทางของเขา

            เมื่อเวิ่นอ้าวเสวี่ยได้ยินน้ำเสียงที่สงบเงียบของหลินเฟิง และนี่เป็นครั้งแรกเมื่อเขามองไปยังลานประลองเชลยอันคุ้นเคยนั่นในใจของเขาจึงเกิดความผันผวนขึ้นมา

            พวกทาสผู้ฝึกยุทธ์เหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นทาส แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์!!!

            ใช่แล้ว พวกเขาเป็นมนุษย์ แต่ในโลกที่โหดร้ายนี้ หลายๆคนไม่เคยที่จะสนใจเหล่าทาส คนที่คิดเหมือนกับหลินเฟิงนั้นมันมีน้อยเกินไป

            คนส่วนใหญ่ต่างคิดที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อไล่ตามความแข็งแกร่ง และเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นการสังหารถือว่าเป็นเรื่องปกติ

            “บางทีเจ้าอาจพูดถูก ข้าตัดสินใจแล้วว่าข้าจะต่อสู้กับสัตว์อสูรปีศาจ”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวขณะยิ้มแย้มแต่ในขณะนั้นได้มีเสียงเยาะเย้ยไม่ไกลมาจากด้านหลัง

            “เมื่อไรกันที่คนชนชั้นสูงถึงมารำพึงฟ้าเวทนาคน? ช่างน่าขำยิ่งนัก”

            หลินเฟิงและเวิ่นอ้าวเสวี่ยต่างหันไปมองข้างหลังและเห็นกลุ่มคนรุ่นเยาว์สวมใส่เสื้อผ้าสวยงามนั่งอยู่ตรงนั้นมุมปากเผยให้เห็นถึงความหยิ่งผยอง ขณะมองหลินเฟิงและคนอื่นๆ จากที่สูง

            “คนชนชั้นสูง!”

            หลินเฟิงขมวดคิ้ว ในกลุ่มคนรุ่นเยาว์นี้มีบางคนที่หลินเฟิงรู้จักเป็นวันนั้นที่เขากำลังเดินเข้าสำนักเทียนอี้ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งแซงหน้าเขานั่นก็คือ ไป๋เจ๋อ!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน