สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 203 พลังกระบี่กับผู้คุมการประลอง

        เฟิงเสี่ยวหยางยกมือชี้ไปยังตำหนักวิหารสวรรค์ที่อยู่ด้านหลังของลานทองอร่าม

 

       เฟิงเสี่ยวหยางบอกว่าเขารอการต่อสู้นี้มานานสี่ปี และโอกาสนั้นมาถึงตอนที่มีผู้คนมากมายจับตาดูแต่ท่ามกลางความสนใจของผู้คนมากมาย ข้าต้องการความนับถือจากทุกคนเจ้ากับข้าเหมือนกัน พวกเราต่างก็ต้องการคนเคารพนับถือ

 

        หากเป็นแต่ก่อน ตอนที่สำนักวรยุทธ์ชางยังไม่มีเรื่องกบฏเข้ามาเกี่ยวข้องเนี่ยชิงอาจไม่ตกลงในสิ่งที่เฟิงเสี่ยวหยางเสนอ

 

        แต่ทว่าครั้งนี้...เนี่ยชิงไม่ได้ปฏิเสธ

 

        สำนักวรยุทธ์ชางล่มสลายแล้วเขาต้องแบกรับความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของสำนักวรยุทธ์ชาง

 

        เนี่ยชิงเพียงแค่พยักหน้าจากนั้นก็พูดขึ้นเบา ๆ “ได้”

 

        เฟิงเสี่ยวหยางยิ้มอย่างสมใจ “อย่างนั้นก็ตามข้ามา”

 

        ร่างของเขาลอยขึ้นจากสนามประลองแล้วพุ่งไปยังประตูทางทิศใต้ของตำหนักวิหารสวรรค์เนี่ยชิงพุ่งตามไปติด ๆ ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างก็ชะงักและมองตามทิศทางที่พวกเขาทั้งสองพุ่งไปองครักษ์หลวงเห็นดังนั้นก็ร้อนใจขึ้นทันที

 

        ราชามู่ฉางเยียนประทับนั่งตัวตรง แววพระเนตรเป็นประกาย“ไม่ต้องขวางพวกเขา!”

 

        เหล่าทหารและองครักษ์หลวงจึงทำได้เพียงมองดูเท่านั้นทั้งสองพุ่งผ่านกำแพงตำหนักวิหารสวรรค์แล้วเข้าไปด้านในส่วนผู้คนด้านนอกก็ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ขาดสาย

 

        อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเฟิงเสี่ยวหยางคิดจะทำอะไรกันแน่? คนที่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของสำนักเช่นเขาไม่ควรวู่วามเช่นนี้เขาต้องมั่นใจแน่ว่าครั้งนี้เนี่ยชิงต้องตามเขาไป แล้วเป้าหมายของเขาคืออะไร?แต่ทว่าทั้งสองคนจากไปด้วยความเร็วอันเจิงจึงไม่มีโอกาสห้ามเนี่ยชิง

 

        ขณะนี้เอง ขุนนางกรมพิธีการที่เป็นผู้คุมการประลองยกมือขึ้นมาขยี้ตา“ลอยขึ้นไปสูงจริง แต่พวกเขายังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกสนามประลองฉะนั้นถือว่าทำผิดกฎของการประลองป๋าโกย...พวกเจ้าว่าข้าควรตัดสิทธิ์การประลองของเขาทั้งสองดีหรือไม่นะ?”

 

        ทันทีที่ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ทุกคนก็ตะโกนขึ้นทันที “ไม่ได้นะ!”

 

        ขุนนางท่านนั้นลุกขึ้นยืนแล้วพูด “ข้าจะไม่เปลี่ยนความคิดตัวเองเพียงเพราะความคิดของพวกเจ้า?”

 

        ผู้คนที่มุงอยู่รอบด้านเริ่มตะโกนขึ้น“ให้โอกาสพวกเขา!”

 

        “พวกข้าจะดูผลการประลอง!”

 

        “เจ้าจะตัดสิทธิ์พวกเขาทั้งสองไม่ได้นะ!”

 

        ขุนนางท่านนั้นเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“กฎก็คือกฎ ข้าขอประกาศว่าพวกเขาทั้งสองถูกลบรายชื่อออกระหว่างการประลองป๋าโกย”

 

       อาจารย์นำขบวนจากสำนักไท่ซ่างเต้าพุ่งเข้าไป “เจ้าจะประกาศมั่ว ๆแบบนี้ไม่ได้นะ! เจ้าไม่มีสิทธิ์นั้น!”

