ตอนที่ 6 แม่สื่อ (2)
เมื่อได้ยินคำว่า ‘บ้านฝั่งภรรยาของจวี่เหริน’ ดวงตาของแม่เฒ่าซย่าก็ส่องประกายละโมบออกมาทันใด ทว่าเพียงครู่เดียวหลังจากนั้น เมื่อได้ยินคำว่าไม่มีสินสอด นางก็ ‘หัวเราะเย้ยหยัน’ ออกมาอย่างดูถูก เอ่ยว่า “จุ๊ๆ เป็ซิ่วไฉแล้วอย่างไร มีบ้านไหนแต่งงานแล้วไม่เอาสินสอดบ้าง ไปๆ ไม่ให้สินสอด ลูกสาวข้าก็ไม่แต่ง ไสหัวไป”
แม่สื่อผู้นั้นได้ยินเช่นนี้ก็ร้อนรน ในใจคิดคำนวณว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็ไปได้แน่นอนแล้วเก้าในสิบส่วน นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีบิดามารดาเช่นนี้อยู่ด้วย ก็แค่หญิงสาวชาวนาเท่านั้นเอง นายท่านซิ่วไฉยินดีแต่งนางเข้าประตูก็น่าจะเป็โชคดียิ่งใหญ่เทียมฟ้าแล้วแท้ๆ คนอื่นหวังมาตั้งกี่ชาติยังไม่สมปรารถนา เป็ถึงกระทั่งซิ่วไฉ ตระกูลซย่าก็ไม่ยอมแต่งด้วยอย่างนั้นหรือ
ไม่ดูเอาเสียเลยว่าสมบัติพัสถานของบ้านตนเป็อย่างไร หากเป็ตระกูลอื่นเกรงว่าคงตอบตกลงไปตั้งนานแล้ว เฮอะ บอกว่า้าสินสอด ความจริงก็แค่อยากขายลูกสาวทำเงิน
แม่สื่อผู้นี้แซ่หยาง เป็แม่สื่อที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านใกล้ๆ แต่นางเดาใจแม่เฒ่าซย่าได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก
แม้แม่สื่อหยางจะคิดเช่นนี้ แต่ก็ไม่ลืมว่านายท่านน้อยซิ่วไฉมอบของขวัญตอบแทนให้อย่างหนัก จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านป้าซย่า ท่านไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กัน หากซิ่วไฉผู้นี้กลายเป็จวี่เหริน สอบผ่านเป็จิ้นซื่อ[1] ถึงเวลานั้นได้เป็ขุนนาง เขาก็สามารถให้ผลประโยชน์อะไรสักอย่างกับครอบครัวพวกท่านได้ นั่นก็ไม่ใช่แค่เื่สินสอดสองตำลึงแล้ว คนเราต้องมองการณ์ไกล ลองคิดดูสิ ถึงตอนนั้นลูกสาวของพวกท่านก็เป็ฮูหยินขุนนาง จุ๊ๆ...”
