บทที่ 8 ไอดอลชื่อชอนอีเซ (1)
"มีเวลา 10 นาที...ทำขนมปังปิ้งกินดีกว่า"
ผมรีบเปิดชั้นวางของและหยิบถุงใส่ขนมปังออกมา แม้ว่าสภาพของมันจะไม่ได้สดใหม่ แต่ก็ใช่ว่าจะย่ำแย่เกินกว่าจะรับประทาน
"แค่เอาเข้าเตาอบก็เรียบร้อยแล้ว"
ผมเอาขนมปังเข้าเตาอบ และตั้งเวลา 2 นาที
ขนมปังปิ้งที่ดีควรกรอบอร่อย แต่ผมไม่มีเวลาทำอย่างนั้นในตอนนี้
ในขณะที่ขนมปังอยู่ในเตาอบ ผมก็เดินไปหยิบครีมชีสและแยมออกมา
ในเมื่อชอนอีเซเป็ลูกคุณหนูบ้านรวย ของแต่ละอย่างที่ซื้อติดตู้เย็นเอาไว้ล้วนแต่เป็ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดังจากต่างประเทศทั้งสิ้น
"ถ้าเป็ฉันเองคงไม่มีวันซื้อของพวกนี้แน่ ๆ...แต่ยังไงรีบกินก่อนดีกว่า"
ผมนำขนมปังที่กลายเป็สีน้ำตาลออกมาจากเตาอบและชโลมครีมชีสลงไป เมื่อครีมชีสัักับผิวขนมปัง ความร้อนของขนมปังก็ทำให้ตัวครีมชีสละลาย
หลังจากนั้นผมก็ทาแยมบลูเบอร์รี่ลงไปเป็การปิดท้าย
ในขณะที่ยืนยันว่าเวลาที่มุมหน้าต่างข้อความกำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ หน้าต่างข้อความก็เกิดความเปลี่ยนแปลง แล้วข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นมา
[คำเตือน! เราไม่ได้ให้เวลาพิเศษกับคุณเพื่อทำเช่นนี้]
โฮ่ง!
เ้าขนปุ๋ยเห่าเบา ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจของผม
"ตกลงแกอยู่ข้างใครกันแน่เนี่ย?"
ดูเหมือนเ้าหมาจะอยู่ข้างระบบของมันนั่นแหละ แต่ผมก็ไม่ได้เถียงอะไรต่อ ผมรีบกินขนมปังชิ้นแรกให้หมดและป้ายครีมชีสลงไปบนขนมปังแผ่นใหม่
"ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย"
[หากเวลาที่เหลืออยู่ไม่ได้ใช้ในการทำภารกิจ คุณจะต้องถูกลงโทษในภายหลัง]
ให้ตายเถอะ นี่ไม่ใช่ประโยคคำถามที่้าคำตอบอีกแล้ว
"รู้แล้วน่า ขนาดหมายังไม่ชอบเวลาถูกรบกวนตอนกินข้าวเลยนะ ให้ฉันกินอย่างสงบ ๆ ไม่ได้หรือไง?"
ครั้งนี้ไม่มีประโยคอะไรปรากฏขึ้นมาอีก
ผมค่อย ๆ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหลังจากตรวจสอบพบว่ายังเหลือเวลาอีก 5 นาที
[1 สายที่ไม่ได้รับ]
[ผู้โทร : แม่]
ผมไม่เคยมีความรู้สึกของการที่แม่โทรหาเลย เพราะผมสูญเสียแม่แท้ ๆ ไปั้แ่ยังเด็ก ผมโตขึ้นมาภายใต้การเลี้ยงดูของแม่เลี้ยง ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจว่าคนที่มีแม่โทรหานั้นควรจะรู้สึกอย่างไร
"ฮยอนซอง เธอไม่มีผู้ปกครองมาดูบ้างหรือไง? ถ้าพ่อแม่มาไม่ได้ อย่างน้อยปู่ย่าตายายก็น่าจะมาบ้างสิ..."
นับั้แ่ตอนเรียนประถมจนถึงชั้นมัธยมที่ผมลาออกในภายหลัง ใน่เวลาระหว่างนั้น ครอบครัวเดียวที่ผมมีก็คือพ่อที่แสนห่างเหิน แม่เลี้ยงผู้ร้ายกาจ และน้องชายนอกสายเืที่ยังไม่โต
นานมากแล้วที่ผมสูญเสียคนที่ผมเรียกว่า 'แม่' ไปและไม่มีใครคอยเอาใจใส่ผม
"เอาวะ...เป็ไงเป็กัน..."
ผมสูดหายใจลึก เคี้ยวขนมปังปิ้งคำสุดท้ายและกลืนมันลงคอ
กระเพาะของผมรู้สึกดีขึ้น ผมเริ่มมีสมาธิมากขึ้น และผมก็พร้อมแล้วที่จะทำภารกิจต่อไป
ผมกดโทรออก
"แล้วถ้าไม่มีคนรับสายล่ะ?"
ผมคิดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ตู๊ด! ตู๊ด!
ผมกำลังรอให้เสียงสัญญาณครั้งที่ 3 ดังขึ้น ก็พอดีกับที่มีเสียงของหญิงวัยกลางคนรับสายว่า
"อีเซ! เกิดอะไรขึ้น? โทรมาหาแม่มีอะไรหรือเปล่า?"
