บทที่ 129 สู่ที่ที่จากมา
ทุกอย่างที่ไหลเวียนรอบกายนั้นสงบนิ่งเหลือเกิน รายล้อมด้วยไอความเย็นอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมานานแสนนาน ร่างหนึ่งหลับตาลงท่ามกลางความมืดมิดอย่างไร้ความวิตกกังวล ราวกับทุกเรื่องราวที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงละครฉากหนึ่ง มิตรสหาย ศัตรูหรือศิษย์รักที่พานพบดูเลือนลางลงมากเมื่อจิตใจเริ่มเคลื่อนที่เข้าสู่แสงสว่างปลายทาง
ดวงตาคมคายค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า เบื้องหน้าเป็นแสงจ้าที่น่าจะทำให้ปวดตา แต่ทว่าเจ้าของดวงเนตรนั้นกลับจ้องมองมันไม่ละสายตาเลย ไกลออกไปสุดทางนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เกินกว่าปราสาทของซูหยางหรือประตูสุริยะที่เคยสร้างเอาไว้
เป็นปราสาทสีทองหลังใหญ่ของหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอไม่ผิดเพี้ยน ว่ากันว่าเมื่อตายแล้วก็มิอาจรู้ได้เลยว่าจะไปที่ใดกันแต่วันนี้ชิว เหวินเจี้ยนอยากร้องบอกพวกเขาเหล่านั้นว่าสุดท้ายแล้วเล่า สังขารเราก็เป็นเพียงภาฃนะ จิตใจที่ไม่แตกสลายจะกลับไปยังที่ที่จากมา
ยามที่จักพรรดิกลับคืนสู่บัลลังก์ไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกถึงพลังมหาศาลเหล่านั้นได้ ร่างของเขาลอยอยู่บนอากาศจนเพียงพริบตาก็เคลื่อนที่มาที่ปราสาทชั้นในสุด คนอารักขาปราสาทของชิว เหวินเจี้ยนรู้ถึงการกลับมาของเขา ทุกคนต่างโค้งคำนับต่อร่างของเขา
“ท่านกลับมาแล้ว”
เสียงของเหล่าทหารกล้าดังกึกก้อง ชิว เหวินเจี้ยนกวาดตามองไปโดยรอบ น่าแปลกที่รู้สึกคิดถึงสถานที่แห่งนี้อยู่ลึกๆ ไม่รู้เลยว่าบัลลังก์ที่ว่างเปล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง จะมีใครดูแลมันได้ดีเช่นที่เขาเคยทำหรือเปล่า ชิว เหวินเจี้ยนค่อยๆ ทอดกายลงที่พื้นอ้อยอิ่ง กลุ่มคนที่คอยดูแลประตูถอยออกห่างก่อนจะเว้นที่ว่างเอาไว้ให้เขา เมื่อเห็นใบหน้าของเหล่าทหารชิว เหวินเจี้ยนก็ยิ้มออกมา
ดูท่าจะยินดีที่เขากลับมายิ่งนัก…
“ท่านกลับมาแล้วหรือ กลับมาครองบัลลังก์แล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
ชิว เหวินเจี้ยนก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง เขาสามารถมองทะลุเห็นพื้นได้ ร่างของเขากำลังโปร่งแสงเหมือนกับหลุดลอยมาเพียงจิตวิญญาณ ชิว เหวินเจี้ยนไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาแหงนมองไปทั่วรั้วปราสาทสีทองแสนงามของเขา พลังเวทย์ที่ไหลเวียนไปทั่วบริเวณตอบรับต่อผู้เป็นเจ้าของ ทหารของเขาเงยหน้าเห็นแสงสุกสกาวพราวทั่วท้องฟ้าเอกภพที่มืดมิด
“ตอนที่ท่านไม่อยู่ เกิดเรื่-”
พรึ่บ!ซูหยางหอบเอาอากาศเข้าหายใจด้วยความเหนื่อยเพราะวิ่งสุดแรงขึ้นมาจากห้องใต้ดินนั้น ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าห้องตื่นตระหนกกันหมดเมื่อเห็นนายของตนมีสีหน้าแบบนั้น พวกเขาวิ่งตามซูหยางที่จับชายกระโปรงกรอมเท้าของตนขึ้นให้เคลื่อนที่ได้สะดวก หญิงสาวรีบขึ้นไปยังชั้นบนของปราสาท ไม่รีรอที่จะเคาะประตูหากแต่กระแทกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
คนที่อยู่ในห้องหันมามองเป็นตาเดียว แพทย์อัจฉริยะปาดน้ำตาออกจากใบหน้าขณะที่ลุกขึ้นหลีกทางให้กับซูหยางที่รีบเข้ามาในห้องของชิว เหวินเจี้ยนอย่างร้อนรน หนี่เหยามีสีหน้าเจ็บปวด เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะไม้ที่มุมห้อง นิ่งเงียบหากแต่ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายเกินจะพูดออกมาได้
ซูหยางปาดเหงื่อและปัดผมที่ปรกลงตรงหน้า ปากของนางสั่นระริกยามเมื่อเห็นซูเหยียนส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง จอมมารลำดับที่หกรุดเข้าไปข้างเตียง เห็นเพียงร่างที่นอนอยู่ของชิว เหวินเจี้ยน เขาหายใจช้าๆ เหมือนกับว่าจะหยุดทำเช่นนั้นลงเมื่อไหร่ก็ได้
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่รักษาเขา” ซูหยางขมวดคิ้ว นางหันไปตะโกนใส่ซูเหยียนที่ยืนอยู่ข้างกาย รอบตัวของอีกฝ่ายมียามากมายและตำราเล่มหนา หากแต่ว่าดูเหมือนมันจะไร้ประโยชน์ในตอนนี้
“ข้าพยายามแล้ว ไม่มีเวทย์หรือยาดีขนาดไหนจะปลุกให้เขาตื่นได้ซูเหยียน” ซูหยางจ้องนางกลับไป หญิงสาวตกใจเมื่อเห็นหยาดน้ำใสไหลอาบแก้มขาวนวลอีกครั้ง ซูเหยียนพยายามปาดมันออกแต่สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหว ร่างเล็กสั่นเทาเพราะเสียงสะอื้น
“รู้หรือไม่ว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ข้าเห็นนิมิตรจากเทพมารมาหมดแล้ว” ซูหยางบอกกับแพทย์อัจฉริยะตรงหน้า มือกำหมัดแน่นเพราะภาพเหล่านั้นยังติดตายากจะลบเลือน รู้ดีเหลือเกินว่าหากเป็นเรื่องจริงอย่างที่เทพมารพูดแล้ว...คนของนาง รวมถึงตัวของนางเองคงจะต้องเผชิญกับความตายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ซูหยางหันไปหาหนี่เหยา “จอมมารลำดับที่สามร่วมมือกับจอมโจรนั่น เขาจะได้ดาบไปในคืนนี้ หากไม่สามารถต้านทาน สุดท้ายแล้วเราก็จะตกตายกันหมด” ซูหยางพูดป่าวประกาศ ไม่สนใจว่าทหารที่เฝ้าอยู่หน้าห้องจะตื่นตระหนกขนาดไหน “หากดาบเล่มนั้นตกอยู่ในมือของเขาแล้ว ข้าก็คิดวิธีเอาชนะไม่ได้อีก”
หนี่เหยาเห็นท่าทีของซูหยางก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาสาวเท้าเดินมาหานาง เห็นจอมมารที่น่าหวาดกลัวกำลังกอบกุมมือของตนเองไว้อย่างสุดกำลัง แม้จะไม่ได้เก่งกาจแต่ก็รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังที่แผ่ออกมาโดยรอบ หนี่เหยาก้มลงมองนางก่อนจะเอ่ยถาม
“เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ”
ซูหยางคลายมือออก หญิงสาวสบสายตาเข้ากับหนี่เหยา หวังจะให้เห็นแววตาของนางว่ากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ หนี่เหยาเม้มริมฝีปาก พยายามขบคิดว่าจะช่วยเมืองนี้อย่างไร การยืมกำลังของเทพมารนั้นถือว่าจำเป็นมากแต่เขาไม่สามารถทำได้ และชิว เหวินเจี้ยนเอง…
หนี่เหยาเห้นว่าอาการของชิว เหวินเจี้ยนนั้นแย่ลงทุกขณะ นอกจากจะไม่สามารถสัมผัสพลังของเขาได้อีกต่อไปแล้ว ลมหายใจของเขาก็น้อยลงเรื่อยๆ เหมือนกับร่างกายของเขาไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ชิว เหวินเจี้ยนกำลังไปในที่ที่ไกลแสนไกลเกินกว่าพวกเขาจะเอื้อมถึง
“ดาบเล่มนั้นให้ท่านครอบครองไม่ได้เลยหรือ” หนี่เหยาเอ่ยถามกับซูหยาง คำตอบที่ได้รับมีเพียงการส่ายหัวปฏิเสธ
“ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าคงได้มันมาแล้ว ข้าคงจะถือมันเอาไว้ในมือ ดาบไม่ยอมใครนอกจากนายของมัน เทพมารยังคงแข็งแกร่งแม้ชิว เหวินเจี้ยนจะทำลายร่างกายของเขาไปแล้วก็ตามที”
“ทำลาย?!” หนี่เหยาตาโต เขาตกใจกับสิ่งที่ได้ยินเสียจนก้าวเข้าหานาง ชายหนุ่มรู้สึกตัวก่อนจะถอยกลับมาที่เดิมอีกครั้ง “เขาไม่ใช่คนธรรมดา...” หนี่เหยาหันไปมองซูเหยียนและซูหยางสลับกัน ซูหยางเห็นใบหน้าของซูเหยียนแสดงท่าทีตกใจเช่นกัน เหมือนนางจะไม่ทันได้ฉุกคิดว่าชิว เหวินเจี้ยนแข็งแกร่งผิดมนุษย์หรือบางทีอาจจะรู้ทุกสิ่งแล้วเเต่เลือกที่จะเงียบปากเอาไว้
“เขาคงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว” ซูเหยียนซับน้ำตาออกจากดวงตาแดงก่ำของตัวเอง “เขาไม่ได้ทรมานอะไรเลย ทุกวินาทีที่ลมหายใจเหลือน้อยลง เขาก็เหมือนเพียงหลับไป เหมือนเขาก็แค่กลับไปที่ที่จากมาอย่างไรอย่างนั้น” ซูเหยียนเปิดม่านทึบนั้นอีกครั้ง สำรวจไปทั่วร่างที่เหมือนจะไม่มีจิตวิญญาณของชิว เหวินเจี้ยนอีกต่อไป
“ไม่มีวิธีเลยหรือ อีกไม่นานถ้าเป็นตามที่นิมิตรพูดเอาไว้ ค่ำคืนนี้ที่นี่จะกลายเป็นสนามรบ” ซูหยางย้ำคำกับซูเหยียน
“ขะ ข้า”
ตู้ม!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วปราสาทพร้อมกับพื้นที่สะเทือนเลือนลั่นราวกับถูกเวทมนตร์ขนาดใหญ่เล่นงาน ซูเหยียนหมอบลงกับพื้นด้วยความตกใจ หนี่เหยาสะดุ้งเฮือกพร้อมกับซูหยางที่ตกใจสุดชีวิต นางสัมผัสถึงพลังมหาศาลได้จากข้างนอกนั่น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทหารวิ่งอย่างร้อนรนมาที่หน้าประตู
“ท่านซูหยางขอรับ! มีคนบุกปราสาทของเรา!!!”
ซูหยางขมวดคิ้วเป็นปม นางสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะหันไปมองซูเหยียนและร่างของชิว เหวินเจี้ยนความหวังหนึ่งเดียวของพวกเขาที่ดูเหมือนจะกำลังหยุดหายใจ นางกำมือแน่น สลัดความคิดอ่อนแอทั้งหมดที่มียามเมื่อต้องเดินไปหาเหล่าทหาร สายตาที่เคยกังวลหรือเสียงโวยวายเงียบลงเหลือแตเพียงท่าทีน่าเกรงขาม“เรียกรวมจอมเวทย์และคนของเรามาให้หมด ไม่ว่าใครที่บุกเข้ามา พวกมันจะไม่ได้กลับไปครบส่วนแม้จะเป็นถึงจอมมารลำดับที่สามก็ตามที!”