 

        ขุนนางคนนั้นหัวเราะ “ตลกน่ะถ้าข้าไม่มีสิทธิ์ อย่างนั้นเจ้ามีสิทธิ์หรือ? ข้าควรทำตามนักพรตจากสำนักไท่ซ่างเต้าอย่างเจ้า หรือทำตามกฎจากราชสำนักกันเล่า?”

 

        นักพรตชุดดำชะงักไปครู่หนึ่งหลังจากเขม่นหน้าขุนนางคนนั้นแล้วเขาก็พูดขึ้น “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

 

        ขุนนางคนนั้นยืดตัวตรง “คิดว่าข้ากลัวเจ้ารึ”

 

       ในใจอันเจิงคิดว่าขุนนางคนนี้น่าสนใจไม่น้อย และนี่ก็คือความสามารถในการแย่งความสนใจของเขา

 

        ขุนนางกรมพิธีการเดินกลับไปข้างกล่องรายชื่อ“ตอนนี้เรามาเตรียมการประลองคู่ต่อไปดีกว่า หากมีคนออกจากสนามประลองอีก ข้าก็จะลบรายชื่อคนคนนั้นออกทันทีวันนี้ข้าเป็นผู้คุมการประลอง ฉะนั้นข้ามีอำนาจในการตัดสินใจผู้ที่จะขึ้นมาประลองคนต่อไปก็คือ...ซูเฟยหลุนจากสำนักต้าติง!”

 

        เดิมทีผู้คนยังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่แต่เมื่อได้ยินชื่อของซูเฟยหลุน ทุกคนก็เงียบทันทีในเมื่อซูเฟยหลุนอยู่ในระดับเดียวกับเนี่ยชิง ฉะนั้นการประลองของซูเฟยหลุนจึงน่าสนใจไม่น้อย

 

        เพียงครู่เดียวสนามประลองก็เงียบลงนั่นเพราะซูเฟยหลุนมีชื่อเสียงและความสามารถ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นละก็เกรงว่าคงไม่อาจทำให้สนามประลองเงียบลงได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้

 

        ขุนนางอ้วนยื่นมือเข้าไปในกล่องอีกครั้งจากนั้นก็หยิบกระดาษแล้วเปิดออก “คู่ต่อสู้ของเขาคือ...อันเจิงจากสำนักวรยุทธ์ชาง!”

 

        เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอีกครั้ง

 

        เนี่ยชิงประลองกับเฟิงเสี่ยวหยาง ส่วนอันเจิงก็ประลองกับซูเฟยหลุน

 

       ยังมีการประลองอะไรที่น่าตื่นเต้นมากกว่านี้อีกหรือไม่? ทุกคนรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อครู่เนี่ยชิงกับเฟิงเสี่ยวหยางเพิ่งเข้าไปประลองในตำหนักวิหารสวรรค์ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ผลและแน่นอนว่าประชาชนเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์เข้าไปดูอยู่แล้ว

 

        ตอนนี้ซูเฟยหลุนจะขึ้นประลองกับอันเจิง คู่ประลองคู่ใหม่ทำให้ทุกคนลืมเรื่องของเนี่ยชิงและเฟิงเสี่ยวหยางไปอย่างสิ้นเชิง

 

        ทางด้านของสำนักต้าติง สีหน้าของซูจวี่ซึ่งเป็นอาจารย์นำขบวนเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเขากดมือลงเป็นเชิงให้ซูเฟยหลุนไม่ต้องออกไป จากนั้นก็ก้าวยาว ๆ ไปหาขุนนางคุมการประลองแล้วพูดขึ้น“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

 

        ขุนนางกรมพิธีการเงยหน้าขึ้น เขาหรี่ตาลงแล้วพูด“เรื่องอะไรรึ?”

 

        ซูจวี่กดเสียงต่ำ“ก่อนหน้านี้ก็คุยกันแล้วไม่ใช่หรือ การประลองในครั้งนี้ต้องให้ซูเฟยหลุนขึ้นประลองเป็นคนสุดท้ายเจ้าจะให้เขาขึ้นประลองตอนนี้ หากเกิดความเสียหายอะไรขึ้นละก็อีกประเดี๋ยวเขาจะรับมือกับคนอื่นได้อย่างไร?”

