ตอนที่2
ก้าวแรกสู่การเป็นักสำรวจ
แมวส้มตรงหน้าของข้าหาวออกมาเป็รอบที่สามในขณะที่ข้ายังคงช็อกพูดอะไรไม่ออกซักคำ
ในวินาทีที่ความหวังในการมีชีวิตที่ดีขึ้นของข้าและครอบครัวหลุดลอยไปหัวของข้ากลับขาวโพลน แต่ต่อให้ข้าคืนสติเต็มร้อยหรือมีความฉลาดซักแปดเท่าของพวกนักปราชญ์ข้าก็ไม่มีทางจะคิดหนทางในการแก้ไขสิ่งที่ข้าทำพลาดไปได้น้ำตาของข้าเอ่อล้นออกมา เ้าแมวส้มที่ได้เห็นข้าร้องไห้ก็ทำสีหน้าแปลกใจ
“มีอะไรไม่สบายใจก็เล่าได้นะข้าจะนอนฟังตรงนี้แหละ” เ้าแมวส้มเหยียดตัวตะแคงนอนสายตาเกียจคร้านจับจ้องมาที่ข้าเหมือนอยากจะฟังที่ข้าเล่าอย่างที่พูดมาจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนจะฝืนไม่ให้ตัวเองหลับอย่างหนัก
“ก็เพราะเ้านั่นแหละ ฮึก”ข้าฟูมฟายก่อนจะพยายามปาดน้ำตา
“เหรอ...เสียใจด้วยแล้วกัน”เ้าเหมียวทิ้งคอลงไปนอนเหยียด “เ้าพอจะร้องเพลงกล่อมข้าได้ไหมข้าแบบว่า...ง๊าววว” มันหาว
ข้านึกอยากจะโวยวายใส่มันแต่มันก็แค่แมวบ้านๆตัวหนึ่งที่ถูกอัญเชิญออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจไม่ใช่ความผิดอะไรของมันด้วยซ้ำที่จะต้องมารองรับความผิดพลาดของข้าข้าพยายามทำให้ตัวเองใจเย็น ตั้งสติ แล้วค่อยๆพิจารณาแมวตรงหน้าให้ดีๆจะอย่างไรเ้าแมวตัวนี้ก็เป็สัตว์ที่ถูกอัญเชิญมาจากเวทมนตร์เหนือธรรมชาติมันก็ควรจะต้องมีพลังพิเศษบางอย่างที่จะสามารถทำให้ข้ากลายเป็นักสำรวจได้นั่นแหละคือวิธีหาเงินทดแทนที่ข้าพอจะคิดได้ในตอนนี้
“เ้าทำอะไรได้บ้าง” ข้าเอ่ยถามออกไป
“แล้วเ้าคาดหวังให้แมวซักตัวทำอะไรได้บ้างล่ะ”มันตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ
“ก็เ้าเป็สัตว์ที่ถูกอัญเชิญมาข้าเลยสงสัยว่าบางทีเ้าอาจจะมีความสามารถพิเศษ อย่างพวกพลังในการต่อสู้กับสัตว์ร้ายน่ะ”ข้าพูดสิ่งที่คิดออกไป
“เดี๋ยวนะ...เอาจริงดิ นี่เ้าคิดจะใช้ให้แมวตัวเล็กๆออกไปสู้กับพวกสัตว์ร้ายอ่ะนะ”เ้าแมวตัวนั้นร้องแบบไม่อยากจะเชื่อ
“จริงด้วยสิ” ข้าหน้าจ๋อย “ขอโทษด้วย”
เ้าแมวส้มหรี่ตามองข้า“ก็...ไม่ใช่ว่าจะต่อสู้ไม่ได้หรอกนะ”
คราวนี้เป็ข้าแทนที่รู้สึกว่าไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง“จริงเหรอ เ้าเนี่ยนะสู้ได้” ตอนแรกข้าถามไปงั้นๆเพราะอับจนหนทางไม่คิดว่าจะตัวเล็กนี่จะสามารถต่อสู้ได้จริงๆ “ที่ว่าสู้ได้นี่คงไม่ใช่สู้กับหนูตัวเล็กๆหรอกใช่ไหม”
“เหมียว” เ้าเหมียวร้องออกมาสั้นๆมันดูไม่ค่อยอยากจะเล่าซักเท่าไหร่ อันที่จริงในสายตาข้ามันดูเหมือนไม่พร้อมจะทำอะไรซักอย่างเลย“เื่มันยาวน่ะเอาเป็ว่าถ้าเ้าอยากให้ข้าสู้ข้าก็จะสู้ให้...เท่าที่มันไม่น่ารำคาญอ่ะนะ”
ข้าอมยิ้ม แบบนี้ก็พอมีหวังอยู่บ้างเอาล่ะ! ข้าตัดสินใจแล้วว่าข้าจะเป็นักสำรวจแบบท่านพ่อแม้ท่านพ่อจะตายในมหาดันเจี้ยนจนมันทำให้ข้ามีปมฝังใจกับมหาดันเจี้ยนก็ตามแต่ตอนนี้ข้าไม่มีทางเลือก ท่านแม่กำลังจะไม่รอด แถมพวกเราสองพี่น้องเองก็ใกล้จะอดตายข้าไม่ใช่คนที่ใจกล้า แต่โชคชะตากดดันให้ข้าต้องเลือกเส้นทางเดียวกับท่านพ่อ ถึงข้าจะแอบกลัวจนหัวใจมันวูบอยู่ลึกๆข้าก็หนีไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
แล้วข้าก็ช้อนมืออุ้มเ้าแมวส้มก่อนจะออกเดินไปยังใจกลางอาณาจักรถ้าจะเริ่มเป็นักสำรวจก็ต้องไปลงทะเบียนที่กิลด์เพื่อให้ได้รับตราอัญเชิญสถานะนักสำรวจถ้าไม่งั้นก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้สามารถออกจากเมืองไปได้
ข้าไม่ได้ออกจากเขตที่พักอาศัยของตัวเองมานานมากแล้วจึงทำให้ภาพของถนนหนทางสำหรับข้าแปลกตาไปอย่างมากเหมือนข้าหลุดเข้ามาในโลกอนาคตที่เจริญกว่าถิ่นที่อยู่ของข้าแบบหนังคนละเื่เลยตามถนนหนทางที่โคมไฟที่เปล่งแสงด้วยตราอัญเชิญแสงซึ่งติดอยู่ตามมุมต่างๆไม่เหมือนกับแถวบ้านข้าที่ถ้าพอตกกลางคืนก็จะมืดสนิท ผู้คนใช้ตราอัญเชิญร่วมกับการใช้ชีวิตประจำวันตราอัญเชิญหลายๆประเภทสามารถเรียกเปลวไฟขึ้นมาสำหรับการประกอบอาหารข้าเห็นหญิงร้านดอกไม้บีบตราอัญเชิญสีรุ้งในมือเพื่อทำให้ดอกไม้ที่อยู่โดยรอบออกดอกเบ่งบานและเปล่งแสงอ่อนๆดูน่าหลงใหลมีทหารลาดตระเวนบินข้ามหัวข้าไปด้วยตราอัญเชิญปีก เพราะงั้นคุณภาพชีวิตของคนในเขตนี้ก็จะต้องดีกว่าผู้คนในเขตที่ข้าอาศัยอยู่อย่างไม่ต้องสงสัยข้าจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าข้ากินอาหารที่ใช้ไฟในการปรุงมื้อสุดท้ายคือเมื่อไหร่
“จริงสิข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อให้เ้าเลย” ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ เ้าก้อนขนที่อยู่ในอ้อมกอดขยับเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่านอนให้สบายขึ้น
“เรียกข้าว่า อาเธอร์ก็ได้” เ้าเหมียวตั้งชื่อให้ตัวเอง
“ได้ไงอ่ะ!” ข้าโวย “เ้าควรจะให้ข้าตั้งชื่อให้นะ” นั่นคือสิ่งที่ข้าคิดมันเป็เื่ปกติหรือเปล่าที่เ้าของจะได้ตั้งชื่อของสัตว์เลี้ยงน่ะ
“พอดีว่าพวกเรามีชื่ออยู่แล้วน่ะช่วยเรียกแบบนั้นทีเถอะนะ” เ้าแมวส้มขอร้อง ข้าถอนหายใจไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าสัตว์อัญเชิญจะมีชื่อเป็ของตัวเองด้วยข้าฝันอยากได้สัตว์เลี้ยงมาั้แ่เด็กๆจะได้ตั้งชื่อมันว่าฟิสโก้ซึ่งมีความหมายว่านุ่มนิ่มและก็เป็ชื่อที่เสียงต้นคล้ายๆกับชื่อของข้าด้วย
ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงข้าก็เดินมาจนถึงศูนย์กลางของอาณาจักรสถานที่ที่เต็มไปด้วยอาคารหรูหราสูงเสียดฟ้าดูราวกับเป็ภพ์ของเหล่าทวยเทพผู้คนที่แต่งตัวราวกับชนชั้นสูงส่งสายตามองข้าเหมือนมองถุงขยะเน่านั่นทำให้ข้ารู้สึกอับอายจนต้องก้มมองพื้นแต่ว่ามันก็เป็เื่ปกติที่พวกเขาจะมองข้าด้วยสายตาอย่างนั้นไม่บ่อยนักที่คนชนชั้นล่างอย่างข้าจะเข้ามาในเมืองชั้นในเพราะข้างในนี้นอกจากของจะแพงแล้วยังมีกฎหมายต่างๆมากมายที่ทำให้ข้าอยากจะรีบออกไปจากที่นี่เร็วๆหนึ่งในกฎหมายที่ข้ากลัวที่สุดคือกฎหมายที่ห้ามไม่ให้คนที่แต่งตัวด้วยชุดเก่าๆขาดๆเช่นข้าเดินไปให้พวกราชวงศ์เห็นตัวฟังดูแย่สุดๆไปเลยใช่ไหมล่ะ
ข้าเดินมาหยุดอยู่หน้าสถานที่ทำการกิลด์อาคารขนาดใหญ่ที่ดูหรูหราว่ากันว่ามันอาคารที่ถูกอัญเชิญด้วยตราอัญเชิญระดับเทพเ้าจนทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเวทมนตร์ป้องกันที่แข็งแกร่งและมีความสวยงานแตกต่างจากอาคารหลังอื่นๆและมีดีไซน์ที่เหมือนหลุดออกมาจากโลกในนิยายปรัมปรา
ข้าสูดหายใจลึกสงบความตื่นเต้นที่มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้ก้าวเล็กกำลังจะเปลี่ยนชีวิตของข้าไปตลอดกาล ข้าไม่มั่นใจว่าเส้นทางที่รออยู่ข้างหน้าคือหนทางในการมีชีวิตรอดหรือทางที่จะนำข้าไปสู่ความตายเฉกเช่นเดียวกับท่านพ่อกันแน่ ข้ากอดเ้าเหมียวอาเธอร์เอาไว้แน่นกว่าเดิมจนมันร้องออกมาเบาๆก่อนจะก้าวเดินไปตรงหน้าประตูกิลด์ที่ทำมาจากกระจกใส มันเลื่อนเปิดออกอย่างอัตโนมัติราวกับใช้เวทมนตร์ข้าเดินเข้าไปข้างในแล้วทันใดนั้นไอเย็นะเืก็พัดเข้าปะทะกับร่างของข้าจนสั่นสะท้านข้างในนี้เย็นกว่าข้างนอกราวกับเป็คนละโลกข้ารู้สึกตื่นตาตื่นใจกับทุกๆอย่างที่ข้ากำลังัั
มีนักสำรวจเกือบร้อยชีวิตหรือบางทีอาจจะมากกว่านั้นกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งที่ทำการกิลด์สถานที่แห่งนี้ใหญ่โตพอจะทำให้มันดูโล่งกว้างแม้จะมีคนอยู่ข้างในมากขนาดนี้ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็ลูกเป็ดเลอะโคลนท่ามกลางดงนักล่าที่มองข้าเป็สายตาเดียวข้าแอบได้ยินคนบ่นว่าเหม็นกลิ่นสาปพวกชั้นต่ำ โทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะข้าก็แทบไม่เคยได้อาบน้ำเลยเหมือนกันั้แ่เข้าหน้าร้อนมา
แล้วในระหว่างที่ข้าหันซ้ายหันขวาอย่างประหม่าชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินมาหยุดยืนตรงหน้าข้าเขาเป็ชายหนุ่มผมยาวทองอร่ามที่มีใบหน้าคมเข้มเคร่งขรึมดวงตาสีเขียวมรกตมองข้าด้วยความฉงนปนหงุดหงิด คิ้วของเขาขมวดเข้าไว้ด้วยกันอยู่ในชุดสีฟ้าขริบทองที่ทำจากเนื้อผ้าชั้นดีที่ยืนหยุ่นแต่หนาพอจะให้ความอบอุ่นเขาได้อย่างพอเหมาะต่างกับเสื้อผ้าบางๆของข้าที่มันไม่สามารถปกป้องร่างกายข้าจากอากาศอันหนาวเหน็บได้เลย
ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็ผู้ชายการอยู่ใกล้กับเขาเกินทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ ข้าจึงก้าวถอยออกมาสองสามก้าวอีกฝ่ายดูเหมือนผู้ชายที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในโลกและไม่น่าคุยด้วยสุดๆ
“รบกวนออกไปด้วยขอรับ”ชายคนนั้นพูดด้วยถ้อยคำสุภาพแต่น้ำเสียงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขับไล่อย่างรังเกียจ...อันที่จริงก็คงใช่แหละเขากำลังไล่ข้าด้วยความรังเกียจ
“ไม่”ข้าต้องรีบอธิบายเหตุผลที่ข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว “ข้ามาสมัครเป็นักสำรวจ”ข้ารู้ว่าที่ตัวเองพูดเมื่อครู่คงทำให้ใครๆแปลกใจแต่ไม่คิดว่ามันจะน่าแปลกจนคนที่อยู่รอบๆหันขวับแล้วพากันขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจสุดๆ
“ความสามารถในการต่อสู้ของท่านไม่พอรบกวนออกไปด้วยขอรับ” อีกฝ่ายยังยืนยันขับไล่ข้าอย่างแข็งขันข้าสูญเสียความมั่นใจไปจนหมด แต่ก็ไม่มีทางให้ข้าถอยแล้วเพื่อครอบครัวข้าจำเป็ต้องเดินหน้าต่อ
“ข้าต่อสู้กับพวกสัตว์ร้ายได้นะ ดูสิ! ข้ามีสัตว์อสูรอัญเชิญด้วย” ข้ายื่นแมวส้มอาเธอร์ให้ชายตรงหน้าดู แล้วก็เพิ่งจะนึกได้ว่าการกระทำเช่นนั้นมันน่าตลกสุดๆทว่าข้าก็นึกขึ้นได้ในจังหวะเดียวกันกับที่มีคนหลุดหัวเราะออกมาแต่ก็มีส่วนน้อยที่ไม่ได้นึกขำและเห็นว่ามันเป็เื่น่าหงุดหงิดบางทีเขาคงคิดว่าข้ากำลังดูถูกอาชีพนักสำรวจของพวกเขาอยู่
“มาล้อเล่นกันแบบนี้ก็แย่น่ะสิ”ชายวัยกลางคนหุ่นล่ำบึ้กลุกขึ้นยืน ข้าหันไปแล้วก็ต้องใในความสูงของเขาผู้ชายคนนี้ดูป่าเถื่อนและน่าจะเป็พวกที่ใช้แค่กำลัง “รีบๆออกไปได้แล้วยัยหนู”
ข้ากำหมัดแน่นยังไงข้าก็ไม่ยอมง่ายๆหรอก “ได้โปรด ข้าอยากจะเป็นักสำรวจจริงๆ” ข้าพยายามขอโอกาสแล้ววินาทีต่อมาข้าก็ได้รู้ว่าคนที่นี่ไม่ถนัดในการให้โอกาสคืนอื่นซักเท่าไหร่เมื่อมีของแข็งพุ่งเข้าใส่หน้าข้าจนข้าเซล้ม อาการปวดตุบๆเล่นงานข้าจนข้าร้องโอย เ้าแมวอาเธอร์ร่วงตกลงกระแทกพื้นเพราะมันพลิกตัวไม่ทันจนมันร้องแง๊ว! ออกมา
“น่ารำคาญจริงๆ!” หญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าหงุดหงิดเพราะอะไรชี้มาที่ข้า“ถ้านังนี่มันอยากจะตายก็ส่งมันไปตายซะก็สิ้นเื่!”
“กิลด์ไม่สามารถส่งคนที่รู้ว่าไม่มีทางรอดกลับมาออกไปสำรวจได้ขอรับ”ชายผมทองเอ่ยบอกกับหญิงคนนั้นก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาหาข้าที่นั่งกุมหัวก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเ็าว่า “รบกวนออกไปด้วยขอรับ”
ข้ากัดฟันด้วยความเคืองใจเป็อีกครั้งที่ข้าโทษโชคชะตาตัวเอง ท้ายที่สุดข้าก็ไม่ได้รับโอกาสให้มีชีวิตรอดมันเป็เช่นนี้เสมอ ไม่เคยมีโอกาสที่หลุดรอดมาจนถึงข้าเลย
พริบตานั้นเองที่ร่างของแมวส้มอาเธอร์เรืองแสงสีแดงสว่างจ้าทุกคนแตกตื่นกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ชายผมทองถอยห่างออกไปโดยสัญชาตญาณกระแสเวทมนตร์ะเิออกมาจากจุดที่เ้าอาเธอร์ยืนอยู่ และเมื่อแสงสีแดงหายไปร่างของแมวส้มอาเธอร์ก็ถูกแทนที่ด้วยแมวอีกตัว
มันเป็แมวขนยาวฟูมีสีอยู่ทั้งหมดสามสีคือสีขาว สีน้ำตาลไหม้ และสีส้มผสมกันอย่างลงตัวดวงตาสีเทาทอประกายความอบอุ่นใจดี มันสะบัดขนพลางยืนเส้นยืดสายทุกสายตาจับจ้องไปที่มันด้วยความฉงนงุนงง
“เหมี๊ยว”เ้าแมวแปลกๆนั่นร้องออกมาก่อนจะหันมาบอกกับข้าว่า“ข้าคงจะทนเห็นเ้าที่น่ารักของข้าโดนรังแกต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะงั้น...”
“พวกเรามาแสดงให้พวกนั้นได้เห็นความสุดยอดของพวกเรากันเถอะ! แง๊ววว!”
โปรดติดตามตอนต่อไป