คุณโทรหาผมก่อนไม่ใช่เหรอ? ทั้งหมดที่ผมทำก็แค่กดปุ่มโทรกลับไปยังสายที่ไม่ได้รับ ซึ่งคนที่โทรมาก็คือคุณนายอันจองฮีนั่นเอง
"ผมเห็นโทรศัพท์ขึ้นว่ามีสายไม่ได้รับครับแม่ ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้รับสายก่อนหน้านี้"
ผมพูดคำว่าแม่ออกไปโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนมันจะเป็คำที่ออกจากปากผมไปแบบอัตโนมัติ
และนั่นคงจะทำให้อันจองฮีรู้สึกใจนเธอน่าจะคิดว่าตัวเองหูฝาด
"ลูกควรจะโทรกลับมาหาแม่แบบนี้บ่อย ๆ นะ แม่รู้ว่าลูกงานยุ่ง แต่ถ้าลูกโทรมาหาแม่แบบวันนี้บ่อย ๆ ก็คงจะดี"
แทนที่จะเป็ห่วงว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม...ดูเหมือนว่าแม่ของชอนอีเซจะติดต่อลูกชายไม่ค่อยได้ เธอจึงใช้โอกาสนี้ตัดพ้อเล็กน้อย
เมื่อมาลองคิด ๆ ดูแล้ว นี่ก็คงเป็ส่วนหนึ่งของภารกิจฝึกสอนสินะ
"ถ้าเราทำตัวเป็เด็กวัยรุ่นธรรมดาก็คงไม่มีใครจับได้หรอกมั้ง?"
อืม เื่ราวดำเนินมาถึงตรงนี้โดยที่ยังไม่มีอะไรผิดพลาด และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด หน้าต่างข้อความก็น่าจะอ่านใจผมได้ใช่ไหม?
"ถ้าฉันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้สำเร็จ ภารกิจก็จะมีปัญหาใช่ไหม?"
หลังจากนั้น หน้าต่างข้อความก็ขยายขนาดใหญ่มากกว่าเดิมสี่เท่า ก่อนที่คำตอบจะปรากฏออกมา
[ถูกต้อง ระบบของเราจะไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นจากปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของเรา]
เป็แบบนี้นี่เอง ผมพยักหน้าเล็กน้อย
"ผมควรโทรไปหาแม่บ่อย ๆ ผมขอโทษนะครับ หลังจากนี้ผมจะไม่เงียบหายอีกแล้ว"
"โอ๊ย แม่ดีใจเหลือเกินที่ได้ยินลูกพูดแบบนี้ ลูกรัก แม่รู้สึกเหมือนลูกเปลี่ยนเป็คนใหม่ยังไงไม่รู้เลยล่ะ!"
เพียงดูสถานการณ์คร่าว ๆ ก็รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ชอนอีเซคงทำตัวเลวร้ายกับแม่ผู้ให้กำเนิดซึ่งพยายามปกป้องเขาเอาไว้ไม่ใช่น้อย
และการฆ่าตัวตายก็เป็ผลลัพธ์อย่างหนึ่งจากการทำตัวแย่ ๆ ของเขาเช่นกัน ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ส่งผลดีต่อผู้ใดเลย
"ผมจะปรับปรุงตัวใหม่ครับ ว่าแต่แม่โทรหาผมมีอะไรหรือเปล่า?"
เมื่อเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอย่างเป็ธรรมชาติ คุณนายอันจองฮีก็ตอบออกมาโดยทันที
"มีอะไรงั้นเหรอ? ก็ผู้จัดการวงลูกเขาโทรมาถามแม่น่ะสิว่าลูกได้มาอยู่บ้านพ่อแม่หรือเปล่า? ลูกไม่ได้รับสายจากผู้จัดการเขาเหรอจ๊ะ?"
ตอนที่ทุกคนพยายามจะโทรหาชอนอีเซ เขาคงกำลังฆ่าตัวตายอยู่นั่นเอง จึงไม่มีใครติดต่อเขาได้
ผมไม่ได้บอกใครเื่ที่ผมพยายามฆ่าตัวตาย
แต่ถ้าเหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้รู้ไปถึงหูท่านประธานบริษัทชอนซูกรุ๊ป มีหวังได้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาแน่นอน
เขาคงรีบวิ่งมาขย้ำคอชอนอีเซด้วยมือของตนเอง
"อ้อ รับสายแล้วครับ ตอนนั้นมือถือผมน่าจะไม่มีสัญญาณ ่หลังมือถือผมมันอ๊องบ่อย ๆ ด้วยสิ"
ผมหาข้อแก้ตัวที่ตนเองไม่ยอมรับโทรศัพท์ใครได้อย่างรวดเร็ว
"งั้นก็เปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่สิลูก เผื่อแม่จะได้ยินเสียงลูกชายของแม่บ่อย ๆ ไงล่ะ"
"ได้ครับแม่ ผมจะรีบเปลี่ยน"
ต่อให้ไม่ได้ใช้ข้อแก้ตัวนี้...ต่อให้ผมจะไม่ได้มีปัญหากับภาษาอังกฤษ แต่ผมก็อยากจะเปลี่ยนมาใช้มือถือแอนดรอยด์อยู่แล้ว
ไม่รู้เด็กสมัยนี้เป็อะไร ไม่ชอบใช้มือถือแอนดรอยด์กัน
"งั้นก็ดีแล้วจ้ะ วันนี้เสียงลูกชายแม่ฟังดูแข็งแรงดีนะ ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ถ้า้าอะไรก็โทรหาแม่ได้ตลอดเลยนะ"