[ภารกิจประจำวัน: รับส่งผู้โดยสาร]
[1/10 คน]
[สำเร็จรับ 1,000 บาท ไม่สำเร็จหัก 1,000 บาท]
..
..
..
[ภารกิจประจำวัน: รับส่งผู้โดยสาร]
[8/10 คน]
[ได้รับเงิน 100 บาท]
“เฮ้อ...เหนื่อยเหมือนกันนะเนี้ย แต่ส่งผู้หญิงได้เงินสองเท่าดีกว่าผู้ชายอีก ”
[ติ้ง]
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมกับหน้าจอที่แสดงข้อมูลของผู้โดยสาร
[คุณโอ้โห / เพศชาย / อายุ 12 ปี / ฐานะต่ำ]
[สถานที่รับ: ร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ / สถานที่ส่ง: หอพักแสงเพ็ญ]
"อายุ 12? เด็กนี่หว่า..." ผมพึมพำกับตัวเอง "แต่ชื่ออะไรของมันเนี่ย 'โอ้โห' ฮ่าๆ" ผมหัวเราะออกมาอย่างขบขันกับชื่อที่แปลกประหลาดของผู้โดยสาร
“ไปดีไหมว่า แต่อยากดูหน้ามันว่ะ ฮ่าๆ”
หน้าจอค้างอยู่ที่คำถาม: [รับหรือไม่]
ผมกด "รับ" ทันทีแล้วรีบไปรับเด็กคนนั้น เพราะอยู่ไม่ไกลจากผมมาก อีกอย่างภารกิจก็ใกล้จะครบแล้ว
ไม่นานนัก ผมก็ขับเข้าไปในซอยตามแผนที่นำทาง จนเห็นเด็กคนนั้นยืนรออยู่ "หนูได้ใช้บริการ 'วาร์ป' ไหม?" ผมถาม
เด็กคนนั้นก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์อยู่ พอได้ยินเสียงเรียกจากผม เขาก็เงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนพยักหน้าแบบกวน ๆ แล้วไม่พูดพร่ำทำเพลง ะโขึ้นรถของผมทันที
ผมคิดในใจ “จะไปส่งมันดีไหมวะ… กวนทีนชะมัด”
แต่สุดท้ายก็ได้แค่ถอนหายใจ แล้วตัดสินใจบิดคันเร่ง ขับออกไปตามเส้นทางที่แผนที่นำทางปรากฏขึ้น
ขณะนั้นเอง พอผมขับมาเกินครึ่งทาง เด็กคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“พี่ครับ… พอดีผมปักหมุดผิด ที่จริงมันอยู่คนละทางครับ”
“ฮ๊ะ…?” ผมร้องออกมาเสียงสูงด้วยความใ
“แต่มันเลี้ยวกลับที่สี่แยกข้างหน้าได้นะครับ”
ผมพยายามสูดหายใจลึก กดอารมณ์ขุ่น ๆ เอาไว้
“ทำไมเพิ่งบอกพี่ล่ะ นั่งมาตั้งนาน”
เด็กคนนั้นยักไหล่ แล้วตอบหน้าตาย
“ก็พอดีเกมเพิ่งจบครับ”
ผมแทบจะเค้นเสียงด่าออกมา แต่ก็ได้แค่กำคันเร่ง จังหวะนั้นเองเขาก็รีบชี้มือไปข้างหน้า
“นี่ ๆๆ สี่แยกนี้เลยพี่!”
ผมเลี้ยวตามที่เด็กคนนั้นบอก ก่อนจะพูดเสียงติดหงุดหงิด
“ตอนนี้พี่ไม่ได้ปักหมุดใหม่นะ น้องต้องบอกทางตลอดเลยนะ”
“อือ” เขาตอบสั้น ๆ แบบไม่ใส่อารมณ์
ผมกลอกตาเล็กน้อย ก่อนถามย้ำ “สรุปน้องจะไปที่ไหนครับ?”
“ไปเล่นบ้านเพื่อนครับ”
“เออ… พี่รู้แล้ว แต่หมายถึง ตรงไหน น่ะครับ ที่อยู่ชัด ๆ” ผมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้ขึ้นสูง
เด็กคนนั้นถอนหายใจยาว ราวกับรำคาญเต็มที
“ไปหอพักแสงเพ็ญ…”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบ ผมแทบจะเหยียบเบรกจนล้อครูด “อี๊ดดดด!” จนรถหยุดนิ่ง
ผมหันขวับไปทางเด็กคนนั้น ตาแทบถลน
“อะไรนะ… หอพักแสงเพ็ญเนี่ยนะ!? แต่มันก็ถูกอยู่นี่หว่า… ไหน ๆ เอาโทรศัพท์มาดูสิ”
ผมเอื้อมแขนไปขอมือถือจากเขา น้ำเสียงเต็มไปด้วยทั้งสงสัยและหงุดหงิดปนกัน
เมื่อผมก้มดูหน้าจอโทรศัพท์ของเด็กคนนั้น ก็ถึงกับรู้สึกเส้นเืที่ขมับปูดขึ้นมาทันที
“นี่มันไม่ใช่หอพักแสงเพ็ญ…” ผมขึ้นเสียง แล้วตวัดตามองเขา “นี่มัน ม่านรูดแสงเพชร ต่างหาก!”
ผมหันซ้ายหันขวาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะตบ แป๊ะ ลงกลางกระบาลของเด็กคนนั้นไปทีหนึ่ง แล้วถอนหายใจยาว รู้สึกเหมือนโล่งอกและเผลอยิ้มออกมา
แต่ทันใดนั้น เด็กเ้ากรรมกลับหันมามองหน้าผม ดวงตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ น้ำตาเอ่อคลอจนผมใไปแทน
ผมยกมือขึ้นลูบหัวเขาเบา ๆ พลางปลอบเสียงอ่อนลง
“อย่าร้อง ๆ เด็กดี… พี่แค่ใไปหน่อยเองนะ ...เดี๋ยวพี่ไปส่งม่านรูดแสงเพชรนะ”
เขาปัดมือผมออกแรง ๆ เหมือนพยายามกลั้นน้ำตาไว้ ก่อนรีบกดโทรศัพท์เหมือนจะโทรหาใครสักคน
ผมเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น แล้วรีบปักหมุดลงไปที่ ม่านรูดแสงเพชร ทันที
“เด็กเวร… อยากไปนักใช่ไหม พี่จัดให้” ผมพึมพำในลำคอ
จากนั้นก็เบิ้นคันเร่งสามที บร๊าววว! บร๊าววว! บร๊าววว! รถแทบจะยกล้อออกตัวพุ่งไปข้างหน้า
เสียงสะอื้นปนร้องไห้ของเด็กคนนั้นดังแ่ ๆ อยู่ข้างหลัง แต่ผมก็ยังบังคับรถตรงไปไม่สนใจ จนเลี้ยวเข้ามาซอยหนึ่ง ป้ายไฟนีออนแดงสะท้อนตา ม่านรูดแสงเพชร เด่นหราอยู่ตรงหน้า
ผมชะลอรถจอดแถว ๆ นั้นพอดี เด็กคนนั้นโทรติดในจังหวะเดียวกันพอดีเช่นกัน แต่ไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร ผมก็เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ออกจากมือทันที
“ฮัลโหล ๆ สวัสดีครับ”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากปลายสาย “สวัสดีค่ะ ลูกฉันไปไหนคะ?”
ผมกลืนน้ำลาย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พอดีผมเป็คนขับบริการรับส่งครับ ไปรับลูกคุณมาเมื่อครู่… แต่เด็กบอกให้ผมมาส่งที่ ม่านรูดแสงเพชร ผมก็เลยกังวลน่ะครับ กลัวว่าเขาจะทำอะไรไม่เหมาะสม คุณแม่พอจะมารับได้ไหมครับ?”
เงียบไปชั่วครู่ “อะไรนะ…!? เมื่อกี้เขาบอกว่าจะไปเล่นบ้านเพื่อนนี่นา!” น้ำเสียงปลายสายแทบจะกรีดร้องออกมา “โอเคค่ะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย!”
“ครับ รีบ ๆ เลยนะครับ ผมรออยู่แถวปากซอยนี่เอง”
ผมวางสาย มือของผมอีกข้างปิดปากเด็กเวรไว้แน่น เขาดิ้นขลุกขลักในที่นั่ง น้ำตาไหลพราก แต่โชคยังเข้าข้างที่ตรงนี้ไม่มีใครผ่านมาเห็น
“เป็ไงล่ะ?” ผมพูดพลางยิ้มมุมปาก
“ผมจะบอกแม่!” เด็กคนนั้นะโลั่น ก่อนะโลงจากรถ ทำท่าจะวิ่งหนีทันที
ผมะโเสียงเข้ม “หนีไปสิ! แต่จำไว้นะ ฉันบอกแม่แกแล้วว่าจะรออยู่ตรงนี้”
เด็กชะงักกึก หันกลับมามองด้วยสีหน้าซีดเผือด
ผมยกนิ้วชี้ขึ้นแล้วเอ่ยเสียงเย็น “อีกอย่าง… ถ้าแกปริปากพูดอะไรไม่เข้าท่า ละก็…”
ผมเว้นจังหวะจ้องตาเขา ก่อนดีดนิ้วดัง แป๊ะ ทำเอาเด็กสะดุ้งเฮือกเหมือนิญญาจะหลุดออกจากร่าง
จากนั้นผมก็ขับรถหนีไปจากตรงนั้น