ตลอดหกปีที่ผันผ่าน ชีวิตของฟ่านชิงเสวี่ยตกต่ำถึงขีดสุด นับแต่ชื่อเสียงในฐานะ ‘ยอดกวีหญิงอันดับหนึ่ง’ พังทลายลงเพราะคดีคัดลอกผลงาน นางก็ถูกขับไล่ออกจากวงสังคมชั้นสูงอย่างไร้เยื่อใย ตระกูลฟ่านที่พลอยมัวหมองไปด้วยก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลงเช่นกัน หญิงสาวที่เคยลำพองใจว่าตนคือ ‘นางเอก’ ผู้มีกลีบกุหลาบโรยต้อนรับและมีบทบาทนางเอกคุ้มภัย บัดนี้กลับไม่ต่างจากเศษดินที่ไม่มีใครเหลียวแล
ทว่าในส่วนลึกของจิตใจ ไฟแห่งความทะเยอทะยานของฟ่านชิงเสวี่ยยังคงโหมกระหน่ำไม่เคยดับมอด
‘เหตุใดทุกอย่างถึงได้บิดเบี้ยวไปหมดเช่นนี้!’ นางกรีดร้องในใจอย่างขมขื่น ‘ข้าคือนางเอกนะ! ข้าควรจะได้ครอบครองหัวใจของท่านอ๋องผู้เย็นชา ได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเหนือผู้คนทั้งปวง! แต่เหตุใดตอนนี้ข้ากลับไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง!’
‘ทั้งหมดเป็นเพราะตระกูลซ่ง! เป็นเพราะนังเด็กสารเลวคนนั้น... ซ่งเหยาเหยา!’ นางขดเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเคียดแค้น ‘ข้ามั่นใจว่านางเองก็เป็นผู้ทะลุมิติมาเช่นเดียวกับข้า นางล่วงรู้เนื้อเรื่องในนิยายจึงได้จงใจขัดขวางและทำลายข้าในทุกย่างก้าว!’
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นพล่านเข้ามาในหัวสมองอันตื้อตัน — ในเนื้อเรื่องเดิม ‘ท่านอ๋องผู้เย็นชา’ ก็คือ เป้ยจิ้งหาน บุรุษผู้สืบสายเลือดราชวงศ์เก่าที่ล่มสลายไปแล้ว! หากนางเข้าหาเขาโดยใช้ความลับเรื่องชาติกำเนิดนี้เป็นข้อแลกเปลี่ยน พร้อมทั้งอ้างว่าพวกตนคือ ‘เนื้อคู่สวรรค์ลิขิต’ บางที... นางอาจจะสามารถพลิกกระดานกลับมาเป็นนางเอกผู้ชนะได้อีกครั้ง!
——————
ในที่สุด ฟ่านชิงเสวี่ยก็สบโอกาสเข้าพบเป้ยจิ้งหานจนได้ในงานเลี้ยงของขุนนางผู้หนึ่ง
นางบรรจงประทินโฉมและใส่เสื้อผ้าที่งดงามที่สุดเท่าที่จะหาได้ ก่อนจะเยื้องย่างเข้าไปหาเป้ยจิ้งหานด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง "คุณชายเป้ย... ข้ามีเรื่องสำคัญยิ่งยวดจะเรียนให้ท่านทราบเป็นการส่วนตัว เรื่องนี้... เกี่ยวพันถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของท่านเจ้าค่ะ"
สีหน้าของเป้ยจิ้งหานพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ดวงตาทั้งคู่หรี่ลงฉายแววระแวดระวังอย่างปิดไม่มิด "เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอะไร"
ฟ่านชิงเสวี่ยแย้มยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า นางมั่นใจว่าตนกุมความลับที่จะบีบให้บุรุษตรงหน้าต้องสยบยอมลงได้ "ข้ารู้ดีว่าท่านคือเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์เฉิง... อีกทั้งยังรู้ด้วยว่า ท่านและข้าคือ 'เนื้อคู่ที่ฟ้าลิขิต' มาคู่กัน หากท่านรับข้าไว้เคียงข้าง ชิงเสวี่ยผู้นี้จะช่วยท่านกอบกู้ราชบัลลังก์และทวงคืนแผ่นดินเองเจ้าค่ะ"
นางมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าข้อเสนอนี้จะดึงดูดใจเขาอย่างแน่นอน เพราะในนิยายต้นฉบับ บุรุษผู้นี้รักนางจนหมดหัวใจ ทว่าเป้ยจิ้งหานกลับทำเพียงใช้สายตาที่เย็นชาดุจน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์จ้องมองนาง "เนื้อคู่ฟ้าลิขิตหรือ? แม้แต่ชื่อของเจ้า ข้ายังไม่คิดจะจำด้วยซ้ำ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของฟ่านชิงเสวี่ยพลันแข็งค้าง นางไม่คาดคิดเลยว่าเป้ยจิ้งหานจะเย็นชาไร้หัวใจถึงเพียงนี้ "คุณชาย... คุณชายเป้ย ข้ากุมความลับสูงสุดของท่านเอาไว้ หากท่านไม่ยินยอมรับข้าไว้ข้างกาย ก็มิอาจรับประกันได้ว่า... ข้าจะเผลอแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้อื่นฟังหรือไม่นะเจ้าคะ"
เมื่อไม้อ่อนไม่ได้ผล นางจึงเปลี่ยนมาใช้ไม้แข็งข่มขู่ หวังบีบคั้นให้เขายอมศิโรราบ
แต่เป้ยจิ้งหานกลับหลุดหัวเราะเสียงเย็นยะเยือก "ข่มขู่ข้า? เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวคำขู่ไร้ราคาของเจ้าอย่างนั้นหรือ" นัยน์ตาคมปลาบของเขาแผ่จิตสังหารเข้มข้นจนฟ่านชิงเสวี่ยรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก "เจ้าไม่มีหลักฐานใดๆ แม้แต่ชิ้นเดียว คำพูดเหลวไหลของนางแพศยาที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่เรื่องลอกเลียนผลงานกวี จะมีน้ำหนักให้ผู้ใดเชื่อถือ? อีกอย่าง..."
เขาก้าวเข้าไปใกล้จนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างของนาง น้ำเสียงที่กระซิบข้างหูนั้นเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรก "หากเจ้ากล้าเอ่ยเรื่องนี้กับใครแม้เพียงครึ่งคำ ข้ารับรองว่า... เจ้าจะไม่มีโอกาสได้เอ่ยประโยคที่สองในชีวิตนี้อีกเลย"
ฟ่านชิงเสวี่ยหน้าซีดเผือด ก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น เป้ยจิ้งหานที่นางเคยรู้จักในนิยายช่างอ่อนโยนและแสนดีกับนางเสมอ ทว่าบุรุษที่อยู่ตรงหน้านี้กลับโหดเหี้ยมและน่ากลัวราวกับเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง!
——————
ทว่าสิ่งที่ฟ่านชิงเสวี่ยไม่มีวันล่วงรู้ก็คือ ตระกูลซ่งได้ส่งคนจับตาทุกความเคลื่อนไหวของนางมาโดยตลอด ทันทีที่นางเริ่มเคลื่อนไหวและพยายามเข้าหาเป้ยจิ้งหานเพื่อใช้ความลับเรื่องชาติกำเนิดมาต่อรอง ซ่งจิ้งอันก็ได้รับรายงานและรู้เท่าทันแผนการของนางในทันที
และในคืนนั้นเอง ก่อนที่ฟ่านชิงเสวี่ยจะมีโอกาสได้แพร่งพรายความลับใดๆ ออกไป นางก็ถูกคนของตระกูลซ่งจัดการอย่างรวดเร็ว ทว่ามิใช่การฆ่าแกงให้มือต้องเปื้อนเลือด แต่เป็นการเปิดโปงความจริงที่ว่านางพยายามใช้ ‘ข่าวลือเท็จเรื่องชาติกำเนิดของขุนนาง’ เพื่อสร้างความปั่นป่วนในราชสำนัก
ฟ่านชิงเสวี่ยถูกทางการตั้งข้อหาแพร่ข่าวลือลวงโลกเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน ชื่อเสียงที่ย่ำแย่ดิ่งลงเหวอยู่แล้วพลันพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดี ท้ายที่สุดตระกูลฟ่านที่ทนความอับอายไม่ไหวจึงตัดสินใจส่งตัวนางไปกักบริเวณที่เรือนพักนอกเมืองอย่างถาวร
‘นางเอก’ ผู้เคยลำพองใจว่าโลกทั้งใบต้องหมุนรอบตัวเอง บัดนี้กลับต้องเผชิญจุดจบในฐานะหญิงสาวที่ถูกลืมเลือนไปตลอดกาลในเรือนร้างอันเปล่าเปลี่ยว—ไร้ซึ่งชื่อเสียง ไร้ซึ่งอำนาจ และไร้ซึ่งความรักใดๆ เยียวยา
——————
เมื่อข่าวการจุดจบของฟ่านชิงเสวี่ยแว่วมาถึงหู ซ่งเหยาเหยาก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจยาว
'ในที่สุดยัยฟ่านชิงเสวี่ยก็ถึงจุดจบเสียที' เด็กหญิงคิดในใจอย่างปลงตก 'อันที่จริงข้าก็รู้สึกสงสารนางอยู่บ้าง อย่างไรเสียนางก็เป็นผู้ทะลุมิติมาเหมือนกันแท้ๆ แต่กลับเลือกเดินบนเส้นทางที่ผิดมหันต์'
'มัวแต่ยึดติดกับ 'บทบาทนางเอก' คิดว่าโลกทั้งใบต้องหมุนรอบตัวเอง ทุกคนต้องรุมรัก และทุกสิ่งทุกอย่างต้องประเคนมาให้นาง' เหยาเหยาครุ่นคิดวิเคราะห์ 'นางใช้ความรู้จากนิยายเพียงเพื่อการแย่งชิง เอาเปรียบ และเหยียบย่ำผู้อื่น สุดท้ายจึงต้องพังพินาศเพราะความโลภและความเห็นแก่ตัวของตัวเอง'
'ส่วนข้า...' มุมปากของเด็กหญิงหยักลึกเป็นรอยยิ้มละมุน 'ข้าเลือกใช้ความรู้จากนิยายเพื่อปกป้องคนที่ข้ารัก เพื่อช่วยเหลือผู้คน และสะสมบุญบารมีไปเรื่อยๆ... แม้เราจะเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน แต่ปลายทางกลับต่างกันลิบลับ นั่นก็เพราะเราเลือกวิถีทางที่ต่างกัน'
'นี่แหละคือบทเรียนราคาแพง' นางคิดอย่างมีเหตุผลลึกซึ้ง 'ความรู้หรือพลังวิเศษไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าเราจะเป็นคนดีหรือคนเลว สิ่งที่กำหนดเนื้อแท้ของเราจริงๆ ก็คือ... เราเลือกที่จะใช้มันเพื่อสิ่งใดต่างหาก'
เสิ่นว่านอวี๋ที่แอบได้ยินเสียงความคิดอันลึกซึ้งเกินวัยของบุตรสาวพลันรู้สึกภาคภูมิใจจนตื้นตันในอก บุตรสาวของนางไม่เพียงเฉลียวฉลาดเกินคน ทว่ายังมีจิตใจที่โอบอ้อมอารีและคุณธรรมสูงส่ง รู้จักใช้ความสามารถในทางที่ถูกต้องเกื้อกูลผู้อื่น
'แต่ว่า...' ซ่งเหยาเหยาคิดต่ออย่างกังวล 'ฟ่านชิงเสวี่ยล่วงรู้เรื่องชาติกำเนิดของพี่หาน และพยายามใช้มันเป็นเครื่องมือ โชคดีที่พี่หานไม่เล่นด้วย และท่านพ่อกับพี่ใหญ่จัดการนางได้ทันท่วงที' เด็กหญิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก 'แต่นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวว่า ความลับของพี่หานไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไป ขนาดฟ่านชิงเสวี่ยยังรู้ คนอื่นก็อาจจะสืบรู้ได้เช่นกัน พวกเราต้องรีบช่วยพี่หานหาหนทางสร้างรากฐานที่มั่นคงให้เร็วที่สุด'
'ข้าจะไม่ยอมให้พี่หานต้องตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด!' มือเล็กๆ กำแน่น ดวงตากลมโตฉายแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว 'ที่ผ่านมาเขาคอยปกป้องครอบครัวของข้ามาโดยตลอด คราวนี้... ถึงตาข้าที่จะต้องปกป้องเขาบ้างแล้ว!'
เสิ่นว่านอวี๋ได้ยินความตั้งใจอันแน่วแน่ของบุตรสาวก็จดจำไว้ในใจ เพื่อเตรียมนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับสามีและบุตรชายในการวางแผนช่วยเหลือเป้ยจิ้งหานอย่างรัดกุมต่อไป
——————
ค่ำคืนนั้น เป้ยจิ้งหานเดินทางมายังจวนตระกูลซ่งเพื่อแจ้งข่าวเรื่องที่ฟ่านชิงเสวี่ยพยายามเข้าหาเขาให้ทุกคนได้รับทราบ
"สตรีผู้นั้นล่วงรู้เรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงของข้า" เป้ยจิ้งหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง "แม้ตอนนี้นางจะถูกจัดการไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความลับของข้าเริ่มสั่นคลอน และอาจมีผู้อื่นล่วงรู้อีกก็เป็นได้"
ซ่งจิ้งอันพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง "เจ้าพูดถูกแล้ว เรื่องนี้ละเลยไม่ได้เด็ดขาด พวกเราต้องเร่งดำเนินแผนการสร้างบารมีและผลงานให้เจ้าเป็นที่ยอมรับในราชสำนัก ก่อนที่ความลับนี้จะแพร่งพรายจนควบคุมไม่ได้"
ซ่งเหยาเหยาที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ พลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมา "พี่หาน ข้าคิดว่าอีกไม่นาน ชายแดนเหนือกำลังจะมีศึกใหญ่กับชนเผ่าเร่ร่อนปะทุขึ้นอีกครั้ง หากท่านอาสานำทัพไปปราบปรามและสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในศึกนี้ได้ ฮ่องเต้ก็จักต้องไว้วางพระทัยและพระราชทานเกียรติยศให้อย่างสมเกียรติ นั่นจะเป็นบันไดขั้นสำคัญที่ทำให้สถานะของพี่หานมั่นคงจนไม่มีใครกล้าสั่นคลอนเจ้าค่ะ"
'ในนิยายเดิม พี่หานก็สร้างชื่อเสียงเกริกไกรจนเป็นที่ยำเกรงจากศึกชายแดนเหนือนี่แหละ จนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็น 'เป่ยกุยอ๋อง' ผู้เกรียงไกร' เด็กหญิงคิดในใจอย่างกระตือรือร้น 'ข้าต้องช่วยชี้ทางสว่างให้พี่หานก้าวเดินไปสู่จุดนั้นอย่างราบรื่นที่สุด'
เป้ยจิ้งหานทอดสายตามองเด็กสาวที่มักจะให้คำแนะนำอันเฉียบแหลมแก่เขาเสมอ ดวงตาคู่คมฉายแววซับซ้อนลึกซึ้งและอ่อนโยนลงหลายส่วน "เหยาเหยา... ทุกครั้งที่ข้าตกอยู่ในความสับสน เจ้ามักจะเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้ข้าเสมอ เจ้านี่... เป็นดั่งดวงดาวนำทางในชีวิตของข้าจริงๆ"
'ดวงดาวนำทางอย่างนั้นหรือ...' แก้มใสของซ่งเหยาเหยาพลันขึ้นสีระเรื่อแดงซ่านด้วยความขัดเขิน 'พี่หานพูดจาเลี่ยนๆ อะไรของเขาเนี่ย เล่นเอาหัวใจข้าเต้นแรงจนจะหลุดออกมาอยู่แล้ว!'
เสิ่นว่านอวี๋ที่ได้ยินทั้งคำพูดหวานหูของเป้ยจิ้งหานและเสียงหัวใจอันว้าวุ่นของบุตรสาวก็ลอบยิ้มละไม—ความผูกพันของเด็กทั้งสองกำลังถักทอจนลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว