ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 132 อูร่า!

            หากจะบอกว่าการต่อสู้ระหว่างไป๋ฉางเซิงกับมอนเต้คือการประลองระหว่างรุกและรับเช่นนั้นการต่อสู้กับปาฟลอฟในตอนนี้ ก็คือการเข้าปะทะกันด้วยพละกำลังล้วนๆ

            เกณฑ์ของระดับแม่ทัพยุทธ์คือค่าพลังเลือดหนึ่งหมื่นแต้มเพียงแค่หมัดที่เหวี่ยงออกไปธรรมดา ก็มีพลังทำลายมากกว่าสิบตันแล้ว

            ภายใต้การเข้าปะทะกันอย่างเต็มกำลังสิ่งที่ตามมาคือเสียงทึบหนักราวกับตีกลองดังระรัวไม่ขาดสาย

            แกชกฉันหนึ่งหมัดฉันสวนกลับด้วยการสะบัดฟาดหนึ่งที

            เมื่อเทียบกับการปะทะกันด้วยธาตุที่เน้นความอลังการทางสายตาแล้วการต่อสู้แบบหมัดแลกหมัดถึงพริกถึงขิงแบบนี้กลับกระตุ้นอารมณ์ของคนดูได้มากกว่าทำให้พวกเขายิ่งฮึกเหิมและตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก

            ท่ามกลางเสียงตะโกนภาษาต่างชาติที่ฟังไม่ออกก็มีเสียงเชียร์จากเหล่านักศึกษาสุ่ยมู่ปะปนอยู่ไม่น้อย

            และอารมณ์ของคนดูข้างสนามในตอนนี้ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนบนเวทีทั้งสองฝั่ง

            ไม่ว่าจะเป็นไป๋ฉางเซิงหรือปาฟลอฟจังหวะการโจมตีเริ่มช้าลง แต่ความหนักหน่วงในแต่ละครั้งกลับเพิ่มขึ้นทวีคูณ

            ผลลัพธ์ที่ตามมาคือเกล็ดมังกรบนร่างของไป๋ฉางเซิงเริ่มแตกกระเด็นในขณะที่บนตัวของปาฟลอฟก็มีรอยช้ำสีเขียวคล้ำจากการถูกฟาดเพิ่มขึ้นหลายแห่ง

            จนกระทั่งในการปะทะจังหวะสุดท้ายขณะที่ปาฟลอฟซัดหมัดเข้าใส่ร่างของไป๋ฉางเซิงไป๋ฉางเซิงก็อาศัยจังหวะนี้อ้าปากงับเข้าที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายเขี้ยวมังกรแทงทะลุผิวหนังที่ไม่มีชุดเกราะคุ้มกันพร้อมกับฉีดเมือกพิษเข้าไปในทันที

            หลังจากทั้งสองฝ่ายดีดตัวถอยฉากออกมาพร้อมกันสายตาที่มองกันก็เต็มไปด้วยความระแวดระวังมากขึ้น

            ปาฟลอฟก้มลงมองหัวไหล่ของตัวเองผิวหนังที่เคยแดงระเรื่อ ตอนนี้กลับมีรอยเขี้ยวเล็กๆ เพิ่มขึ้นมาสองรู

            และเห็นได้ชัดเลยว่ารอยเขี้ยวทั้งสองเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำแม้แต่เลือดที่ไหลซึมออกมาก็เริ่มขุ่นมัวและเหนียวหนืด

            ความเจ็บปวดแปลบๆทำให้ปาฟลอฟขมวดคิ้ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองไป๋ฉางเซิงอีกครั้ง

            “พิษ?”

            ปาฟลอฟเค้นเสียงถามออกมาคำเดียว

            ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ตอบอะไรเขาแค่เฝ้าสังเกตอาการของปาฟลอฟเงียบๆ

            การแลกหมัดกันอย่างบ้าคลั่งก่อนหน้านี้จุดประสงค์หลักก็เพื่อทำให้ปาฟลอฟตายใจ และตอนนี้แผนของเขาก็สำเร็จแล้ว

            พิษระดับสี่อย่าว่าแต่ปาฟลอฟที่เป็นแค่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นเลยต่อให้เป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงก็ยังต้องได้รับผลกระทบไม่น้อย

            ในเมื่อพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงต้องทำก็แค่รอดูอาการของปาฟลอฟเพื่อตัดสินใจว่าขั้นต่อไปจะเอายังไง

            ถ้าอาการของอีกฝ่ายแย่ลงอย่างหนักเขาก็จะไม่เกรงใจและรีบปิดเกมให้เร็วที่สุด

            ไป๋ฉางเซิงไม่เคยคิดเผื่อว่าพิษจะไม่ได้ผลเพราะคำว่า 'บังคับลดพลังชีวิต' นั้นเขียนระบุไว้ในคำอธิบายของระบบอย่างชัดเจนต่างกันแค่จะลดมากหรือลดน้อยเท่านั้น!