 

        ขุนนางคนนั้นพูดขึ้น “ความหมายของเจ้าก็คือจะให้ข้ากลับคำพูด? น่าขันสิ้นดีข้าเป็นคนที่มีคุณธรรมและยุติธรรม ฉะนั้นจึงถูกคัดเลือกให้เป็นผู้คุมการประลองป๋าโกยหากจะให้ทำตามที่เจ้าพูด อย่างนั้นข้ายังมีสิทธิ์มาเป็นผู้คุมการประลองอีกหรือ?เจ้ารีบกลับไปเดี๋ยวนี้เลย ไม่อย่างนั้นข้าจะฟ้องเจ้าเรื่องก่อกวนการประลอง”

 

        ซูจวี่พูดด้วยความโมโห“ก่อนหน้านี้ที่เจ้ารับเงินจากเรา เจ้าไม่ได้พูดแบบนี้!”

 

        ขุนนางคนนั้นพูดต่อ“ใครเห็นว่าข้ารับเงินจากเจ้าบ้าง? มารดามันเถอะ ทางด้านสำนักไท่ซ่างเต้าก็บอกว่าข้ารับเงินจากพวกเขาเหมือนกันแต่ข้าก็ยังลบรายชื่อของเฟิงเสี่ยวหยางอยู่ดี”

 

        ซูจวี่พูดอย่างแค้นเคือง“ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

 

        หึ! ขุนนางคนนั้นแค่นเสียงออกมา“เจ้าเป็นคนที่สองที่พูดแบบนี้ อย่างไรตอนมาเอาคืนรบกวนเข้าแถวด้วยนะข้าต้องทำทุกอย่างตามขั้นตอน ฝากไว้ยิ่งนานดอกเบี้ยก็ยิ่งสูง...แต่อย่างไรเสียข้าจะรอเจ้ามาเอาคืนนะ”

 

        เหอะ! ซูจวี่แค่นเสียงออกมาด้วยความโมโหจากนั้นก็ก้าวยาว ๆ จากไป

 

        ขุนนางคนนั้นมองอันเจิงแวบหนึ่ง “ทำไมเจ้ารอให้ใครมาแบกขึ้นเวทีประลองรึ?”

 

        อันเจิงชะงักไปทันทีเขามักจะรู้สึกว่าแววตาของขุนนางคนนี้มีอะไรผิดปกติ

 

        ทางด้านสำนักต้าติงซูเฟยหลุนเห็นซูจวี่เร่งฝีเท้าเดินไปหาเจ้าสำนักซูเป่ย เขาไม่มีกะจิตกะใจรอต่อไปอีกฉะนั้นจึงลุกขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้า แล้วค่อย ๆ เดินเข้าสนามประลอง ส่วนอันเจิงเดินเข้าไปรออยู่ในสนามประลองแล้ว

 

        ทั้งสองยืนตรงข้ามกันจากนั้นซูเฟยหลุนก็ยกมือคารวะให้อันเจิง “สวัสดี”

 

        อันเจิงยกมือคารวะกลับ “สวัสดี”

 

        ซูเฟยหลุนหันไปมองทางด้านตำหนักวิหารสวรรค์อย่างไม่รู้ตัวจากนั้นก็หันกลับมามองอันเจิง “จะเริ่มได้รึยัง?”

 

        อันเจิงถามด้วยรอยยิ้ม“คู่ต่อสู้ที่เจ้าอยากได้คือเนี่ยชิงใช่หรือไม่?”

 

        ซูเฟยหลุนตอบอย่างไม่ลังเล “ใช่”

 

        อันเจิงถามอีกครั้ง“ฉะนั้นการที่ข้ายืนอยู่ตรงหน้าเจ้า มันทำให้เจ้าผิดหวังสินะ?”

 

        ซูเฟยหลุนยังคงตอบอย่างไม่ลังเล “ใช่”

 

        อันเจิงพยักหน้ารับ“บางทีข้าอาจทำให้เจ้าประหลาดใจ”

 

        เขาโบกมือธนูของแม่ทัพหวังไคไท่ที่เดิมทีวางอยู่บนเก้าอี้ลอยขึ้นทันทีส่วนกระบอกใส่ลูกธนูก็ค่อย ๆ ลอยตามมาอยู่ข้างตัวอันเจิงในตำแหน่งที่สามารถหยิบได้ถนัดมือเขายืนนิ่ง ในมือถือคันธนูไว้ ส่วนกระบอกใส่ลูกธนูก็ลอยอยู่ข้างกาย

 

        ซูเฟยหลุนขมวดคิ้ว “นั่นเหมือนธนูของแม่ทัพหวังไคไท่เลยนะ”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ใช่แล้ว”

 

        ซูเฟยหลุนถาม “ทำไมเจ้าถึงใช้มัน?”

