อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 122 เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง (2)

    ตอนที่ 122


    พื้นที่ตระกูลตัน กว้างขวางใหญ่โตจนน่าตกใจ อาจจะมากกว่าพื้นที่ของตระกูลฉีที่เป็นตระกูลเจ้าเมืองชนชั้นพิเศษในเมืองบุปผาแดงเสียด้วยซ้ำ แม้ว่าด้านในจะไม่มีมือปราบคุ้มกันแต่ก็เต็มไปด้วยยอดฝีมือที่ทางตระกูลตันจ้างวานจากความมั่งคั่ง หากเปรียบวัดจำนวนยอดฝีมือทั่วทั้งเรือนอาจจะเทียบเท่าพรรคหนึ่งเลยก็ว่าได้...

     

    การกลับมาของ ตันเหมา ได้แจ้งมายังตระกูลตันเอาไว้แล้วจึงถูกห้อมล้อมด้วยข้ารับใช้นับสิบตั้งแต่เข้าประตูเรือน ทั้งหมดล้วนเป็นสาวใช้หญิงสาวที่งดงามหยดย้อยหากเป็นบุรุษคนอื่น ๆ รวมถึง เหยาซาน ยังอดไม่ได้ที่จะมีใบหน้าเขินอายขึ้นมาเล็กน้อยทว่า ตันเหมา กลับเผยแววตาแสนเบื่อหน่าย จากความคุ้นชินบรรยากาศเช่นนี้...

     

    “ศิษย์น้อง พวกเรามีเวลาไม่มาก เข้าไปด้านในกันเถอะข้าจะพาเข้าไปพบบิดาข้า...”

     

    เรือนใหญ่หลายสิบหลังที่เชื่อมต่อกันด้วยสะพานเล็ก ๆ อันงดงาม สวนวิจิตรรอบด้านที่แผ่ปราณธรรมชาติอันสดชื่นในทุกลมหายใจทำให้ เหยาซาน ตระหนักรู้ได้ทันทีว่าความมั่งคั่งนั้นมีอำนาจเย้ายวนยิ่งนักสามารถสร้างแดนสวรรค์มาไว้ยังเรือนตนเองได้เช่นนี้ ตลอดเส้นทางยังเต็มไปด้วยสาวรับใช้ก้มหน้าต่ำน้อมรับสุภาพ

     

    ไม่นานมามาถึงยังเรือนหลักที่ใหญ่โตโอ่อา... ด้านหน้ายังมียอดฝีมือชายชราที่แต่งกายสุภาพแผ่รัศมีเทียบเท่าชนชั้นผู้อาวุโสในสำนักสายลมประจิมกวาดสายตาที่คมกริบมายัง ตันเหมา และ เหยาซาน จากนั้นก็พลันประสานมือโค้งตัวลง...

     

    “นายน้อย... ยามนี้นายท่านมีแขกสำคัญ คงต้องรออีกสักระยะในการเข้าพบ”

    “ท่านพ่อบ้านใหญ่... ใครมาพบท่านพ่องั้นหรือ?!” ตันเหมา เอ่ยถามชายชราผู้นั้น ทำให้ทราบได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือพ่อบ้านใหญ่ตระกูลตัน

     

    “เป็นท่านหยวนจินเป่า จากเมืองวจีทิศเหนือ...”

     

    “!!!!!!!!!” ตันเหมา ได้ยินเช่นนั้นพลันเบิกตาทันที ทว่าต่อมากลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหลียวมองมายัง เหยาซาน...

     

    “ศิษย์น้องเหยา ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเจ้า... หยวนจินเป่าผู้นี้เป็นผู้นำตระกูลหยวน ถือครองป้ายเหล็ก หนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองวจีทิศเหนือ อีกทั้งยังเป็นคู่ค้าคนสำคัญของตระกูลตันนำเข้าสุราระดับสูงจากต่างทวีป...”

     

    เหยาซาน เข้าใจความหมายของ ตันเหมา ในทันที เผยแววตามุ่งมั่นชัดเจนว่านี่คล้ายเป็นกำแพงทดสอบขนาดมหึมาในการเจรจา... อีกฝ่ายคือผู้นำตระกูลใหญ่ด้านเล่ห์เหลี่ยมนั้นคงยากที่เด็กหนุ่มอย่าง เหยาซาน จะเปรียบวัด...