แม่เฒ่าซย่าได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เปล่งประกาย เห็นได้ชัดว่าหวั่นไหวขึ้นมาบ้างแล้ว
เฉินซื่อพี่สะใภ้ใหญ่อย่างถูกต้องของซย่าเสี่ยวฉาน บุตรสาวเถ้าแก่ร้านค้าในตำบลที่อยู่ข้างๆ เวลานี้แค่นหัวเราะเสียงเย็น เอ่ยว่า “โอ้ แม่สื่อหยาง ท่านหลอกลวงใครกัน ท่านคิดว่าจวี่เหริน จิ้นซื่อพวกนี้เหมือนผักกาดขาวที่ปลูกง่ายนักหรือ หากพวกท่านมีแววจะเป็เช่นนั้นจริง เหตุใดหลี่ซิ่วไฉไม่แต่งคนอื่นเล่า เหตุใดต้องมาหาที่บ้านพวกเรา ท่านอย่ามาหลอกลวงพวกเราหน่อยเลย คิดจะให้บ้านเราส่งลูกสาวไปโดยไม่ต้องจ่ายเงินหรืออย่างไร”
ั์ตาเฉินซื่อมืดมน ลูกสาวเถ้าแก่ร้านค้าในตำบลเช่นนางยังแต่งได้แค่ครอบครัวคนหยาบในชนบทเท่านั้น แล้วนางเด็กชั้นต่ำซย่าเสี่ยวฉานอาศัยอะไรถึงจะแต่งกับซิ่วไฉ ในอนาคตยังจะได้เป็ฮูหยินขุนนาง เหยียบอยู่เหนือหัวนางด้วยอย่างนั้นหรือ
ถึงตอนนั้นซย่าเสี่ยวฉานจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่นางไม่อยากประจบประแจงนางเด็กชั้นต่ำคนนี้
ในห้องเก็บฟืน ซย่าเสี่ยวฉานได้ยินบทสนทนาระหว่างเฉินซื่อกับแม่เฒ่าซย่า มุมปากก็ยกยิ้มเย้ยหยัน หางตาเจือแววเ็า
เฉินซื่อผู้นี้ช่างเป็พี่สะใภ้ที่ดีจริงๆ
เป็ไปตามคาด เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินซื่อ แม่เฒ่าซย่าก็ด่าทอทันที “แม่สื่อหยาง เ้าคิดว่าข้าเป็สตรีชนบทโง่เขลาไร้ประสบการณ์ใช่หรือไม่ เ้าคนสมควรตายพันดาบ กล้ารังแกข้าหรือ เชื่อหรือไม่ว่าข้าสั่งสอนบทเรียนเ้าได้”
แม่สื่อหยางรู้ความสามารถในการวิวาทของแม่เฒ่าซย่าดี เห็นเช่นนี้จึงรีบวิ่งออกมาจากบ้านซย่า ร้องถุยออกมาคำหนึ่งแล้วกล่าวว่า “นางซย่า นางหญิงปากจัด เ้าไม่ได้คิดจะขายลูกสาวหรือไร เป็หญิงร้ายกาจจริงๆ อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้เื่ซย่าเสี่ยวหงลูกสาวเ้านะ เฮอะ ไม่กลัวกรรมตามสนองเอาเสียเลย!”
ความสัมพันธ์ของแม่สื่อหยางกับแม่เฒ่าซย่าไม่ดีเป็อย่างยิ่ง แม่สื่อหยางพูดเื่จับคู่แต่งงานแทนผู้อื่น ย่อมต้องซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาอยู่บ้าง ไม่เหมือนแม่สื่อโจวที่้าเพียงเงินเท่านั้น ผลประโยชน์มาเหนือทุกสิ่ง
เมื่อก่อนแม่เฒ่าซย่าเคยไหว้วานคนให้ช่วยพูดเื่แต่งงานแทนซย่าเสี่ยวหง ให้แม่สื่อหยางขายซย่าเสี่ยวหงออกไปในราคาสูง ผลคือถูกแม่สื่อหยางปฏิเสธ นี่เป็สาเหตุบุญคุณความแค้นระหว่างแม่สื่อหยางกับแม่เฒ่าซย่า
ครั้งนี้แม่เฒ่าซย่าถือโอกาสระบายโทสะใส่อีกฝ่าย
ที่ห้องเก็บฟืน ซย่าเสี่ยวฉานเห็นแม่เฒ่าซย่าปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ จึงกลับไปทำงานต่ออย่างเงียบๆ
วันต่อมา ซย่าเสี่ยวฉานคิดไม่ถึงว่าตอนที่นางขึ้นเขาไปตัดหญ้าจู หลี่ฉงเหวินจะมาหาอย่างกะทันหัน
ตอนนี้เป็่ต้นยามสารท เป็่เวลาที่ผลไม้อุดมสมบูรณ์ ในหุบเขามีผลไม้สีแดงสด ใบไม้สีเหลืองกำลังปลิวไสว อาหารพรั่งพร้อมให้เก็บเกี่ยวได้ทุกที่
เมื่อเห็นทัศนียภาพเหล่านี้ ซย่าเสี่ยวฉานจึงผุดรอยยิ้มน้อยๆ รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
เชิงอรรถ
^ ตำแหน่งผู้ที่สอบผ่านหน้าพระที่นั่งและมีสิทธิได้เป็นขุนนาง