 

        “แม่ทัพหวังไคไท่อยากเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงมาโดยตลอดหากหน่วยทหารไม่เกิดเรื่องขึ้นละก็ วันนี้เขาต้องเป็นหนึ่งในผู้คุมการประลอง ตอนนี้เขากำลังหนีโดยถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏสำหรับเขานี่คือความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง คนคนหนึ่งใช้ครึ่งชีวิตในการต่อสู้เพื่อแผ่นดินแต่สุดท้ายกลับมีจุดจบเช่นนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดมากใช่หรือไม่? ฉะนั้นข้าจึงนำอาวุธของเขามาด้วยข้าคิดว่า...ธนูนี่ก็เป็นเหมือนตัวแทนของแม่ทัพหวังไคไท่ที่มาร่วมประลองพร้อมข้า”

 

       หลังจากซูเฟยหลุนเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้น “อาวุธนี้ไม่ถนัดมือ ข้าแค่ห่วง...กลัวว่าเจ้าจะแพ้เร็วกว่าเดิม”

 

        มุมปากของอันเจิงกระตุกขึ้น “อย่าห่วงเลย”

 

        เขาโบกมือ จากนั้นกระบอกใส่ลูกธนูก็ลอยขึ้นมาอยู่ด้านข้างลูกธนูค่อย ๆ ลอยออกมาหนึ่งดอก เขายื่นมือไปรับลูกธนู จากนั้นง้างคันธนูออกแล้วยิงทั้งสองคนยืนห่างกันไม่มาก หลังจากลูกธนูดอกแรกพุ่งออกไป เพียงแวบเดียวก็ถึงตรงหน้าซูเฟยหลุนแล้ว

 

        ซูเฟยหลุนหมุนตัวเคลื่อนที่ไปสามสิบเซนติเมตรเพียงแค่สามสิบเซนติเมตรเท่านั้น แต่ทว่าก็หลบลูกธนูได้พอดิบพอดีร่างเขาดูเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหว เท้าก็เหมือนไม่ได้เคลื่อนไหวใด ๆ เป็นเพราะว่าเขาขยับเร็วเกินไปทำให้ไม่หลงเหลือเงาในตำแหน่งเดิมที่เคยยืนเลย

 

        ลูกธนูพุ่งเฉียดร่างซูเฟยหลุนแล้วเลยไปด้านหลังแต่ลูกธนูนี้ไม่ได้พุ่งเลยไปไกล มันหมุนตัวอยู่กลางอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนทิศพุ่งกลับมาด้วยความเร็วสูงสุด

 

       เห็นได้ชัดว่าซูเฟยหลุนมองไม่เห็นลูกธนูที่พุ่งกลับมา แต่ฉับพลันสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป

 

        ซูเฟยหลุนยื่นมือไปด้านหลัง แขนของเขางอจนอยู่ในท่าทางแปลกประหลาดและมือก็คว้าลูกธนูที่พุ่งกลับมาได้พอดี เขาใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบลูกธนูไว้เพียงครู่เดียว ลูกธนูก็เปล่งคลื่นพลังลมออกไปรอบด้าน

 

        พลังลมที่ซัดออกมาทำให้ผมยาวของซูเฟยหลุนปลิวไสวผมบางเส้นของซูเฟยหลุนถูกพลังลมตัดขาด แล้วค่อย ๆ ร่วงลงพื้น

 

        ซูเฟยหลุนก้มหน้ามองเส้นผมที่อยู่บนพื้นพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

        “เจ้าบอกให้ข้ามองเจ้าใหม่ ความจริงแล้วพลังที่แท้จริงของเจ้าไม่ใช่ตอนที่สู้กับหลางจิ้งหน้าสำนักวรยุทธ์ชางนี่เอง”

 

        อันเจิงยักไหล่ “ประมาณนั้น”

 

        ซูเฟยหลุนดึงแขนกลับมาจากนั้นก็หักลูกธนูแล้วโยนทิ้งไปด้านข้าง

 

        กลางมือเขาปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งที่เปล่งแสงประกายไปทั่วกระบี่เล่มนี้เงางามราวกับกระจกที่สะท้อนแสง กระบี่นั้นขยับเองเล็กน้อยแล้วปลายกระบี่ก็มีเสียงคำรามดังขึ้น