     

    แต่ในเมื่อนี่คือเรื่องเจรจาด้านการค้า สิ่งเดียวที่ เหยาซานจะเชื่อมั่นและยกขึ้นต่อกรนั่นคือคุณภาพของสุรารวมถึงราคาที่เสนอไป จำต้องเหนือกว่าอีกฝ่ายให้ได้เหยาซาน จึงต้องหอบหิ้วความกล้าและความเชื่อมั่นในตนเองเข้าไปด้านใน...

     

    ตันเหมา หันมองยังพ่อบ้านใหญ่ ก่อนจะขอเข้าไปเจรจาร่วม...แน่นอนว่าพ่อบ้านใหญ่คราแรกแสดงท่าทีกระอักกระอ่วน แต่เมื่อ ตันเหมา เผยความจริงจังมุ่งมั่นผ่านสายตาพ่อบ้านใหญ่ก็จำต้องจนใจต่อนายน้อยผู้นี้ ยอมปล่อยให้เข้าไปด้านใน...

     

    สองผู้เยาว์ก้าวเดินด้วยท่าทีสง่า... หากเทียบกับตอนที่เป็นเพียงผู้เยาว์แก่เรียนคล้ายบัณฑิตเมื่อหลายเดือนก่อนเวลานี้ เหยาซาน เองก็รัศมีที่น่าเชื่อถือออกมาบ้างแล้ว จากประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นหลายขั้น...

     

    ไม่นานทั้งสองก็เข้ามาถึงโถงใหญ่ของเรือน ที่นั้นมีชายสองคนที่ดูยังไม่ถึงขั้นชราอายุน่าจะราว 50 ปี แต่แผ่ล้นรัศมีความเป็นผู้นำอย่างเต็มเปี่ยมดวงตายังปรากฏความหลักแหลมไร้สิ้นสุด ฝั่งหนึ่งสวมชุดคลุมหรูหราตกแต่งด้วยตราสัญลักษณ์ตระกูลตันรูปตาชั่งทองคำส่วนอีกฝ่ายเป็นชายอ้วนท้วมมีรอยยิ้มประดับดวงตาตี่จนแทบมองไม่เห็น คล้ายเป็นเพียงขีดเส้นมีเพียงความเฉียบคมของแววตาที่เล็ดลอดออกมา...

     

    ชายอ้วนผู้นี้ย่อมเป็น หยวนจินเป่า...

     

    “ตันเหมา... อย่าเสียมารยาท บิดามีแขกสำคัญอยู่เจ้าไม่เห็นงั้นหรือ?!” บิดาของ ตันเหมา เค้นเสียงเย็นตำหนิ ทว่าจากน้ำเสียงยังทำให้ตระหนักรู้ได้ว่ามิได้โกรธเคืองแท้จริง

     

    ก่อนหน้าที่จะเข้ามาในวันนี้ ตันเหมา ย่อมปูเนื้อหามาบ้างแล้วผ่านหยกสื่อสารทำให้บิดาของ ตันเหมา อันมีนามว่า ตันเหมิน พอจะทราบสาเหตุของการมาครั้งนี้แต่จากความบังเอิญที่ หยวนจินเป่า เดินทางมาประจวบเหมาะเช่นกันจึงไม่อาจปฏิเสธการรับรองได้

     

    “ขออภัยท่านพ่อ... แต่ข้าเองก็มีเวลาออกจากสำนักแค่เพียงวันเดียวทั้งข้าก็มีธุระสำคัญเช่นเดียวกัน จึงต้องกระทำการไม่สมควรเช่นนี้...” ตันเหมา เผยรอยยิ้มก่อนจะหันมองไปยัง หยวนจินเป่า ประสานมืออย่างสุภาพขออภัยเช่นกัน

     

    “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พี่ตัน อย่าได้คิดมาก... ตันเหมา ก็เป็นเหมือนหลานชายข้า ดังนั้นย่อมไม่นับเป็นการเสียมารยาทถือเป็นโชคดีเสียอีก ที่ได้เจอกับผู้สืบทอดตระกูลตันในวันนี้ ได้ยินว่าเจ้าสามารถเข้าสำนักสายลมประจิมได้ด้วยงั้นสินะช่างเป็นคนหนุ่มที่มากความสามารถจริง ๆ” หยวนจินเป่า เอ่ยชมมิขาดปาก วางตัวสนิทสนมเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์สร้างรากฐานในภายภาคหน้าด้วยความแนบเนียน

     

     ตันเหมิน กระแอมไอเบา ๆ เผยแววตาจริงจังขึ้นมาขณะที่มองไปยังตันเหมา และ เหยาซาน

    “นั่นสินะ... จะว่าไปเรื่องที่พวกเจ้าสองคนจะเข้ามาคุยนั้น มีพี่หยวนอยู่ด้วยก็เป็นเรื่องดีเช่นกันพวกเจ้าจะได้เห็นว่าการทำธุรกิจนั้น มิใช่การละเล่นของเด็ก ๆ อย่างที่พวกเจ้าเข้าใจ...ในฐานะพ่อค้าทุกสิ่งอย่างตัดสินที่ผลประโยชน์ และผลกำไรที่จับต้องได้เท่านั้น”

     

    ขณะที่เอ่ยวาจา เหยาซาน สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นบางอย่างซึ่งมันแตกต่างไปจากแรงกดดันลมปราณ คาดว่าน่าจะเป็นแรงกดดันของพ่อค้าที่มากไปด้วยประสบการณ์อันโชกโชยในด้านธุรกิจหากนับการค้าเป็นโลกของยุทธภพ ตันเหมิน ผู้นี้คงจัดเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานผู้หนึ่งได้เช่นกัน...

     

    ความชิงดีชิงเด่น มีอยู่ในทุกวงการ...และผู้ที่ก้าวขึ้นมายังระดับแนวหน้าได้นั้น ย่อมมิใช่สามัญชนทั่วไปแต่ต้องเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในระดับที่ก้าวข้ามผู้อื่น เพื่อขึ้นมาจนอยู่บนยอดปลายแห่งความสำเร็จ

     

    ไม่นานสองผู้เยาว์ก็ถูกจัดให้เข้าร่วมในวงสนทนาเดียวกัน... โดยที่หยวนจินเป่า ก็ยังเผยความงุนงงอยู่เล็ก ๆ เพราะยังไม่ทราบเรื่องอะไรเกี่ยวการมาของตันเหมา และ เหยาซาน แต่ใบหน้าของชายร่างอ้วนผู้นี้ยังคงประดับซึ่งรอยยิ้มเป็นมิตรไม่เจือจาง...ด้านหลังของ หยวนจินเป่า ยังมียอดฝีมือคุ้มกันอีกคนหนึ่งที่ยืนนิ่งสงบ เช่นเดียวกับผู้คุ้มกันของตันเหมิน ที่สวมเกราะดำน่าเกรงขาม...

     

    ไม่ต้องกล่าวถึง เหยาซาน แม้แต่ ตันเหมา เองยังมีความกดดันเล็ก ๆเกิดขึ้น ถึงจะเคยร่วมวงเจรจาธุรกิจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังมิอาจระงับความประหม่าและแรงกดดันที่สัมผัส...สองผู้เยาว์หันมองหน้ากันเป็นระยะ ก่อนที่ เหยาซานจะเริ่มประสานมือสุภาพให้กับทั้งสองคน...

     

    “ผู้เยาว์นามว่า เหยาซาน ศิษย์แห่งสำนักสายลมประจิม...ทว่าการมาในครั้งนี้ของผู้เยาว์มิได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับสำนักแต่เป็นเพียงเหตุผลส่วนตัว ที่อยากจะเสนอในสิ่งที่มีแก่ตระกูลตัน... ด้วยความที่ผู้เยาว์สามารถเข้าถึงสุราลมปราณรวมถึงสุราระดับสูงได้ในระดับหนึ่ง จึงอยากเสนอขายมันกับทางตระกูลตัน ในฐานะคู่ค้าคนหนึ่ง...”

     

    “..............” ตันเหมิน นิ่งเงียบ ไม่ทำสิ่งใดนอกจากมองหน้าของเหยาซาน ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วน หยวนจินเป่า ก็นิ่งสงบเช่นกัน เมื่อได้ยินคำพูดของเหยาซาร ก็ยังสามารถยกจอกสุราดื่มอย่างไม่ทุกข์ร้อน...

     

    ทำเอา เหยาซาน ถึงกับสูดลมหายใจลึก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนควรทำสีหน้าเช่นไร...เมื่อ ตันเหมิน เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรจะกล่าวแล้ว จึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ เอ่ยเร่งเร้า

    “มีเพียงเท่านี้หรือ ที่เจ้าจะพูดออกมา?”

     

    เหยาซาน สะอึกไปเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือ...

