หากจะบอกว่าการต่อสู้ระหว่างไป๋ฉางเซิงกับมอนเต้คือการประลองระหว่างรุกและรับเช่นนั้นการต่อสู้กับปาฟลอฟในตอนนี้ ก็คือการเข้าปะทะกันด้วยพละกำลังล้วนๆ
เกณฑ์ของระดับแม่ทัพยุทธ์คือค่าพลังเลือดหนึ่งหมื่นแต้มเพียงแค่หมัดที่เหวี่ยงออกไปธรรมดา ก็มีพลังทำลายมากกว่าสิบตันแล้ว
ภายใต้การเข้าปะทะกันอย่างเต็มกำลังสิ่งที่ตามมาคือเสียงทึบหนักราวกับตีกลองดังระรัวไม่ขาดสาย
แกชกฉันหนึ่งหมัดฉันสวนกลับด้วยการสะบัดฟาดหนึ่งที
เมื่อเทียบกับการปะทะกันด้วยธาตุที่เน้นความอลังการทางสายตาแล้วการต่อสู้แบบหมัดแลกหมัดถึงพริกถึงขิงแบบนี้กลับกระตุ้นอารมณ์ของคนดูได้มากกว่าทำให้พวกเขายิ่งฮึกเหิมและตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก
ท่ามกลางเสียงตะโกนภาษาต่างชาติที่ฟังไม่ออกก็มีเสียงเชียร์จากเหล่านักศึกษาสุ่ยมู่ปะปนอยู่ไม่น้อย
และอารมณ์ของคนดูข้างสนามในตอนนี้ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนบนเวทีทั้งสองฝั่ง
ไม่ว่าจะเป็นไป๋ฉางเซิงหรือปาฟลอฟจังหวะการโจมตีเริ่มช้าลง แต่ความหนักหน่วงในแต่ละครั้งกลับเพิ่มขึ้นทวีคูณ
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือเกล็ดมังกรบนร่างของไป๋ฉางเซิงเริ่มแตกกระเด็นในขณะที่บนตัวของปาฟลอฟก็มีรอยช้ำสีเขียวคล้ำจากการถูกฟาดเพิ่มขึ้นหลายแห่ง
จนกระทั่งในการปะทะจังหวะสุดท้ายขณะที่ปาฟลอฟซัดหมัดเข้าใส่ร่างของไป๋ฉางเซิงไป๋ฉางเซิงก็อาศัยจังหวะนี้อ้าปากงับเข้าที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายเขี้ยวมังกรแทงทะลุผิวหนังที่ไม่มีชุดเกราะคุ้มกันพร้อมกับฉีดเมือกพิษเข้าไปในทันที
หลังจากทั้งสองฝ่ายดีดตัวถอยฉากออกมาพร้อมกันสายตาที่มองกันก็เต็มไปด้วยความระแวดระวังมากขึ้น
ปาฟลอฟก้มลงมองหัวไหล่ของตัวเองผิวหนังที่เคยแดงระเรื่อ ตอนนี้กลับมีรอยเขี้ยวเล็กๆ เพิ่มขึ้นมาสองรู
และเห็นได้ชัดเลยว่ารอยเขี้ยวทั้งสองเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำแม้แต่เลือดที่ไหลซึมออกมาก็เริ่มขุ่นมัวและเหนียวหนืด
ความเจ็บปวดแปลบๆทำให้ปาฟลอฟขมวดคิ้ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองไป๋ฉางเซิงอีกครั้ง
“พิษ?”
ปาฟลอฟเค้นเสียงถามออกมาคำเดียว
ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ตอบอะไรเขาแค่เฝ้าสังเกตอาการของปาฟลอฟเงียบๆ
การแลกหมัดกันอย่างบ้าคลั่งก่อนหน้านี้จุดประสงค์หลักก็เพื่อทำให้ปาฟลอฟตายใจ และตอนนี้แผนของเขาก็สำเร็จแล้ว
พิษระดับสี่อย่าว่าแต่ปาฟลอฟที่เป็นแค่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นเลยต่อให้เป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงก็ยังต้องได้รับผลกระทบไม่น้อย
ในเมื่อพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงต้องทำก็แค่รอดูอาการของปาฟลอฟเพื่อตัดสินใจว่าขั้นต่อไปจะเอายังไง
ถ้าอาการของอีกฝ่ายแย่ลงอย่างหนักเขาก็จะไม่เกรงใจและรีบปิดเกมให้เร็วที่สุด
ไป๋ฉางเซิงไม่เคยคิดเผื่อว่าพิษจะไม่ได้ผลเพราะคำว่า 'บังคับลดพลังชีวิต' นั้นเขียนระบุไว้ในคำอธิบายของระบบอย่างชัดเจนต่างกันแค่จะลดมากหรือลดน้อยเท่านั้น!
สิ่งที่ทำให้เขาเสียดายเพียงอย่างเดียวคือเวลาที่เขี้ยวฝังอยู่นั้นสั้นเกินไป
นับตั้งแต่วินาทีที่เขี้ยวฝังลงบนผิวหนังปาฟลอฟก็รู้ตัวถึงความผิดปกติทันทีเขาจึงซัดหมัดเข้าใส่เพื่อสลัดตัวทิ้งระยะห่างออกไป
ไม่อย่างนั้นถ้าได้เวลาเพิ่มอีกแค่วินาทีเดียว การต่อสู้นี้คงจบลงไปแล้ว
ทว่าสีหน้าตื่นตระหนกที่คิดไว้กลับไม่ปรากฏบนใบหน้าของปาฟลอฟเขาก้มมองแผลอีกครั้งก่อนจะแสยะยิ้มกว้าง
ปากของเขาพึมพำอะไรบางอย่างจากนั้นผิวหนังทั่วร่างก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง
แต่มันไม่ใช่สีแดงจากการถูกโจมตีทว่าดูเหมือนเป็นสีแดงที่เกิดจากการที่พลังเลือดไหลเวียนด้วยความเร็วสูงซะมากกว่า
“พอเขาเปิดใช้กัมปนาทสงคราม ร่างกายจะถูกเสริมพลังอย่างมหาศาลถึงตอนนั้นผลของพิษจะถูกลดทอนลงไปในระดับหนึ่ง!”
เสียงของเจียงจืออวี๋ดังขึ้นจากด้านหลังความจริงแล้วต่อให้ไม่มีเธอเตือน พอเห็นภาพนี้ไป๋ฉางเซิงก็รู้ดีว่าปาฟลอฟกำลังคิดจะทำอะไร
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยเกล็ดมังกรตรงหว่างคิ้วเริ่มส่องประกายแสงวาบขึ้นมา
วินาทีต่อมาอัสนีบาตสีน้ำเงินขาวขนาดหนาสามนิ้วก็พุ่งทะยานออกไป หมายจะเด็ดหัวปาฟลอฟให้จงได้
ไป๋ฉางเซิงระวังท่านี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้วในเมื่อจัดการปาฟลอฟในสภาวะกัมปนาทสงครามไม่ได้ก็ต้องหาวิธีขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายกู่ร้องออกมาให้ได้!
ความเร็วของอัสนีบาตนั้นรวดเร็วมากจากตอนที่ไป๋ฉางเซิงปล่อยออกไปจนถึงหน้าของปาฟลอฟ ใช้เวลาแค่พริบตาเดียวเท่านั้น
ทว่าสิ่งที่มันปะทะเข้ากลับเป็นมือซ้ายของปาฟลอฟที่ยกขึ้นมากันไว้
อัสนีบาตที่ไม่ได้ชาร์จพลังอย่างเต็มที่ย่อมไม่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงให้แก่ปาฟลอฟได้ แต่มันก็พอจะสร้างผลกระทบได้บ้าง
แขนซ้ายที่เดิมทีเริ่มชาหนึบจากฤทธิ์พิษพอโดนอัสนีบาตซ้ำเข้าไป ก็ดูเหมือนจะสูญเสียความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง
แต่ปาฟลอฟกลับดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สาเขาแค่ยกแขนซ้ายขึ้นเล็กน้อย กำหมัดแล้วชกกระแทกพื้นโลหะผสมอย่างแรงสามครั้งรวด
หลังจากเสียงกระแทกอันหนักหน่วงจบลงปาฟลอฟก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม
เมื่อสบตากันไป๋ฉางเซิงพลันรู้สึกเสียวสันหลังวูบ ราวกับกำลังถูกสัตว์ร้ายจ้องตะครุบเหยื่อ
สายตาแบบนี้ถ้าไม่ผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาเป็นสิบๆ ครั้งย่อมไม่มีทางบ่มเพาะมันขึ้นมาได้แน่
เดี๋ยวนะพวก...คนที่ควรจะแววตาดุร้ายมันต้องเป็นฉันไม่ใช่เหรอ?
“อูร่า!”
ปาฟลอฟแผดเสียงคำรามลั่นถีบเท้ากระโจนพุ่งทะยานร่างออกมาอย่างรุนแรง
ความเร็วในตอนนี้เพิ่มขึ้นจากเมื่อกี้เกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์!
ในสถานการณ์แบบนี้ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าทั้งร่างกายและพละกำลังของเขาต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ไป๋ฉางเซิงยังพอจะแลกหมัดกับเขาได้อย่างสูสีแต่ตอนนี้ทำได้แค่คอยหลบหลีกและถ่วงเวลาเท่านั้น
ลูกไฟสี่ลูกถูกสร้างขึ้นข้างกายไป๋ฉางเซิงติดๆกัน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ปาฟลอฟที่กำลังพุ่งเข้ามาโดยไม่หยุดพัก ในขณะเดียวกันเกล็ดมังกรตรงหว่างคิ้วของไป๋ฉางเซิงก็ส่องแสงเจิดจรัสถึงขีดสุด
มวลธาตุสายฟ้าจำนวนมหาศาลเริ่มหลั่งไหลมารวมกันที่หว่างคิ้วของเขา
ท่าทางแบบนี้แสดงออกชัดเจนเลยว่าจะใช้ลูกไฟดึงดูดความสนใจของปาฟลอฟ แล้วค่อยปิดเกมด้วยสายฟ้า
ทว่า...มันจะจบลงง่ายๆ แบบนั้นจริงเหรอ?
ปาฟลอฟมองดูลูกไฟที่พุ่งเข้ามาหาเขาโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงเขาแค่รวบรวมพลังไว้ที่หมัดแล้วชกเข้าใส่ลูกไฟพวกนั้น
ลูกไฟแต่ละลูกที่มีพลังทำลายพอจะทำเอาผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามสาหัสได้พอมาอยู่ในมือของปาฟลอฟกลับดูไม่ต่างจากของเล่น
เพียงหนึ่งหมัดลูกไฟก็แตกกระจายปาฟลอฟพุ่งทะลุเปลวเพลิงที่แตกกระเด็นออกไปโดยที่ความเร็วไม่ตกเลยแม้แต่น้อย
ภาพที่คนดูรอบสนามเห็นคือปาฟลอฟเปรียบดั่งเทพสงครามที่เดินฝ่ากองเพลิงทุกหมัดที่เหวี่ยงออกไปสร้างภาพที่ดูทรงพลังอย่างน่าประหลาด
“ปาฟลอฟ!”
“ปาฟลอฟ!”
“ปาฟลอฟ!”
เสียงตะโกนเรียกชื่อดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆราวกับว่าพวกเขาเห็นผลลัพธ์ของการประลองนี้ล่วงหน้าแล้ว
ทว่าท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้องนั้นดวงตาของไป๋ฉางเซิงมีประกายแสงสีน้ำเงินขาววูบหนึ่งก่อนที่อัสนีบาตที่สะสมพลังมานานจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างดุดัน!
อัสนีบาตลำหนาเท่าแขนผู้ใหญ่มีพลังทำลายล้างเหนือกว่าสายฟ้าที่ปล่อยออกไปลวกๆ เมื่อครู่นี้อย่างเทียบไม่ติด
ทุกที่ที่อัสนีบาตพาดผ่านแม้แต่อากาศยังบิดเบี้ยวจนเกิดเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูปาฟลอฟหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาไขว้กันไว้เบื้องหน้า
“ตูม!”
โดยไม่มีความปรานีหรือออมมืออัสนีบาตฟาดกระหน่ำลงบนแขนทั้งสองข้างของปาฟลอฟเข้าอย่างจัง
ร่างของเขาชะงักกึกปาฟลอฟถูกตรึงอยู่กับที่ในทันที
“ไปซะ!”
ไป๋ฉางเซิงคำรามลั่นอัสนีบาตที่เดิมทีก็หนาอยู่แล้วกลับขยายใหญ่ขึ้นไปอีก
ภายใต้แรงกระแทกของพลังงานอันบ้าคลั่งร่างของปาฟลอฟกลับเริ่มถอยร่นไปด้านหลังแม้เขาจะพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อต้านทานเอาไว้แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่จะยืนหยัดต่อไปได้