ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 3 บทที่ 83 ความรู้สึกดีของซูเหยียนถึงขีดสุด

    บทที่ 83 ความรู้สึกของซูเหยียนถึงขีดสุด

         “ซูเหยียน ถ้าเธอเจอยัยนั่นครั้งหน้า เธอต้องบอกเขาไปนะว่าเขาป่วย”

         เย่จื่อเฉินยกมือขึ้นชี้นิ้วตามหลังรถเต่าคันนั้นไปซูเหยียนดึงมือเขาลงแล้วพูดขึ้น

         “พอแล้วน่า เลิกโมโหเขาได้แล้ว”

         “ฉันโมโหยัยนั่นซะที่ไหนเล่า” เย่จื่อเฉินส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจพูดขึ้น “เธอป่วยจริงๆ”

         “ฮะ?”

         ดวงตาซูเหยียนฉายแววประหลาดใจ แต่พอคิดดูแล้วปู่ของเธอก็ได้เย่จื่อเฉินช่วยเอาไว้เหมือนกันบางทีเขาอาจจะเห็นอะไรก็ได้

         “ป่วยเป็นอะไรเหรอ?”

         “เป็นโรคประสาท!” เย่จื่อเฉินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

         พรูดดด!

         ซูเหยียนอดขำไม่ได้ ก่อนจะยกมือขึ้นตีเขาเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น

         “อย่าว่าคนอื่นแบบนั้น”

         “ฮ่าฮ่าฮ่า ผู้หญิงคนนั้นอวดเก่งเกินไป บ้านยัยนั่นทำอะไรเหรอถึงได้พูดกับเธอแบบนั้นคงไม่ได้เป็นลูกหลานพระเจ้าบ้านไหนหรอกนะ”

         เย่จื่อเฉินหัวเราะร่า ซูเหยียนเพียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้าพูด

         “ไม่ใช่หรอก เธอก็เป็นเพื่อนตอนมอปลายของฉันนี่แหละ ฐานะทางบ้านก็อาจจะไม่ได้แย่หรอก”

         “แล้วยังกล้าพูดกับเธอแบบนั้นอีกเหรอ? ยัยนั่นต้องเป็นโรคประสาทแน่นอน”

         เย่จื่อเฉินถึงกับอึ้ง รู้ไหมว่าซูเหยียนเป็นใคร

         พ่อเป็นผู้พัน ปู่เป็นหัวหน้าทหาร

         ลูกหลานทหารเต็มตัว

         แถมซูฉีหลงยังเป็นหัวเรือใหญ่ทางธุรกิจอีกด้วยอยู่ภายใต้อำนาจของครอบครัวผู้มีอิทธิพลแบบนี้เกาซ่างยังจะกล้าพูดจาคลุมเครือกับซูเหยียนอีก

         ถ้าไม่โง่ก็คงประสาทจริงๆ

         “เธอไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับฉันไง”

         ซูเหยียนหัวเราะเบาๆ เย่จื่อเฉินก็เข้าใจในทันที

         จากนิสัยถ่อมตัวของซูเหยียนก็เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายจะไม่รู้แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคุณชายไป๋อะไรนั่นขึ้นมา

         “คุณชายไป๋เป็นอะไรกับเธอ?”

         “นักเรียนธรรมดานี่แหละ แค่ตอนมอปลายเขาคิดจะจีบฉันน่ะ” ซูเหยียนเม้มปากรีบอธิบาย “เขาเป็นแค่นักเรียนธรรมดาจริงๆนะ”

         “โอเค ฉันเชื่อเธอ”

         เอื้อมมือไปลูบผมของเจ้าตัว ใบหน้าของซูเหยียนขึ้นสีแดงเธอรู้สึกสนุกมากเวลาที่ได้อยู่กับเย่จื่อเฉิน แถมในใจของเธอก็ยังรู้สึกอยู่รางๆ ว่าตำแหน่งของเขาไม่สามารถสั่นคลอนได้แล้ว

         แต่จิตใต้สำนึกของเธอ เธอยังคงต่อต้านอยู่เล็กน้อย

         จุดที่ต่อต้านนั้นก็คือเซี่ยเขอเข่อ

         ในฐานะที่ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน เธอรู้ดีว่าที่จริงแล้วเซี่ยเขอเข่อก็รู้สึกหวั่นไหวกับเย่จื่อเฉินแล้วเหมือนกันเธอไม่ต้องการแก่งแย่งกับเซี่ยเขอเข่อ แต่ก็ไม่อยากยอมแพ้เหมือนกัน

         “เย่จื่อเฉิน ฉันมีอะไรอยากถามนายหน่อย” ซูเหยียนกัดริมฝีปากแล้วพูด “นายรู้หรือเปล่าว่าเซี่ยเขอเข่อชอบนาย?”

         เย่จื่อเฉินตะลึง มองสีหน้าที่หนักใจของซูเหยียน

         แบบนี้มันกะทันหันเกินไปแล้ว ไม่ให้โอกาสเขาได้ตอบอะไรเลยด้วยซ้ำ

         ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เขาไม่คิดว่าซูเหยียนจะถามออกมาตรงๆ แบบนี้

         ตอนนี้ระดับความรู้สึกของทั้งคู่อยู่ที่ 499 มีความเป็นไปได้ว่าเชือกจะขาดสะบั้นลงอีกครั้งถ้าหากไม่ถึง 500 ที่ขึ้นไปเป็นระดับคนรัก

         แสดงให้เห็นว่า คำตอบของเขาในตอนนี้นั้นสำคัญมาก

         “รู้”

         หลังจากที่สู้กับความคิดตัวเองอยู่นับครั้งไม่ถ้วน เย่จื่อเฉินก็เลือกที่จะพูดความจริง

         สิ้นเสียง เขาก็เตรียมตัวรับข้อความว่าด้ายแดงได้ขาดสะบั้นลงแล้ว

         แต่ว่า…

         ไม่มี!

         ด้ายแดงไม่ได้ขาด

         ฟู่~

         เย่จื่อเฉินพรูลมหายใจยาว เมื่อครู่นี้เสี่ยงอันตรายมากจริงๆ

         เขาเงยหน้าขึ้นลอบมองซูเหยียน ก็เห็นว่าสีหน้าของเธอไม่ได้เอะใจอะไรกับคำตอบเมื่อครู่นี้เลยสักนิด

          ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เธอได้เอ่ยปากพูดขึ้นอีกครั้ง

         “แล้วนายรู้หรือเปล่าว่าฉันชอบนาย?”

         “รู้”

         “แล้วนายชอบฉันไหม?”

         “ชอบ”

         ทันใดนั้น รอยยิ้มที่ทำให้ดอกไม้นับร้อยต้องก้มหัวให้ก็ได้เบ่งบานขึ้นบนใบหน้าของซูเหยียนที่ยืนอยู่ด้านข้างพร้อมกับโถมตัวเข้าใส่อ้อมกอดของเย่จื่อเฉิน

         ติ๊ง!

          ระดับความรู้สึกดีของคุณกับซูเหยียนเพิ่มขึ้นมา1 ระดับความรู้สึกดีปัจจุบันอยู่ที่ 500

         ระดับความรู้สึกดีก้าวหน้า

          ยืนยันความสัมพันธ์แบบคนรักของทั้งสองฝ่าย

         หัวใจของเย่จื่อเฉินสั่นไหวเมื่อได้รับการแจ้งเตือนนี้

         ความสัมพันธ์ก้าวหน้าแล้ว

         หนึ่งคะแนนที่ขวางกั้นระหว่างพวกเขาสองคนมาตลอดนั้น ก็ได้เพิ่มขึ้นผ่านคำถามไม่กี่ข้อนี้

         ซูเหยียนกอดเย่จื่อเฉินแน่น ซบหัวลงกับอกของเขา

         หลายวันมานี้เธอเก็บกดมากจริงๆ

         ตั้งแต่ที่เขาพนันกับพ่อของเธอในวันนั้น นาทีนั้นเงาของเขาก็ได้ประทับแนบแน่นลงในห้องหัวใจของเธอ ลบยังไงก็ลบไม่ออก

         แต่เธอกลับเอาแต่ห่วงหน้าพะวงหลังอยู่กับเรื่องของเซี่ยเขอเข่อ

         เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นบ้า

         จนกระทั่งเมื่อครู่นี้ที่เขาพูดออกมาเองว่าชอบ

         เธอถึงได้รู้สึกว่าทุกอย่างนี้มันไม่ได้สำคัญเลย

         ไม่ว่าใครจะชอบเขา ไม่ว่าข้างกายเขาจะมีใครอีก

         ขอเพียงแค่เขาชอบเธอขอเพียงแค่ในใจของเขามีพื้นที่ของเธออยู่ก็เพียงพอแล้ว

         เนิ่นนาน กว่าซูเหยียนจะผละออกจากอ้อมกอดของเย่จื่อเฉิน

         “ขอบอกไว้เลยนะ นายอย่าได้ใจไป เพราะเขอเข่อเป็นเพื่อนสนิทฉันฉันถึงได้...ถึงยังไงก็แล้วแต่ถ้าต่อไปนี้นายกล้ารังแกฉันล่ะก็ ฉันจะให้พี่ชายฉันมาตีนาย”

         “น้อมรับคำสั่ง”

         เย่จื่อเฉินกลับมาที่โรงพยาบาลพร้อมกับซูเหยียนเย่หรงที่นั่งอยู่ในห้องหน้าตาถมึงทึงจนน่ากลัว

         “แม่”

         “ลูกหนีออกไปทำอะไรบ้าบอที่ไหนอีก ช่วยอยู่โรงพยาบาลดีๆ จะได้ไหม”

         “ผม…”

         เย่จื่อเฉินอึกอักพูดไม่ออก ในตอนนั้นเองเย่หรงก็เห็นมือของกซูเหยียนกับเย่จื่อเฉินที่จับกันแน่น

         “แม่หนูคนนี้…”

         “คุณป้าคะ หนูเป็นเพื่อนที่มหาลัยของเย่จื่อเฉินค่ะ”

         ซูเหยียนหน้าแดงใจเต้นเหมือนกับกวางน้อย พอเห็นสีหน้าของเย่หรงเย่จื่อเฉินก็รู้แล้วว่าไม่สามารถปิดบังอะไรได้ จึงพยักหน้ารับ

         “แม่ครับ แม่อยากเห็นลูกสะใภ้มาตลอดไม่ใช่เหรอครับ คนนี้ไง”

         “เย่จื่อเฉิน…”

         ซูเหยียนกระตุกมือของเย่จื่อเฉิน หน้าแดงไปจนถึงกกหู

         พอได้ยินคำว่าลูกสะใภ้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่หรงก็แย้มกว้างขึ้นเธอรีบเข้าไปหาซูเหยียน แล้วหันไปดุเย่จื่อเฉิน

         “รีบไปล้างแผลกับหมอหวงซะ หมอหวงมาตั้งหลายรอบแล้ว”

         “เข้าใจแล้วครับ”

         เมื่อส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้ซูเหยียนสบายใจแล้วเย่จื่อเฉินจึงถอยหลังเดินออกไปจากห้อง แต่พอมาถึงห้องทำงานของหมอหวง อยู่ดีๆ ก็เกิดปวดหัวจี๊ดขึ้นมา

         พวกเธอสองคนมีด้ายแดงทั้งคู่

         แต่เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าด้ายแดงมันออกมาได้ยังไง

         เย่จื่อเฉินยืนลังเลอยู่หน้าประตูห้องทำงานอยู่นาน ไม่เข้าไปสักทีแต่จู่ๆ ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกมาจากด้านใน

         “เย่จื่อเฉิน”

         “หวัดดี หมอหวง”

         เมื่อมาถึงห้องทำงานของหมอหวง เย่จื่อเฉินที่เคยกินยาปรับพลังกายมาแล้วย่อมมีสมรรถภาพทางกายดีกว่าคนปกติ

         ถึงจะเป็นบาดแผลจากกระสุนปืน แต่ก็เกือบหายดีเป็นปกติหลังจากที่พักฟื้นเพียงแค่ไม่กี่วัน

         หลังจากที่พันแผลให้เย่จื่อเฉินเรียบร้อยแล้วหวงเซิงเหม่ยก็เอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว

         “ฟื้นตัวเร็วดี คุณน่าจะทำเรื่องขอออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ”

         โอ๊ะ

         น้ำเสียงของหวงเซิงเหม่ยไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่พอมาคิดดูเย่จื่อเฉินก็เข้าใจทันที

         ระดับความรู้สึกดีจากด้ายแดงของทั้งคู่เพิ่งจะสิบคะแนนเท่านั้น

         ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเดิม

         “ขอบคุณหมอหวงมากนะครับที่ดูแล”

         “เกรงใจเกินไปแล้ว ว่าแต่เมื่อไรคุณจะช่วยรักษาขาให้น้องชายฉัน” หวงเซิงเหม่ยเงยหน้าขึ้น ในใจของเธอน้องชายยังสำคัญที่สุดเสมอ

         “เรื่องนี้ต้องรอก่อน”

         “นานแค่ไหน”

         “ถึงเวลาผมจะไปหาหมอเอง” เย่จื่อเฉินตอบอย่างคลุมเครือเขาก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกันว่าเมื่อไรถึงจะเก็บสะสมพลังปราณนั้นได้มากพอ

         “โอเค” หวงเซิงเหม่ยยิ้มเล็กน้อยหลังจากที่ดวงตาคู่สวยกวาดมองทั่วตัวของเย่จื่อเฉิน เธอกัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “เอ่อ คุณมี…”

         ติ๊ง!

          ในตอนที่เย่จื่อเฉินกำลังจะพูดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น

          “เดี๋ยวก่อนนะครับ”