    “ผู้เยาว์มีสุรามากกว่าร้อยชนิด ครอบคลุมทุกสุราชื่อดังจากทั้ง 4ทวีป สุราลมปราณ หลากหลายระดับก็ยังมีอย่างครบถ้วน สุราเลิศรสที่หายากก็ยังมีจำหน่าย...”

     

    ระหว่างที่ เหยาซาน กำลังพยายามกล่าวรายละเอียด... ตันเหมาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ไหนเลยที่จะมองไม่ออกว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไรเพียงแค่เห็นใบหน้าของบิดา และ หยวนจินเป่า ก็เป็นสิ่งยืนยันได้แล้ว...

     

    “จบแล้วใช่หรือไม่?” ตันเหมิน เผยใบหน้าเย็นชานิ่งสงบ

     

    เหยาซาน ได้แต่พยักหน้าตอบรับเท่านั้น...

     

    “เอาล่ะ... หากเจ้าเป็นผู้เยาว์คนอื่นป่านนี้ก็คงถูกขับไล่ออกไปจากที่นี่แล้วทว่าข้านั้นเห็นแก่ที่เจ้าเป็นสหายที่มีเพียงน้อยนิดของ ตันเหมา จึงอยากจะสอนสั่งเจ้าสักเล็กน้อยถึงเส้นทางในการดำเนินธุรกิจ...

     

    เจ้าอาจจะมีสิ่งล้ำค่าในมือก็จริงทว่าสุดท้ายมันก็เป็นเพียงสิ่งของที่เหมาะจะนำไปเข้าโรงประมูลหรือเสนอขายให้กับผู้มั่งคั่งที่สนใจยิบย่อยแต่มันไม่เหมาะที่จะร่วมธุรกิจกับตระกูลข้า... การเสนอของเจ้านั้นไม่ผิด แต่มันไม่เพียงพอ!!

     

    เจ้าไม่ได้บอกกับข้าด้วยซ้ำ ถึงปริมาณที่ถือครอง กำลังการส่งออกของเจ้าหรือราคาที่จะเสนอยื่น ไม่มีแม้แต่สิ่งที่จะการันตี หากเกิดความผิดพลาดเสียหาย เพียงข้าดูก็รู้แล้วว่าเจ้านั้นไม่มีอะไรเลยมากไปกว่าสินค้าจำนวนหนึ่งในมือเวลานี้…

     

    ในฐานะที่ข้าเปิดกิจการมากมายหลายแห่ง ข้าต้องย่อมมองออก ว่าเจ้าไม่ได้โกหกในสิ่งที่มีไม่ได้แอบอ้างสิ่งของจอมปลอมหลอกลวง หรืออาจจะเสนอราคาต่ำกว่าที่พี่หยวนส่งขายให้กับข้าด้วยซ้ำ...ทว่ามันก็ยังไม่เพียงพอต่อความเชื่อมั่นที่ข้าได้ตั้งเป้าเอาไว้!!

     

    เจ้ามีสุราที่กล่าวมาเท่าไหร่งั้นหรือ? 10 ไห 100 ไห หรือ 500 ไห?” ตันเหมิน เค้นเสียงถามก่อนจะหันมองไปยัง หยวนจินเป่า... “พี่หยวน สินค้ารอบนี้ที่ท่านนำเสนอมี สุราหงส์เหยียบบงกชของทวีปหงสาเพลิง ท่านจะส่งให้ข้าได้เท่าไหร่งั้นหรือ?!”

     

    หยวนจินเป่า เผยรอยยิ้ม ดวงตาตี่แคบจนแทบปิด...

    “20,000 ไหในเดือนนี้... และอีกเดือนละ 10,000 ไห จนกว่าจะครบสัญญา 1 ปี หากข้าผิดสัญญาตามเงื่อนไข พร้อมที่จะจ่ายค่าเสียหายให้กับตระกูลตัน1,000 ล้านเหรียญทอง...”

     

    “!!!!!!!!!!!” เหยาซานเบิกตากว้าง ใบหน้าด้านชาในทันที

     

    ตันเหมิน เหลือบมอง เหยาซาน ด้วยสายตานิ่งสงบ...

    “เหยาซาน เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่? ข้านั้นมีหอนางโลมนับร้อยแห่งที่ต้องดูแลปริมาณสุราที่ใช้ในแต่ละคืนนั้นมีมากมายมหาศาล สุราคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในส่วนนี้ เจ้าอาจจะสามารถส่งสุราให้ข้าได้1 สาขา หรือ 2 สาขา แต่นั่นก็จะทำให้หอนางโลมของข้าสูญเสียมาตรฐานไปจากแห่งอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อเจ้าไม่อาจส่งสุราให้ทุกหอนางโลมนับร้อยแห่งพร้อมกันได้การเจรจาก็ไม่มีความจำเป็น...