 

        “เจ้าระวังด้วยล่ะ”

 

        ซูเฟยหลุนพูดหนึ่งประโยค จากนั้นก็ฟันกระบี่ลงมากระบี่นี้ฟันลงอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาเขาและอันเจิงยืนห่างกันประมาณสิบกว่าเมตร แต่พลังที่ออกมาจากกระบี่ก็มาถึงตรงหน้าอันเจิงในชั่วพริบตาโจมตีเพียงครั้งเดียว พลังนี้ก็พุ่งไปไกลถึงหลายสิบเมตร

 

        อันเจิงหลบไปด้านข้าง ฉะนั้นพลังกระบี่จึงฟาดลงพื้นราวกับแส้ยาวทำให้พื้นข้างเท้าอันเจิงเกิดเส้นผ่าสีแดงขึ้นแล้วแตกออกเป็นรอยใหญ่ แต่นี่ยังไม่หมดพลังกระบี่แผ่ไปไกลหลายสิบเมตร แต่กลิ่นอายของกระบี่แผ่ไปไกลมากกว่ากำแพงสูงหนึ่งเมตรที่อยู่ไกลออกไปถูกพลังกระบี่ตัดขาดเป็นสองท่อนจากนั้นพลังนี้ยังคงพุ่งไปด้านหน้าต่อ เมื่อไปถึงตรงหน้าของประชาชนจึงหยุดลงราวกับมีชีวิต

 

        แควก!เสื้อของคนที่มามุงดูด้านหน้าสุดขาดออกจากกันทั้งหมด จากเสื้อหนึ่งชิ้นก็กลายเป็นสองชิ้น

 

        คนคนนั้นก้มหน้ามองเสื้อตัวเองจากนั้นสีหน้าก็ขาวซีดราวกับกำลังจะตาย หากซูเฟยหลุนไม่ควบคุมพลังกระบี่นี้หรือแม้กระทั่งปล่อยพลังนี้ออกไปอีกนิดเดียวละก็ เขาต้องตายอย่างแน่นอน

 

        ทุกคนเริ่มถอยหลังด้วยสัญชาตญาณต่อให้การประลองจะน่าสนใจมากเพียงใด แต่พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยง

 

        เท้าอันเจิงเพิ่งจะแตะพื้น กระบี่ก็พุ่งมาอีกครั้งกระบี่นี้กวาดไปรอบด้านไม่ต่างจากแส้ พลังจากกระบี่พุ่งไปทั่วพื้นที่ในสนามประลองกว้างอันเจิงพลิกตัวหลบไปด้านข้าง พลังกระบี่กวาดผ่านหน้าอันเจิงไป และดูเหมือนมันจะพุ่งไปยังขุนนางคุมการประลองตัวอ้วนนั่นแล้ว

 

        ด้วยระยะเวลาอันสั้น ทุกคนจึงยังไม่ทันได้ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

        ขวับ!

 

        เป็นเสียงที่น่าพิศวง

 

       เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างจากตอนที่ซูเฟยหลุนหยุดลูกธนูของอันเจิงเลยขุนนางตัวอ้วนที่ดูเหมือนไม่ฉลาดคนนั้นใช้นิ้วมือสองนิ้วคีบพลังกระบี่เอาไว้!

 

        พลังกระบี่นี้ไม่ใช่สิ่งของที่มีรูปร่างแต่ทว่ามันคือพลังบริสุทธิ์ที่ก่อตัวขึ้น

 

        ขณะนี้พลังกระบี่ไม่ต่างไปจากอสรพิษที่ถูกจับเอาไว้และไม่ว่ามันจะดิ้นอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจดิ้นหลุดจากมือขุนนางคนนั้นได้จากนั้นขุนนางตัวอ้วนก็โยนพลังกระบี่ทิ้งไปอย่างเมินเฉย เขามองเขม่นซูเฟยหลุนแวบหนึ่งแล้วพูดขึ้น“ข้าจะให้อภัยเจ้าแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากเจ้ายังกล้าทำเช่นนี้อีกละก็ข้าจะอัดเจ้าให้ลืมบ้านเกิดไปเลย หากให้ข้าลงมืออีกครั้ง รับรองว่าหลังจากนี้ข้าต้องเป็นตัวหลักของงานนี้แน่”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน