ฝ่ายตั๋งโต๊ะ เป็เ้าเมืองซีหลงได้คุมทหารยี่สิบหมื่น มีใจหยาบช้าคิดจะเอาราชสมบัติเนืองๆ ครั้นรู้หนังสือรับสั่งให้มาดังนั้นมีความยินดีนักเห็นจะสมคิดครั้งนี้ จึงให้ เยียวหู ลูกเขยอยู่รักษาเมืองแล้วจัดลิฉุยหนึ่ง กุยกีหนึ่ง เตียวเจหนึ่ง หวนเตียวหนึ่งซึ่งเป็ทหารเอกกับทหารเลวสิบหมื่นสรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธพร้อมแล้วยกไปเมืองลกเอี๋ยง ครั้นมาถึงกลางทางปลงทัพอยู่ลิยูเป็ที่ปรึกษาจึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่าหนังสือซึ่งให้มาครั้งนี้เห็นจะมีผู้แอบรับสั่งให้มาถึงท่านซึ่งจะยกเข้าไปเห็นไม่ควรจำจะแต่งหนังสือเข้าไปให้กราบทูลให้มีรับสั่งออกมาอีกครั้งหนึ่งท่านจึงยกเข้าไปในเมือง ถ้าจะคิดการสิ่งใดก็จะได้สะดวกตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วยก็แต่งหนังสือเข้าไปให้กราบทูล ในหนังสือนั้นว่าอาณาประชาราษฎรในเมืองหลวงแลหัวเมืองทั้งปวงได้ความเดือดร้อนเพราะขันทีสิบคนทำการหยาบช้าให้ผิดขนบธรรมเนียมบัดนี้ข้าพเ้าจะขอยกกองทัพเข้าไปในเมืองหลวงแล้วจะจับตัวเตียวเหยียงกับขันทีเก้าคนฆ่าเสียพระองค์แลอาณาประชาราษฎรจะได้อยู่เย็นเป็สุขสืบไป
ฝ่ายโฮจิ๋นรู้ในหนังสือตั๋งโต๊ะดังนั้นก็ปิดไว้มิให้ขันทีสิบคนรู้ แล้วหาขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่าจะให้ตั๋งโต๊ะเข้ามาดีหรือประการใด แตะถ้าย จึงว่า ตั๋งโต๊ะนี้น้ำใจดังเสือซึ่งจะให้เข้ามาในเมืองนี้เห็นจะมีอันตรายแก่คนทั้งปวงโฮจิ๋นจึงว่าท่านนี้จะคิดการใหญ่ด้วยเราไม่ได้ ได้ยินแต่ข่าวยังมิทันเห็นตัวเสือก็ครั่นคร้ามโลติดได้ยินจึงว่า ข้าพเ้าได้เคยรู้น้ำใจตั๋งโต๊ะมาแต่ก่อนว่าเป็คนหยาบช้าถ้าปล่อยให้เข้ามาในเมืองเห็นจะเกิดจลาจลเหมือนคำแตะถ้ายว่าเป็มั่นคงโฮจิ๋นจึงตอบว่าท่านทั้งปวงอย่าว่าเลย เราหาฟังไม่โลติดกับแตะถ้ายแลขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงได้ยินโฮจิ๋นว่าดังนั้นก็เสียใจนักต่างคนต่างเวนตราจำนำเสีย แล้วก็ออกจากราชการไปอยู่ ณ บ้านเป็อันมากโฮจิ๋นจึงแต่งคนว่ามีรับสั่งให้ออกไปรับตั๋งโต๊ะมาตั้งอยู่ตำบลลุดคี นอกกำแพงเมือง
ฝ่ายขันทีสิบคนครั้นรู้ว่าตั๋งโต๊ะยกทหารมาตั้งอยู่นอกเมืองแล้วจึงคิดกันว่า เหตุทั้งนี้เพราะโฮจิ๋นคิดอ่านแอบรับสั่งให้กองทัพหัวเมืองยกมาทำร้ายแก่เราครั้นเราจะนิ่งอยู่บัดนี้อันตรายก็จะถึงชีวิตเรา จำเราจะคิดฆ่าโฮจิ๋นเสียก่อนครั้นคิดกันแล้วจึงแต่งคนสนิทห้าสิบคนถือศัสตราวุธจึงสั่งว่าถ้าเห็นโฮจิ๋นเข้ามาก็ให้ฆ่าเสียเถิดแล้วก็พาพวกห้าสิบคนลอบเข้าไปแอบอยู่ข้างซุ้มประตูวังข้างในเตียวเหยียงก็เข้าไปทูลนางโฮเฮาว่าโฮจิ๋นแอบรับสั่งให้หากองทัพหัวเมืองเข้ามาจะจับเอาข้าพเ้าทั้งสิบคนไปฆ่าเสียข้าพเ้าหาที่พึ่งมิได้ เห็นแต่พระองค์จะช่วยชีวิตข้าพเ้าได้นางโฮเฮาจึงว่าให้ออกไปอ้อนวอนง้องอนโฮจิ๋นเถิด โฮจิ๋นจะมีความกรุณาอยู่เห็นจะไม่ทำอันตรายดอก เตียวเหยียงจึงทูลว่าโฮจิ๋นนั้นมีใจชังข้าพเ้าทั้งสิบคนนักซึ่งจะให้ข้าพเ้าออกไปหานั้นเหมือนหนึ่งเอาเนื้อไปสู่เสืออันจะมีชีวิตคืนมานั้นหามิได้ ถ้าพระองค์เมตตาข้าพเ้าทั้งนี้ขอให้เชิญโฮจิ๋นเข้ามาตรัสขอชีวิตข้าพเ้าต่อพระโอษฐ์ถึงมาตรว่าโฮจิ๋นจะไม่เมตตาแล้วข้าพเ้าก็จะตายอยู่ต่อหน้าที่นั่งพระองค์นางโฮเฮาได้ยินดังนั้นมีความกรุณาจึงให้ไปหาโฮจิ๋นเข้ามา
ฝ่ายโฮจิ๋นเมื่อจะเข้าไปหานางโฮเฮานั้นตันหลิมห้ามว่า ซึ่งนางโฮเฮาให้มาเชิญนี้ข้าพเ้าแคลงอยู่ เข้าไปเห็นจะมีอันตรายโฮจิ๋นจึงตอบว่า นางโฮเฮากับเราเป็พี่น้องกันซึ่งจะคบคิดเป็ใจด้วยขันทีนั้นผิดไป อ้วนเสี้ยวจึงว่าการซึ่งคิดไว้นั้นเห็นขันทีสิบคนจะรู้ตระหนัก ซึ่งจักเข้าไปนั้นไม่ได้ โจโฉจึงว่าถ้าท่านจะเข้าไปก็ไปเถิด แต่ให้ตัวขันทีสิบคนออกมาเสียจากวังก่อนท่านจึงจะไม่มีอันตรายโฮจิ๋นได้ยินสามคนว่าดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่าเราเป็ผู้สำเร็จราชการอยู่ในแผ่นดินหาผู้ใดเสมอมิได้แลขันทีสิบคนนี้ความคิดความอ่านกล้าหาญเป็กระไรจะอาจทำร้ายแก่เราได้อ้วนเสี้ยวจึงว่าท่านจะขืนเข้าไปก็ตามเถิด แต่ข้าพเ้าจะขอเข้าไปด้วย อ้วนเสี้ยวจึงให้อ้วนสุดผู้น้องคุมทหารห้าร้อยเข้าไปอยู่ที่ประตูวังข้างหน้าอ้วนเสี้ยวกับโจโฉแต่งตัวใส่เกราะถือกระบี่เข้าไปกับโฮจิ๋นถึงประตูข้างในโปอี้นายประตูจึงห้ามอ้วนเสี้ยวกับโจโฉไว้แต่ภายนอกโฮจิ๋นจึงเดินเข้าไปแต่ผู้เดียว ครั้นถึงซุ้มประตูภายใน เตียวเหยียงต๋วนกุยเห็นโฮจิ๋นเข้ามาจึงเดินขวางหน้าออกไปพยักให้พวกห้าสิบคนล้อมโฮจิ๋นเข้าไว้แล้วเตียวเหยียงร้องว่าตัวแต่ก่อนนั้นก็เป็ผู้น้อยอยู่เราได้ช่วยทำนุบำรุงว่ากล่าวพิดทูล ตัวจึงได้เป็ผู้ใหญ่ขึ้นถึงเพียงนี้แลตัวกำเริบให้คนไปลอบฆ่านางตังไทฮอซึ่งเป็มารดาพระเ้าเลนเต้อันหาความผิดมิได้นั้นเสียแล้วตัวแอบรับสั่งออกไปให้หาหัวเมืองทั้งปวงยกทหารเข้ามาจะจับเราซึ่งมีคุณแก่ตัวฆ่าเสียนั้นตัวหามีกตัญญูต่อเราไม่ กลับว่าเราเป็ศัตรูราชสมบัติอีกเล่า ตัวจะทำร้ายกูแล้วกูจะเอาชีวิตมึงเสียบัดนี้ก่อน
ครั้นโฮจิ๋นเห็นวุ่นวายดังนั้นก็ใ จะแลหาที่พึ่งก็มิได้เหลียวหลังดูประตูก็ปิดเสีย แลคนห้าสิบคนก็ฆ่าโฮจิ๋นตาย ฝ่ายอ้วนเสี้ยวโจโฉคอยอยู่นอกประตูเห็นช้านัก จึงเรียกโฮจิ๋นเข้าไปว่าเชิญออกมาจงเร็วเถิดเตียวเหยียงได้ยินดังนั้นจึงตัดศีรษะโฮจิ๋นโยนออกไปแล้วร้องว่าโฮจิ๋นนี้คิดขบถเราฆ่าเสียแล้ว เอาแต่ศีรษะไปเถิดผู้ใดซึ่งมิได้ร่วมคิดเป็ขบถด้วยนั้นก็ให้เร่งกลับไปที่อยู่อย่ามาวุ่นวายเลยอ้วนเสี้ยว โจโฉได้ยินดังนั้นจึงร้องประกาศว่า โฮจิ๋นเป็เสนาบดีผู้สำเร็จราชการขันทีสิบคนคบคิดกันฆ่าโฮจิ๋นเสียนั้น เราจะทำลายประตูวังเข้าไปฆ่าขันทีสิบคนเสียผู้ใดจะเข้าด้วยเราบ้าง
เง่าของเป็ทหารโฮจิ๋นซึ่งมากับอ้วนสุดครั้นได้ยินอ้วนเสี้ยวโจโฉร้องประกาศดังนั้นก็เอาเพลิงจุดประตูวังขึ้นแล้วอ้วนสุดก็คุมทหารเข้ามาในวัง พบขันทีเลวทั้งปวงก็จับฆ่าเสียอ้วนเสี้ยวโจโฉก็ฟันประตูวังเข้าไป แลเตียวต๋งหนึ่ง เทียควงหนึ่ง เห้หุยหนึ่ง กุยเสงหนึ่งขันทีสี่คนเห็นอ้วนเสี้ยว โจโฉทำลายประตูวังเข้ามา ก็วิ่งหนีเข้าไปในสวนดอกไม้อ้วนเสี้ยวโจโฉก็ไล่ตามเข้าไปฆ่าเสียแล้วสับเนื้อขันทีสี่คนละเอียดมิให้กากลืนแค้นแลเพลิงนั้นก็ไหม้ลามเข้าไปถึงที่ข้างใน เตียวเหยียงหนึ่งต๋วนกุยหนึ่งเทาเจียดหนึ่ง เหาลำหนึ่ง เห็นเพลิงไหม้ลามเข้ามา จึงพานางโฮเฮากับหองจูเปียนหองจูเหียบหนีร้นเข้าไปที่เพลิงยังไม่ถึงนั้น
ฝ่ายโลติดซึ่งออกจากที่ขุนนางครั้นเห็นเพลิงไหม้ในพระราชวังก็แต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธมายืนแอบประตูท้ายสนมอยู่ครั้นแลเข้าไปเห็นต๋วนกุยพานางโฮเฮาหนีเพลิงวุ่นวายอยู่ดังนั้นจึงร้องเข้าไปว่าอ้ายศัตรูราชสมบัติมึงจะพานางโฮเฮาไปไหนต๋วนกุยได้ยินแลไปเห็นโลติดก็ใกลัววิ่งหนีเอาตัวรอดแลนางโฮเฮาก็ใโดดลงมาจากชาลา โลติดวิ่งเข้ารับทัน
ฝ่ายเง่าของคุมทหารเข้าไปถึงในวังพบโฮเบี้ยวเง่าของจึงร้องว่าอ้ายนี่ศัตรูราชสมบัติ มึงคบคิดกับขันทีสิบคนฆ่าโฮจิ๋นผู้พี่เสียเราฆ่าอ้ายนี่เสียจึงจะชอบ แล้วให้ทหารล้อมจับโฮเบี้ยวฆ่าเสียในที่นั้นขุนนางแลทหารทั้งปวงมาเข้ากับอ้วนเสี้ยว โจโฉเป็อันมากอ้วนเสี้ยวจึงใช้ทหารกองหนึ่งออกไปล้อมบ้านขันทีสิบคนจับพรรคพวกชายหญิงใหญ่น้อยฆ่าเสียสิ้น โจโฉจึงคุมทหารเข้าดับเพลิงซึ่งไหม้วังนั้นแล้วจึงเชิญเสด็จนางโฮเฮามาให้ว่าราชการเมืองอยู่พลางครั้นเวลาค่ำต๋วนกุยซึ่งหนีไปพบเตียวเหยียง จึงชวนกันพาหองจูเปียนหองจูเหียบหนีออกไปนอกเมืองซุ่มอยู่ ณ ป่าเชิงเขาปักคูสาน
ฝ่ายอ้วนเสี้ยว โจโฉจึงเกณฑ์ทหารสองกองกองหนึ่งให้ตามจับขันทีหกคน กองหนึ่งให้ไปหาหองจูเปียนหองจูเหียบ ณ ป่านอกเมืองฝ่ายต๋วนกุยกับเตียวเหยียงได้ยินเสียงทหารตามมาค้นหาเป็อันมากคิดกลัวว่าจะมิพ้นความตาย จึงทิ้งพระราชบุตรทั้งสองเสียต่างคนต่างก็หนีไปในเวลาเที่ยงคืนแต่เตียวเหยียงนั้นหนีบุกป่ามาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง พอพบทัพบินของเ้าเมืองโห้หล้ำทหารทั้งปวงมิได้เห็นตัว ได้ยินแต่เสียงสาก ๆในพง จึงล้อมไว้ริมแม่น้ำแล้วจุดคบใส่ปลายไม้ส่องเข้าไปจะจับตัว เตียวเหยียงเห็นจะหนีไม่พ้นก็โจนน้ำตาย
ฝ่ายหองจูเปียนหองจูเหียบซึ่งขันทีทิ้งเสียในป่า ครั้นได้ยินเสียงพลอื้ออึงมาก็ใกลัวครั้นเวลาสามยามน้ำค้างตกหนัก จึงปรึกษากันว่าเราจะอยู่ที่นี่มิได้จำจะหนีไปให้พ้นภัย แล้วก็พากันบุกป่าไปในเวลากลางคืนมืดมิได้เห็นหนทางมิรู้ที่จะไปแห่งใดจึงเอาชายเสื้อทรงผูกกันเข้าไว้พอเห็นหิ่งห้อยบินนำหน้าไปเป็หมู่ก็เห็นทาง จึงพากันไปตามแสงหิ่งห้อยหองจูเหียบผู้น้องจึงว่าหิ่งห้อยนี้เป็เทพดาช่วยนำทางให้เราเป็มั่นคงภายหน้าไปเห็นเราจะยังมีบุญอยู่ครั้นเวลาจะใกล้รุ่งก็มาถึงชายเขาแห่งหนึ่งพระบาทพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ชอกช้ำพุพองเดินไปมิได้เห็นกองหญ้ากองหนึ่งก็พากันเข้าหยุดนอนอยู่
ที่นั้นมีบ้านตำบลหนึ่งนายบ้านนั้นชื่อซุยก๊กในเวลากลางคืนนั้นซุยก๊กฝันว่า เห็นพระอาทิตย์สองดวงตกอยู่ที่หลังบ้านครั้นเวลารุ่งขึ้นซุยก๊กเดินออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านเห็นรัศมีสว่างที่ตรงกอหญ้าจึงเดินเข้าไปดูเห็นพระราชบุตรทั้งสองนอนอยู่จึงปลุกขึ้นถามว่าท่านนี้มาแต่แห่งใด หองจูเหียบจึงบอกว่านั่นชื่อหองจูเปียนซึ่งเสวยราชย์ในเมืองลกเอี๋อง เราเป็น้องชื่อตันลิวอ๋องเป็เหตุเพราะขันทีสิบคนบ้านเมืองจึงเกิดจลาจลวุ่นวายเราจึงหนีภัยมาอาศัยอยู่ที่นี้ ซุยก๊กนายบ้านได้ฟังดังนั้นก็ใคุกเข่าลงกราบถวายบังคมแล้วทูลว่าข้าพเ้าชื่อซุยก๊กแต่ก่อนนั้นก็ได้ทำราชการอยู่ในเมืองหลวงครั้งพระเ้าเลนเต้ผู้เป็พระราชบิดาแห่งพระองค์ อ้ายขันทีสิบคนมันมาทำหยาบช้าต่างๆ ข้าพเ้าจึงออกจากราชการมาทำมาหากินอยู่ที่นี่แล้วซุยก๊กจึงเชิญเสด็จเข้าไปบ้านแล้วแต่งที่อยู่แลเครื่องเสวยถวายพระราชบุตรทั้งสองก็อาศัยอยู่ ณ บ้านซุยก๊ก
ฝ่ายบินของก็ยกล่วงเข้ามา พอพบต๋วนกุยขันทีจึงจับเอาตัวมาถามว่าเกิดจลาจลครั้งนี้เพราะพวกมึงทั้งสิบคน บัดนี้มึงพาพระราชบุตรทั้งสองไปไว้แห่งใดต๋วนกุยจึงบอกว่าเมื่อเกิดเพลิงขึ้นในพระราชวังข้าพเ้าพาพระราชบุตรหนีเข้ามาอยู่ในป่า ครั้นได้ยินเสียงทหารอื้ออึงมาข้าพเ้าใกลัวต่างคนต่างหนีเอาตัวรอดบินของได้ฟังก็โกรธจึงให้ฆ่าต๋วนกุยเสียแล้วตัดเอาศีรษะผูกคอม้ามาจึงสั่งทหารทั้งปวงให้ยกแยกกันไปเที่ยวหาพระราชบุตรทั้งสองบินของก็ขี่ม้าเที่ยวค้นในป่ามาจนถึงหน้าบ้านซุยก๊ก
ฝ่ายซุยก๊กเห็นศีรษะต๋วนกุยก็วิ่งออกมาถามบินของว่าท่านจับต๋วนกุยได้แห่งใดจึงตัดเอาศีรษะผูกคอม้ามาบินของจึงบอกเนื้อความแต่หลังให้ฟังสิ้นแล้วว่าข้าจะมาเที่ยวหาพระราชบุตรทั้งสององค์ ซุยก๊กก็พาเข้าไปเฝ้าในบ้านแล้วซุยก๊กกับบินของจึงทูลพระราชบุตรทั้งสองว่า อย่างธรรมเนียมในเมืองหลวงถ้าหาเ้าเสวยราชสมบัติแต่วันหนึ่งไม่ บ้านเมืองมักเกิดอันตราย ขอเชิญเสด็จเข้าไปเสวยราชสมบัติอยู่ดังเก่าแผ่นดินจึงจะเป็ปรกติสืบไป พระราชบุตรทั้งสององค์เห็นชอบด้วยซุยก๊กกับบินของก็ผูกม้าถวายสองม้าแล้วเชิญเสด็จไป
ครั้นมาทางประมาณสามร้อยเส้น พอพบอ้องอุ้นหนึ่งอิวปิ๋วหนึ่ง ซุนเขนหนึ่ง เตี๋ยวเปงหนึ่งเปาสุ้นหนึ่ง อ้วนเสี้ยวหนึ่งคุมทหารประมาณห้าร้อย ครั้นเห็นพระราชบุตรทั้งสองมาก็ลงจากม้าร้องไห้เข้าไปรับเสด็จ แล้วซุยก๊กกับบินของก็เล่าเนื้อความให้ฟังขุนนางทั้งหกคนแจ้งแล้วจึงเอาศีรษะต๋วนกุยขันทีให้ม้าใช้เอาเข้าไปประกาศแก่ราษฎรในเมืองหลวงแล้วแต่งรถรับเสด็จพระราชบุตรทั้งสอง ไปทางประมาณร้อยเส้นเศษพบทหารกองหนึ่งยกมาเป็อันมากมิได้รู้ว่าเป็ทัพผู้ใดขุนนางทั้งปวงใ แต่อ้วนเสี้ยวนั้นขี่ม้าขึ้นไปหน้าทหารทั้งปวงแล้วร้องถามว่าทัพผู้ใดยกมา ทหารมิได้ตอบประการใด แลตั๋งโต๊ะได้ยินก็ขับม้าเข้ามาหน้าทหารแล้วร้องถามว่า พระราชบุตรอยู่แห่งใด มาด้วยในกองทัพนี้หรือหาไม่หองจูเปียนในิ่งอยู่แต่หองจูเหียบผู้น้องจึงร้องบอกว่าทัพผู้ใดมาถามหาหองจูเปียน ตั๋งโต๊ะบอกว่า ข้าพเ้าชื่อตั๋งโต๊ะเป็เ้าเมืองซีหลงหองจูเหียบจึงว่า มานี้จะขบถหรือจะประสงค์สิ่งใดตั๋งโต๊ะจึงว่าข้าพเ้ามิได้เป็ขบถ จะมารับเสด็จดอก หองจูเหียบจึงว่าจะมารับเสด็จแล้วเป็ไฉนจึงไม่ลงจากม้าเล่าตั๋งโต๊ะได้ฟังดังนั้นก็ใ จึงลงจากม้าแล้วเข้ามากราบถวายบังคมหองจูเหียบจึงว่าท่านนี้มิเสียแรงเป็ขุนนางผู้ใหญ่ใจสัตย์ซื่อคำต้นกับคำปลายต้องกันตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นจึงคิดแต่ในใจว่าหองจูเหียบมีสติปัญญาพูดจาหลักแหลมนัก กูจะคิดอ่านยกหองจูเปียนออกเสียจะให้หองจูเหียบเป็เ้าแผ่นดินในเมืองลกเอี๋ยงแลตั๋งโต๊ะกับขุนนางทั้งปวงส่งพระราชบุตรทั้งสองเข้าไปถึงในวังแล้วตั๋งโต๊ะก็กลับออกไปตั้งทัพอยู่นอกเมือง