            สิ่งที่ทำให้เขาเสียดายเพียงอย่างเดียวคือเวลาที่เขี้ยวฝังอยู่นั้นสั้นเกินไป

            นับตั้งแต่วินาทีที่เขี้ยวฝังลงบนผิวหนังปาฟลอฟก็รู้ตัวถึงความผิดปกติทันทีเขาจึงซัดหมัดเข้าใส่เพื่อสลัดตัวทิ้งระยะห่างออกไป

            ไม่อย่างนั้นถ้าได้เวลาเพิ่มอีกแค่วินาทีเดียว การต่อสู้นี้คงจบลงไปแล้ว

            ทว่าสีหน้าตื่นตระหนกที่คิดไว้กลับไม่ปรากฏบนใบหน้าของปาฟลอฟเขาก้มมองแผลอีกครั้งก่อนจะแสยะยิ้มกว้าง

            ปากของเขาพึมพำอะไรบางอย่างจากนั้นผิวหนังทั่วร่างก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

            แต่มันไม่ใช่สีแดงจากการถูกโจมตีทว่าดูเหมือนเป็นสีแดงที่เกิดจากการที่พลังเลือดไหลเวียนด้วยความเร็วสูงซะมากกว่า

            “พอเขาเปิดใช้กัมปนาทสงคราม ร่างกายจะถูกเสริมพลังอย่างมหาศาลถึงตอนนั้นผลของพิษจะถูกลดทอนลงไปในระดับหนึ่ง!”

            เสียงของเจียงจืออวี๋ดังขึ้นจากด้านหลังความจริงแล้วต่อให้ไม่มีเธอเตือน พอเห็นภาพนี้ไป๋ฉางเซิงก็รู้ดีว่าปาฟลอฟกำลังคิดจะทำอะไร

            เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยเกล็ดมังกรตรงหว่างคิ้วเริ่มส่องประกายแสงวาบขึ้นมา

            วินาทีต่อมาอัสนีบาตสีน้ำเงินขาวขนาดหนาสามนิ้วก็พุ่งทะยานออกไป หมายจะเด็ดหัวปาฟลอฟให้จงได้

            ไป๋ฉางเซิงระวังท่านี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้วในเมื่อจัดการปาฟลอฟในสภาวะกัมปนาทสงครามไม่ได้ก็ต้องหาวิธีขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายกู่ร้องออกมาให้ได้!

            ความเร็วของอัสนีบาตนั้นรวดเร็วมากจากตอนที่ไป๋ฉางเซิงปล่อยออกไปจนถึงหน้าของปาฟลอฟ ใช้เวลาแค่พริบตาเดียวเท่านั้น

            ทว่าสิ่งที่มันปะทะเข้ากลับเป็นมือซ้ายของปาฟลอฟที่ยกขึ้นมากันไว้

            อัสนีบาตที่ไม่ได้ชาร์จพลังอย่างเต็มที่ย่อมไม่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงให้แก่ปาฟลอฟได้ แต่มันก็พอจะสร้างผลกระทบได้บ้าง

            แขนซ้ายที่เดิมทีเริ่มชาหนึบจากฤทธิ์พิษพอโดนอัสนีบาตซ้ำเข้าไป ก็ดูเหมือนจะสูญเสียความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง

            แต่ปาฟลอฟกลับดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สาเขาแค่ยกแขนซ้ายขึ้นเล็กน้อย กำหมัดแล้วชกกระแทกพื้นโลหะผสมอย่างแรงสามครั้งรวด

            หลังจากเสียงกระแทกอันหนักหน่วงจบลงปาฟลอฟก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม

            เมื่อสบตากันไป๋ฉางเซิงพลันรู้สึกเสียวสันหลังวูบ ราวกับกำลังถูกสัตว์ร้ายจ้องตะครุบเหยื่อ

            สายตาแบบนี้ถ้าไม่ผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาเป็นสิบๆ ครั้งย่อมไม่มีทางบ่มเพาะมันขึ้นมาได้แน่

            เดี๋ยวนะพวก...คนที่ควรจะแววตาดุร้ายมันต้องเป็นฉันไม่ใช่เหรอ?