     

    เจ้าอาจเป็นคนมีความสามารถจริง อาจมีเส้นสายภายในที่ดีทว่าเจ้านั้นยังคิดตื้นเขินเกินไปในแง่การค้า... หวังว่าจะเข้าใจที่สิ่งที่ข้าได้สอนสั่งหากวันข้างหน้าเจ้าสามารถทำได้ในระดับเดียวที่กับ พี่หยวน ทำได้ ถึงเวลานั้นพวกเราค่อยกลับมาคุยกันอีกครั้ง...เชิญ”

     

    ตันเหมิน ผายมือชี้ไปยังประตู

     

    เหยาซาน ถึงกับสะท้านสั่นไหว ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยรู้สึกอับอายถึงเพียงนี้มาก่อนทว่าสิ่งที่โกรธเคืองนั้นมิใช่คำพูดของ ตันเหมิน แต่โกรธเคืองตนเองที่คิดอะไรง่ายเกินไป!! เพียงแค่หมักบ่มสุราระดับสูงขึ้นมาได้ กลับหมายมั่นจะเติบใหญ่บนเส้นทางแห่งความมั่งคั่งโดยไม่รู้เลยว่าต้องเจอกันสิ่งใด รับผิดชอบสิ่งใด หรือสามารถแบกรับได้เพียงเท่าใด…

     

    เด็กหนุ่ม เผยแววตามุ่งมั่นอีกครั้ง ลุกขึ้นประสานมืออย่างสุภาพ...

    “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ เวลานี้ผู้เยาว์เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว...และเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองต้องเสียเวลากับความโง่เขลาที่ผู้เยาว์กล่าวออกไปโปรดรับการคารวะ และสิ่งขอโทษจากผู้เยาว์ด้วย...”

     

    เหยาซาน โค้งตัวอย่างสะภาพ จากนั้นจึงสะบัดมือครั้งหนึ่ง สุราหนึ่งไหก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคน... จากนั้น เหยาซาน ก็ลุกขึ้นทันที และเดินออกไปจากโถงนี้ด้วยท่าทีองอาจพร้อมกับ ตันเหมา ที่วิ่งตามออกไปด้วย...

     

    ตันเหมิน กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะหันไปประสานมือให้กับหยวนจินเป่า...

    “ขออภัยด้วยนะ พี่หยวน ที่ต้องมาอบรมเด็กพวกนั้นระหว่างพูดคุยกัน”

     

    หยวนจินเป่า โบกมือเบา ๆ เบื้องหน้า

    “เรื่องเล็กน้อย... เด็ก ๆ พวกนั้นจะต้องเติบโตขึ้นอีกมากสิ่งที่ท่านได้กล่าวออกไปในวันนี้ ถือเป็นการสอนสั่งที่ดี โดยเฉพาะเด็กหนุ่มเหยาซาน ผู้นั้น ข้าสัมผัสได้ว่าแววตาเช่นนั้นมิใช่แววตาของผู้ที่จะยอมแพ้ไม่แน่ว่าต่อจากนี้อีกไม่นาน เด็กคนนั้นอาจเหมาะสมที่จะร่วมวงสนทนาของพวกเราจริง ๆก็เป็นได้...”

     

    ตันเหมิน หัวเราะออกมาเบา ๆ แน่นอนว่า ตันเหมิน ก็สัมผัสถึงแววตานั้นของเหยาซาน ได้เช่นกัน และวาจาที่เอ่ยสอนสั่งไปนั้น ล้วนเป็นวาจาของผู้ใหญ่ที่ให้ความเอ็นดูกับผู้เยาว์เพื่อสร้างความกระตือรือร้นมากกว่าเป็นการตำหนิอย่างไร้เหตุผล

     

    ในตอนนั้นเอง กลิ่นสุราหนึ่งไหที่ เหยาซาน ทิ้งไว้แทนคำขอโทษ ก็ได้โชยขึ้นเข้าจมูกของตันเหมิน และ หยวนจินเป่า จนทั้งคู่ถึงกับต้องหันจ้องเขม็งไปยังไหสุราพร้อม ๆ กันด้วยแววตาที่แสนประหลาดใจ...

     

    “กลิ่นนี่มัน?!”

     

    …………………………………….