            “อูร่า!”

            ปาฟลอฟแผดเสียงคำรามลั่นถีบเท้ากระโจนพุ่งทะยานร่างออกมาอย่างรุนแรง

            ความเร็วในตอนนี้เพิ่มขึ้นจากเมื่อกี้เกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์!

            ในสถานการณ์แบบนี้ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าทั้งร่างกายและพละกำลังของเขาต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน

            ก่อนหน้านี้ไป๋ฉางเซิงยังพอจะแลกหมัดกับเขาได้อย่างสูสีแต่ตอนนี้ทำได้แค่คอยหลบหลีกและถ่วงเวลาเท่านั้น

            ลูกไฟสี่ลูกถูกสร้างขึ้นข้างกายไป๋ฉางเซิงติดๆกัน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ปาฟลอฟที่กำลังพุ่งเข้ามาโดยไม่หยุดพัก ในขณะเดียวกันเกล็ดมังกรตรงหว่างคิ้วของไป๋ฉางเซิงก็ส่องแสงเจิดจรัสถึงขีดสุด

            มวลธาตุสายฟ้าจำนวนมหาศาลเริ่มหลั่งไหลมารวมกันที่หว่างคิ้วของเขา

            ท่าทางแบบนี้แสดงออกชัดเจนเลยว่าจะใช้ลูกไฟดึงดูดความสนใจของปาฟลอฟ แล้วค่อยปิดเกมด้วยสายฟ้า

            ทว่า...มันจะจบลงง่ายๆ แบบนั้นจริงเหรอ?

            ปาฟลอฟมองดูลูกไฟที่พุ่งเข้ามาหาเขาโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงเขาแค่รวบรวมพลังไว้ที่หมัดแล้วชกเข้าใส่ลูกไฟพวกนั้น

            ลูกไฟแต่ละลูกที่มีพลังทำลายพอจะทำเอาผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามสาหัสได้พอมาอยู่ในมือของปาฟลอฟกลับดูไม่ต่างจากของเล่น

            เพียงหนึ่งหมัดลูกไฟก็แตกกระจายปาฟลอฟพุ่งทะลุเปลวเพลิงที่แตกกระเด็นออกไปโดยที่ความเร็วไม่ตกเลยแม้แต่น้อย

            ภาพที่คนดูรอบสนามเห็นคือปาฟลอฟเปรียบดั่งเทพสงครามที่เดินฝ่ากองเพลิงทุกหมัดที่เหวี่ยงออกไปสร้างภาพที่ดูทรงพลังอย่างน่าประหลาด

            “ปาฟลอฟ!”

            “ปาฟลอฟ!”

            “ปาฟลอฟ!”

            เสียงตะโกนเรียกชื่อดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆราวกับว่าพวกเขาเห็นผลลัพธ์ของการประลองนี้ล่วงหน้าแล้ว

            ทว่าท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้องนั้นดวงตาของไป๋ฉางเซิงมีประกายแสงสีน้ำเงินขาววูบหนึ่งก่อนที่อัสนีบาตที่สะสมพลังมานานจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างดุดัน!

            อัสนีบาตลำหนาเท่าแขนผู้ใหญ่มีพลังทำลายล้างเหนือกว่าสายฟ้าที่ปล่อยออกไปลวกๆ เมื่อครู่นี้อย่างเทียบไม่ติด

            ทุกที่ที่อัสนีบาตพาดผ่านแม้แต่อากาศยังบิดเบี้ยวจนเกิดเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูปาฟลอฟหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาไขว้กันไว้เบื้องหน้า

            “ตูม!”

            โดยไม่มีความปรานีหรือออมมืออัสนีบาตฟาดกระหน่ำลงบนแขนทั้งสองข้างของปาฟลอฟเข้าอย่างจัง

            ร่างของเขาชะงักกึกปาฟลอฟถูกตรึงอยู่กับที่ในทันที

            “ไปซะ!”

            ไป๋ฉางเซิงคำรามลั่นอัสนีบาตที่เดิมทีก็หนาอยู่แล้วกลับขยายใหญ่ขึ้นไปอีก

            ภายใต้แรงกระแทกของพลังงานอันบ้าคลั่งร่างของปาฟลอฟกลับเริ่มถอยร่นไปด้านหลังแม้เขาจะพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อต้านทานเอาไว้แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่จะยืนหยัดต่อไปได้

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน